จับได้แล้ว 2ผัวเมีย”โจรอุ้มหมา” หลังลักทรัพย์กว่า 15 ปี กวาดไปกว่า 20 ล้าน

โจรอุ้มหมา จากคดีโจรผัวเมียอุ้มหมาตระเวนลักทรัพย์ทั่วประเทศมานานกว่า 15 ปี มีเหยื่อหลายสิบรายได้ทรัพย์สินไปไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท จากการตรวจสอบทราบชื่อนายอภิชาติ บุญเรือง อายุ 42 ปี และน.ส.อุษา เกษมณี หรือฑิญาตา บุญเรือง อายุ 38 ปี สองสามีภรรยา ก่อนออกหมายจับแล้วติดตามไล่ล่าตัว

ล่าสุดทั้งคู่อุ้มหมาไปทำทีเป็นสั่งซื้ออุปกรณ์การเกษตรจำนวนมากเเถวร้านจำหน่ายน้ำสลัดเเละชีสดิปหลากรสราคาปลีก-ส่งรายใหญ่ที่ย่านปทุมธานี พูดคุยตีสนิทก่อนฉวยจังหวะที่เจ้าของร้านไปจัดเตรียมสินค้าตามสั่ง ฉกทองไปกว่า 20 บาท เงินสดอีกจำนวนหนึ่ง โดยตำรวจภาค 1 สืบจนบุกถึงบ้านพักสุดหรูที่ปากเกร็ด ยึดรถเก๋งหลายคัน ทรัพย์สินอีกจำนวนมาก แต่โจรผัวเมียหนีรอดไปได้หวุดหวิด

สำหรับความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ตำรวจ บช.ภ.1 ได้ติดตามจับกุมนายอภิชาติ และน.ส.อุษา ได้แล้ว หลังหลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ซอยเพิ่มศิลป์ ซอยพหลโธิน 52 ทาวเฮาส์ 2 ชั้น กรุงเทพมหานคร โดยในช่วงเย็น พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบช.ภาค 1 เตรียมแถลงจับกุมอีกครั้งในเวลา 16.00 น. ที่บช.ภ.1

ตร.แจงแล้วคลิปจับโชเฟอร์แท็กซี่รุนแรง จับล็อก-นอนกดกับพื้น ยันทำตามขั้นตอน

ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร.โพสต์ชี้แจงแล้วเหตุตำรวจจับโชเฟอร์แท็กซี่รุนแรง หลังโลกโซเชี่ยลวิจารณ์การทำงาน ยืนยันปฏิบัติตามขั้นตอนทุกอย่าง ไม่ให้กระทบต่อความเดือดร้อนต่อประชาชนส่วนรวม

จากกรณีการเผยเเพร่คลิปวิดิโอเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมคนขับรถแท็กซี่ก่อนถึงร้านจำหน่ายฟิล์มยืด ฟิล์มพันพาเลทและอุปกรณ์เเพ็คกิ้งราคาปลีก-ส่งรายใหญ่ โดยโลกโซเชี่ยลต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในโลกออนไลน์เป็นจำนวนมากนั้น

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 20 ส.ค. เฟซบุ๊ก ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. โพสต์ข้อความชี้เเจงกรณีดังกล่าวระบุว่า ตามที่มีคลิปวิดิโอการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สน.หลักสอง จับกุมคนขับรถยนต์โดยสารสาธารณะ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พื้นที่ สน.หลักสอง ในสื่อสังคมออนไลน์นั้น

แอดมินได้รับคำชี้แจงจาก ร.ต.อ.วัชรเกียรติ์ ทองมูล ตำแหน่ง รอง สว.จร.สน.หลักสอง หลังจากได้ดิดต่อ ร.ต.อ.วัชรเกียรติ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่และปรากฎอยู่ในคลิปดังกล่าว พี่วัชรเกียรติฝากชี้แจงการปฏิบัติหน้าที่ผ่านเพจของเราดังนี้ครับ

“กระผม ร.ต.อ.วัชรเกียรติ์ ทองมูล ตำแหน่ง รอง สว.จร.สน.หลักสอง ขอเรียนชี้แจงให้ทุกท่านทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในคลิปดังนี้

กระผมเป็นบุคคลที่ปรากฏในคลิป โดยเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นจากมีกลุ่มผู้ขับขี่รถแท็กซี่จอดรถในเขตห้ามจอด (ขาวแดง) เป็นเวลานาน เพื่อรอรับผู้โดยสารจนทำให้การจราจรติดขัดทั้งทางด้านถนนกาญจนาภิเษก และผู้ใช้บริการจากห้างเดอะมอลล์บางแค ไม่สามารถออกจากห้างได้ เพราะกลุ่มขับขี่แท็กซี่ได้จอดกีดขวางเป็นจำนวนมาก ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ปฏิบัติและดำเนินการต่อผู้ขับขี่แท็กซี่ที่จอดในเขตห้าม (ขาวแดง) ทั้งหมด3ขั้นตอนคือ

1.ประชาสัมพันธ์ผู้ใช้บริการรถโดยสารและผู้ขับขี่รถแท็กซี่ห้ามจอดรถบริเวณดังกล่าวเพราะมันกระทบต่อความเดือดร้อนต่อประชาชนส่วนรวม

2.ว่ากล่าวตักเตือนกับผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่กระทำความผิด

3.ดำเนินกวดขันจับกุมออกใบสั่ง

ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการมาครบถ้วนทุกข้อ ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ยังมีผู้ฝ่าฝืนเป็นจำนวนมาก อีกทั้งบริเวณดังกล่าวมีประชาชนร้องเรียนเป็นจำนวนมากถึงปัญหาดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดคือการบังคับล้อ เพื่อคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนผู้สุจริตชนโดยส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

จากเหตุการณ์ดังกล่าวบุคคลที่โดนเจ้าหน้าที่จับกุมนั้นเกิดขึ้นจาก ชายคนดังกล่าวได้ด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกทั้งกล่าวหาว่า “พวกมึงหาแดกกันแบบนี้เหรอ พวกมึงแกล้งจับกู” ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่

กระผมจึงแจ้งว่าเขาต้องถูกจับในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ พร้อมทั้งเชิญตัวชายคนดังกล่าวไปสน. แต่ชายคนดังกล่าวขัดขืนที่ถูกเชิญตัวมา สน.จึงเกิดการจับกุมดังกล่าวตามคลิป

ซึ่งขณะจับกุมได้กระทำไปตามหลักยุทธวิธีตำรวจทุกประการมิได้กระทำโดยลุแก่อำนาจแต่อย่างใด และชายที่นำคลิปมาโพสบนสื่อสังคมออนไลน์ ก็เป็นกลุ่มผู้ขับขี่แท็กซี่ที่กระทำความผิดที่จอดรถในเขตห้าม (ขาวแดง) ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกวดขันจับกุมในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

กระผมไม่ได้รู้จักกับผู้ถูกจับกุมตามคลิปและผู้มาโพสคลิปดังกล่าวแต่อย่างใด จึงไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกัน ดังนั้นกระผมขอชี้แจงให้ทุกท่านเสพสื่ออย่างมีสติ และเข้าใจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้กระทำตามขั้นตอนและตามหลักยุทธวิธี

ดังนั้นขอเรียนว่าในวันพรุ่งนี้กระผมจะไปดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับผู้โพสต์คลิปที่ทำให้กระผมและผู้ปฏิบัติงานในคลิปเสียหายจึงขอเรียนให้ทุกๆท่านทราบเป็นข้อมูลครับ”

ขอบคุณพี่ ร.ต.อ.วัชรเกียรติที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีต่อพี่น้องประชาชน มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ตลบมุ้งรวบ ไอ้โหดฆ่าแฟน หนีคดี3ปี เคยชกท้อง-เวียนเทียนข่มขืนสาว ตั้งแต่อายุ 14

เมื่อเวลา 06.30 น.วันที่ 22 ส.ค.ที่กองปราบปราม พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. สั่งการให้พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. พ.ต.ท.พัฒนพงศ์ ศรีพิณเพราะ พ.ต.ท.เผด็จ งามละม่อม พ.ต.ท.วิญญู แจ่มใส พ.ต.ท.เมฆพิศาล ศรีภิรมย์ รอง ผกก.2 บก.ป. พ.ต.ต.เอกพล ปัญจมานนท์ สว.กก.2 บก.ป.

พร้อมกำลังเข้าจับกุม นายพรสิน มงคลมะไฟ อายุ 35 ปี อดีตพนักงานโรงงานผลิตสายรัดพลาสติก สายรัดกล่องรายใหญ่เเห่งหนึ่ง อยู่บ้านเลขที่ 222 หมู่ 5 ต.บ้านดุง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามหมายจับศาลจังหวัดเลย ที่ 38/2558 ลงวันที่ 14 มี.ค. 2558 และร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง” ตามหมายจับศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ 434/2551 ลงวันที่ 28 ส.ค. 2551

พ.ต.อ.อรุณ เปิดเผยว่า ผู้ต้องหารายนี้ได้ก่อเหตุฆ่าน.ส.กฤษณา ศรีพาย หรืออ้อย ผู้ตาย ซึ่งเป็นแฟนสาว เมื่อวันที่ 13 มี.ค.58 เวลาประมาณ 23.00 น. นายพรสินไปหาผู้ตายที่บ้าน เนื่องจากจับได้ว่ามีผู้ชายมาติดพัน เลยเกิดความหึงหวง ถึงขั้นมีปากเสียงกัน

ผู้ต้องหาโมโหเลยใช้มีดปลายแหลมแทงผู้ตายจนเสียชีวิต ก่อนหยิบเอาสร้อยทองคำไปด้วย 3 เส้น และขี่รถจยย.ของผู้ตายหลบหนีไปด้วย เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่บ้านแห่งหนึ่งใน ต.ผานกเค้า อ.ภูกระดึง จ.เลย

พ.ต.อ.อรุณ กล่าวต่อว่า ส่วนความผิดคดีร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 ก.ค.2551 ผู้เสียหาย ซึ่งขณะเกิดเหตุมีอายุ 14 ปี พร้อมญาติลูกพี่ลูกน้องได้ไปหาเพื่อนที่บ้านห้วยปลาโด หมู่ 5 ต.บ้านดุง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี เมื่อไปถึงมีกลุ่มผู้ต้องหากำลังนั่งดื่มสุราอยู่ที่บ้านเกิดเหตุ

ต่อมาญาติของผู้เสียหายที่ไปด้วยกันได้ออกไปข้างนอกกับเพื่อนชาย ปล่อยให้ ผู้เสียหายนั่งอยู่กับกลุ่มผู้ต้องหาประมาณ 3 คน ในขณะที่ผู้เสียหายเผลอ นายพรสินเดินเข้ามาแล้วใช้หมัดชกที่ท้องจนหมดสติไป จากนั้นถูกลากตัวไปหลังบ้าน แล้วกลุ่มผู้ต้องหาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืนเสร็จแล้วก็หลบหนีไป

พ.ต.อ.อรุณ กล่าวอีกว่า ต่อมาสืบสวนจนทราบว่า ผู้ต้องหาหลบหนีมาพักอาศัยอยู่ที่ อพาร์ตเมนท์ไม่มีชื่อ ภายในซ.ประชาอุทิศ 21 แขวงราษฎร์บูรณะ เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพ จึงร่วมกันวางแผนและเข้าจับกุมดังกล่าว เบื้องต้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ในคดีฆ่าผู้อื่นฯ และขอให้การปฏิเสธ ในคดีร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นฯ จึงนำตัวส่งให้สภ.ภูกระดึง ดำเนินคดีต่อไป

รวบโจ๋วัย 16 บุกลักทรัพย์กุฏิเจ้าอาวาส หาเงินแลกยาบ้า เสพวันละ 150 เม็ด

วันที่ 19 ส.ค. พ.ต.ท.เทวราช เอื้อวงษ์ประเสริฐ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองอำนาจเจริญ นำเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ลงพื้นที่ที่กุฏิเจ้าอาวาสวัดสำราญ ต.บุ่ง อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ หลังจากได้รับแจ้งว่ามีคนร้ายเป็นชายวัยรุ่นเข้ามาลักทรัพย์ที่กุฏิของเจ้าอาวาส

เมื่อไปถึงได้ตรวจสอบภาพของคนร้ายที่กล้องวงจรปิดภายในกุฏิของเจ้าอาวาสจับไว้ได้ ทำให้ทราบว่าคนร้ายรายดังกล่าวคือ นายบี (นามสมมุติ) อายุ 16 ปี โดยทราบว่า นายบี ได้ไปเปิดห้องเช่า อยู่ที่โรงแรมทุ่งตะวันรีสอร์ทที่อยู่เเถวโรงงานผลิตเเละจำหน่ายเทปใสหรือสก๊อตเทปติดกล่องคุณถาพดี ราคาถูก ต.บุ่ง อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เดินทางไปตรวจสอบที่โรงแรมดังกล่าว

ที่โรงแรมดังกล่าวพบนายบี อยู่ภายในห้อง เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวขอเข้าตรวจค้น ซึ่งระหว่างที่ตรวจค้นนายบี ได้แสดงอาการพิรุธลุกลี้ลุกลน โดยใช้มือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงข้างขวา เจ้าหน้าที่จึงได้ขอตรวจค้นพบยาบ้า 1 เม็ด จากนั่นจึงได้ควบคุมตัวนายบี ไปสอบสวนเพิ่มเติมที่ สภ.เมืองอำนาจเจริญ

พ.ต.ท.เทวราช เปิดเผยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเพิ่งเข้าไปลักทรัพย์ที่กุฏิเจ้าอาวาสวัดสำราญจริง ได้โทรศัพท์มือถือซัมซูง 1 เครื่อง และไอโฟน  6เอส อีก 1 เครื่้อง ก่อนนำโทรศัพท์ไอโฟน 6เอส ไปจำนำในราคา 3,000 บาท และนำเงินไปซื้อยาบ้ามาเสพ

นอกจากนี้ผู้ต้องหายังรับสารภาพว่าเป็นผู้ที่ก่อเหตุตระเวนลักทรัพย์ตามวัดต่างๆ ที่ได้มีการมาแจ้งความว่ามีการเกิดเหตุลักทรัพย์ขึ้น ทั้งหมด 4 วัด โดยจะนำของที่ได้จากการขโมยไปแลกเป็นยาบ้ากับ นายหลุยส์ ซึ่งเป็นชาวลาว ที่อำเภอเขมราฐ จ.อุบลราชธานี แต่ละวันผู้ต้องหาต้องเสพยาบ้าอย่างต่ำวันละ 100-150 เม็ด โดยวันนี้เพิ่งเสพยาบ้าไปก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับทั้งหมด 60 เม็ด และขณะกำลังสอบปากคำผู้ต้องหาก็แสดงอาการเมายาบ้าอย่างหนัก หลังจากนั้นจึงนำตัวพร้อมของกลางส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

กระบะชนหงายท้องพังยับ! หนุ่มเชื่อบารมีพระหลวงพ่อโสธรทำให้รอดตาย

วันที่ 15 ส.ค. ร.ต.อ.สมบัติ วังวล รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี รับแจ้งอุบัติเหตุรถกระบะเฉี่ยวชนรถตู้โดยสารแล้วพลิกคว่ำ บนถนนสายสระแก้ว-ปราจีนบุรี หลักก.ม. 198-190 หน้าร้านจำหน่าย EPE โฟมหรือโฟมกันรอยเเละอุปกรณ์เเพ็คกิ้งราคาถูกอยู่ติดร้านอาหารเรือนวณิชชา หมู่ 4 ต.นนทรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสัจจพุทธธรรมกบินทร์บุรี

ที่เกิดเหตุบริเวณทางโค้งฝั่งขาเข้าจ.ปราจีนบุรี พบรถตู้โดยสารวิ่งระหว่างลพบุรี-ตลาดโรงเกลือ ทะเบียนป้ายเหลือง 10-1743 สระบุรี จอดอยู่ริมถนนสภาพกันชนหน้าหลุดกระเด็น มีนายทักษวัตต์ แสงสาตรา อายุ 45 ปี เป็นคนขับ บนรถยังมีผู้โดยสารอยู่เต็มคัน ส่วนริมถนนฝั่งตรงข้ามมีรถกระบะอีซูซุ สีขาว ทะเบียน กจ 1552 ปราจีนบุรี สภาพพลิกคว่ำหงายท้องล้อชี้ฟ้าอยู่กลางล่องน้ำพังยับเยิน มีนายสาธร แพนลา อายุ 27 ปี เป็นคนขับไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่อยู่ในอาการตกใจ

นายสาธร ให้การว่า ขับรถกระบะออกมาจากโรงงานแพนเพื่อกลับบ้าน ขณะขับมาตามถนนเกิดมีฝนตกลงมาอย่างหนัก เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุพยายามจะแซงรถคันหน้า แต่รถเกิดสะบัดไปเกี่ยวรถตู้เสียหลักข้ามเกาะกลางถนนพลิกคว่ำหงายท้อง โชคดีไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด เชื่อบารมีของหลวงพ่อโสธร รุ่น 2 ที่แม่ให้มาแขวนคอไว้คุ้มครองให้รอดตาย ส่วนสาเหตุน่าจะเกิดจากยางรถหมดสภาพไร้ดอกยาง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนดำเนินการตามกฎหมายให้มา

 

จนท.กระทรวงพาณิชย์ กลับห้องถึงกับช็อก! สายยูกระจุย โดนยกเค้าแทบเกลี้ยง

วันที่ 8 ส.ค. พ.ต.ท.วุฒิ พระเดชวงษ์ สารวัตร (สอบสวน) สภ.ปากคลองรังสิต จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งจาก น.ส.บุษปภัทร เดือนพงษ์ อายุ 55 ปี เจ้าหน้าที่กลุ่มงานพัสดุ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ว่าห้องพักของตนซึ่งอยู่อาคารหลังที่ 14 โครงการรังสิตซี้ตี้ที่อยู่เเถวบริษัทผลิตเเละจำหน่ายฟิล์มยืด ฟิล์มพันพาเลทรายใหญ่ ถนนรังสิต-ปทุมธานี ต.บางพูน อ.เมือง จ.ปทุมธานี ถูกคนร้ายงัดขโมยทรัพย์สินไปหลายรายการ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน

ที่เกิดเหตุบริเวณชั้น 3 ห้อง 264/31 อาคารหลังที่ 14 พบ น.ส.บุษปภัทร ยืนรอเจ้าหน้าที่พร้อมชี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูที่กุญแจที่คล้องประตูห้อง ซึ่งถูกคนร้ายตัดขาดและลูกบิดของประตูถูกงัดจนได้รับความเสียหาย เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องสภาพถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย โดยมีทรัพย์สินหายไปคือทีวีสีซัมซูง ขนาด 14 นิ้ว 1 เครื่อง ที่วีดิจิตอลยี่ห้ออัลทรอน ขนาด 24 นิ้ว 1 เครื่องหายไป และตะกร้าใส่เสื้อผ้าอีก 1 ใบ พร้อมอุปกรณ์ซ่อมเครื่องไฟฟ้า

น.ส.บุษปภัทร กล่าวว่า ตนทำงานอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์จะกลับมาพักที่ห้องอาทิตย์ละ 1 ครั้ง โดยวันนี้กลับมาถึงดึกหน่อยเนื่องจากรถติดมาก เมื่อมาถึงก็จะเปิดประตูเข้าห้องก็ต้องตกใจเมื่อเห็นสายยูที่คล้องกุญแจถูกตัดขาดและบานพับประตูเหล็กถูกงัดจนขาด โดยคนร้ายได้เข้าไปขโมยทรัพย์สินจำนวนหลายรายการ

เบื้องต้น พ.ต.ท.วุฒิ ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเข้ามาเก็บลายนี้วมือคนร้าย เพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

บุกจับนายก ทม.สิงหนคร คดีจ้างวานฆ่า ผอ.กองช่าง แต่ไหวตัวหลบหนี

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 7 ส.ค. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา นำโดย พ.ต.อ.ศักดา เจริญกุล ผกก.สส.ภ.จว.สงขลา นำกำลังเข้าควบคุมตัวนายธนกร สังฆโร นายกเทศมนตรีเมืองสิงหนคร จังหวัดสงขลาเเละยังเป็นเจ้าของกิจการร้านจำหน่ายเทปใส สก๊อตเทปคุณภาพดี ราคาถูกรายใหญ่ในพื้นที่ โดยจับกุมตัวได้ที่บ้านพักเลขที่ 141 หมู่ 1 ต.ชิงโค อ.สิงหนคร หลังศาลจังหวัดสงขลาอนุมัติหมายจับในคดีจ้างวานฆ่านายกมล ศรีนวล อายุ 46 ปี ผู้อำนวยการกองช่างเทศบาลเมืองสิงหนคร เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 ก.ค.

จากการตรวจค้นภายในบ้าน พบภรรยา รวมถึงญาติๆ ซึ่งเป็นผู้หญิง และเด็กรวม 5 คน มีรถยนต์จอดอยู่ในบ้าน 2 คัน และบริเวณบ้านอีก 4 คัน เจ้าหน้าที่ใช้เวลาในการตรวจค้นนานกว่า 1 ชั่วโมง ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย และไม่พบตัวนายธนกร พบเพียงโทรศัพท์มือถืออยู่ภายในบ้าน ซึ่งมีรายงานข่าวว่าอาจจะมีการติดต่อขอมอบตัวในเร็วๆ นี้

โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวผู้ต้องหาได้ยกทีมรวม 6 คน ประกอบด้วย นายจงเจริญ มณีรัตน์ อายุ 51 ปี รองนายกเทศมนตรีเมืองสิงหนคร จ.ส.อ.ประวิทย์ หนูเจริญ อายุ 49 ปี ทหารในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายปรีชาพล คัทโธ อายุ 52 ปี และนายอดุลย์ แดวอสนุง อายุ 45 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา นายสุไหมี อุเซ็ง อายุ 33 ปี ชาว จ.ยะลา และนายมาหะมะ เจ๊ะแวสุหลง อายุ46 ปี ชาวจ.ยะลา

ไม่มีกกน.ตั้งแต่ต้น! ‘เอ็ม’ยัน รับมีเซ็กซ์ ‘น้ำหวาน’ ก่อนเก๋งชนดับ ตร.ฟันข้อหาข่มขืน

คลี่ปม-ตายในรถ นํ้าหวาน ฟัน เอ็ม ข้อหา ข่มขืน ยอมรับมีสัมพันธ์-ก่อนขับชน ยันเป็นอุบัติเหตุ-ตร.เค้นหนัก ญาติยังติดใจ-กางเกงกลับด้าน เจ้าตัวยอมรับก่อนเกิดเหตุ ขับออกจากสถานบันเทิงแล้วไปมีสัมพันธ์กันในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่อยู่เเถวโรงงานผลิตเเละจำหน่ายสายรัดพลาสติกหรือสายรัดกล่องรายใหญ่เเห่งหนึ่ง ก่อนขับออกมาเกิดอุบัติเหตุรถชนจนน้องน้ำหวานเสียชีวิตดังกล่าว

จากกรณีพ่อแม่ของน้องน้ำหวาน นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยชื่อดัง เข้าร้องเรียนมูลนิธิปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรี เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีลูกสาวเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ หลังประสบอุบัติเหตุรถชน เมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา เหตุเกิดที่จ.หนองบัวลำภู โดยพบว่าสภาพศพสวมกางเกงยีนส์กลับด้านและไม่ได้สวมกางเกงใน

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 6 ส.ค. ที่ห้องประชุมชั้น 2 สภ.เมืองหนองบัวลำภู นางปวีณา หงสกุล ปธ.มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เดินทางมาพร้อมพ่อแม่ของน้องน้ำหวาน เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีการ เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว โดยมี พล.ต.ต.ชนวีร์ ชมาฤกษ์ ผบก.ภ.จว.หนองบัวลำภู พร้อมด้วยรองผบก. พ.ต.อ.ธนัช วิเสฎโฐ ผกก.สภ.เมืองหนองบัวลำภู โดยมีพ่อแม่และเพื่อนของน้องน้ำหวานมาร่วมติดตามคดีด้วย

พ.ต.ท.นิกร หอมอ่อน พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี รายงานคดีว่า วันที่ 19 ก.ค.61 เวลา 02.30 น. รับแจ้งอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิตที่ถนนสายหนองบัวลำภู-โนนสัง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 13 ก.ม. ที่เกิดเหตุพบรถเก๋ง โตโยต้า วีออส สีดำ ทะเบียน กฉ-9742 อุดรธานี ชนติดกับต้นไม้ ริมถนนฝั่งขาเข้าตัวเมือง มี ผู้เสียชีวิตอยู่บริเวณที่นั่งข้างคนขับ ทราบชื่อต่อมาคือ น้องน้ำหวาน (ขอสงวนชื่อและนามสกุล อายุ 21 ปี ชาวอ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี สภาพศพสวมเสื้อแขนยาวสีขาว กางเกงยีนส์ขาสั้น กู้ภัยคุณธรรมหนองบัวลำภู นำศพออกมาจากรถ นพ.สุริยันต์ ปัญหาราช แพทย์ร.พ.หนองบัวลำภู มาชันสูตรในที่เกิดเหตุระบุเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ คอหัก มีญาติ ผู้เสียชีวิตซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 2 ก.ม. มาที่เกิดเหตุและจากนั้นนำศพกลับไปบ้าน

ต่อมาญาติติดใจว่าจากสภาพศพพบผู้ตายสวมกางเกงขาสั้นเอาข้างหลังมาอยู่ข้างหน้า ซิปอยู่ด้านหลังไม่ได้รูด และไม่พบกางเกงใน จึงขอให้ตำรวจส่งศพไปผ่าพิสูจน์ที่ ร.พ.อุดร ธานี ในวันรุ่งขึ้น จากนั้นก็ได้ส่งไปที่ ร.พ.ตำรวจ ซึ่งหลังเกิดเหตุ ตำรวจแจ้งข้อหา นายพลสันต์ รัตนพลที หรือเอ็ม อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16 หมู่ 1 ต.นามะเฟือง อ.เมืองหนองบัวลำภู คนขับรถ ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต โดยนาย พลสันต์ รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และประกันตัวออกไป ขณะที่พนักงานสอบสวนก็ดำเนินการหาพยานหลักฐานและรอผลผ่าพิสูจน์จาก ร.พ.ตำรวจ

ล่าสุด นายพลสันต์เดินทางมาพร้อมครอบครัว และยอมรับกับเจ้าหน้าที่ ว่า มีเพศสัมพันธ์กับผู้ตายขณะเดินทางกลับบ้าน โดยแวะเข้าไปในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ก่อนจะขับรถออกไปประสบอุบัติเหตุดังกล่าว ซึ่งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเราอีก 1 ข้อหา

นายเอ็ม ให้สัมภาษณ์ว่า วันเกิดเหตุไปเที่ยวดูหมอลำ เจอน้องน้ำหวานเป็นครั้งแรก เมื่อหมอลำจบ น้องชวนเข้าเมืองหนองบัวลำภู ไปเที่ยวที่บ้านบาวแดง แล้วก็พาไปเที่ยว ขากลับแวะที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง และมีสัมพันธ์กันบนรถ น้องเมาแต่ยังมีสติ ระหว่างมีอะไรกันก็ไม่ได้ปัดป้องอะไร มีการถอดเสื้อผ้าออกหมด เสร็จแล้วน้องก็เป็นคนใส่เสื้อผ้าเอง แล้วก็นั่งเอนอยู่ตรงเบาะข้างคนขับ ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าใส่กลับด้าน ทั้งนี้ยืนยันว่าน้องไม่มีกางเกงในมาตั้งแต่ต้น เมื่อเสร็จแล้วก็ออกจากโรงเรียน มาถึงจุดเกิดเหตุก็วูบไปแล้วก็ชนต้นไม้ หลังจากชนแล้วก็ตั้งสติ หันมาดูน้องเขา คิดว่าไม่เป็นไร ก็เปิดประตูไปหาคนมาช่วย น้องเขาเหมือนนั่งเฉยๆ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เดินไปหาคนช่วยจนกระทั่งเจอรถกู้ภัย ยืนยันว่าเป็นอุบัติเหตุ

ขณะที่นางปวีณาเข้าพบกับคณะตำรวจและสอบถามความคืบหน้า พร้อมกับเข้าสอบถาม นายพลสันต์ ด้วยตนเอง โดยปิดห้องไม่ให้สื่อมวลชนเข้าไป ก่อนจะออกมาร่วมประชุมกับคณะนายตำรวจที่ห้องประชุมชั้น 2

นางปวีณารับทราบข้อมูลจากตำรวจแล้ว แต่มีประเด็นที่ญาติติดใจสงสัยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผู้ตายมีลักษณะร่าเริงเข้าคนง่าย มีแฟนแล้ว จะยอมไปกับคนแปลกหน้าและมีเพศสัมพันธ์โดยง่ายจริงหรือ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้มีการตระเตรียมวางแผนล่อลวง ผู้ตายไปกระทำมิดีมิร้ายหรือไม่ และที่ผ่านมาถึงแม้ตำรวจจะทำงาน แต่ก็มีข้อบกพร่องหลายอย่าง จึงขอให้ดำเนินการด้วยความรัดกุม โดยทาง ผบก.ภ.จว.หนองบัวลำภู รับปากจะดำเนินการให้ดีและเป็นธรรมที่สุด ยืนยันว่าไม่มีอิทธิพลใดๆ มาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ก็ขอให้ทางมูลนิธิช่วยเร่งรัดผลการผ่าพิสูจน์เพราะอยู่นอกเหนืออำนาจ ขณะเดียวกันก็ จะรวบรวมพยานหลักฐานทุกอย่างที่ญาติ ผู้เสียชีวิตติดใจ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ในวันที่ 19 ก.ค. น้องน้ำหวาน ซึ่งในช่วงปิดเทอมเดินทางกลับมาที่บ้านแม่ที่หมู่บ้านนามะเฟือง เพื่อมาหาญาติของแม่ โดยแม่เดินทางไปต่างประเทศ ใน วันเกิดเหตุมีดนตรีในตลาดนัดคลองถมในหมู่บ้าน ผู้ตายพบเพื่อนซึ่งเป็นทอม และเพื่อนชวนมาพบผู้ต้องหา โดยผู้ต้องหาให้การว่ามีการดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอล์ร่วมกัน ก่อนจะพากันขึ้นรถคันเกิดเหตุมาเที่ยวสถานบันเทิงบ้านบาวแดง ในตัวเมืองหนองบัวลำภู

ทางพนักงานสอบสวน เผยว่า จากการสอบปากคำพยานระบุว่ามาถึงห้าทุ่มเศษ และมาพบเพื่อนผู้หญิงอีกคนในบ้าน บาวแดง จากนั้นประมาณตีหนึ่งผู้ต้องหา ออกมาที่รถ และเพื่อนได้มาส่งผู้ตายที่รถ โดยกล้องวงจรปิดหน้าบ้านบาวแดงเห็น ผู้ตายเดินออกมาในลักษณะไม่เหมือนเมาเหล้า จนกระทั่งเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น ซึ่งหลังจากญาติพบข้อสงสัยจึงขอให้ส่งศพไปผ่าพิสูจน์และเข้าร้องเรียนมูลนิธิปวีณาดังกล่าว

ล้อมจับยาบ้า 9 หมื่นเม็ด คาปั๊มน้ำมัน ตร.สุพรรณฯ ขยายผลถึงชานกรุง

ล้อมจับยาบ้า 9 หมื่นเม็ด ตร.สุพรรณฯขยายผล หลังจับพ่อค้ายารายหนึ่งในพื้นที่ ก่อนล่อซื้อยาจากเครือข่ายภาคเหนือ แต่เลื่อนจุดส่งมามาเรื่อย จนถึงปั๊มน้ำมันเเถวบริเวณบริษัทรับจัดซื้อเเละนำเข้าเครื่องปั๊มไดคัท เครื่องพิมพ์กล่องกระดาษลูกฟูกจากญี่ปุ่นรายใหญ่ ย่านแสมดำ รวบ 3 ผู้ต้องหา พร้อมของกลาง ส่งดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพ.ต.ท.ปกรณ์ จุ่นเขียว นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดปราบปรามยาเสพติดชุดที่ 2 ภ.จว.สุพรรณบุรี และเจ้าหน้าที่ทหาร ร่วมกับจับกุมตัวนายจีระพันธ์ ศรีสกุล อายุ 42 ปี ชาว อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร น.ส.อัชรา ณฤทธิ์ อายุ 29 ปี ชาว อ.เคียนชา จ.สุราษฎร์ธานีและนายประสิทธิ์ แซ่ตั้น อายุ 37 ปี ชาว อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช

พร้อมของกลางยาบ้า 45 มัด รวมประมาณ 90,500 เม็ด โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง รถยนต์กระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ แค๊ป 1 คัน ภายในปั้มน้ำมันแห่งหนึ่ง บนถ.พระราม 2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กทม.

สอบสวนเบื้องต้นนายประสิทธิ์ ให้การว่ามีคนรู้จักชื่อนายโอเล่ โทรให้มารับยาบ้าจากรถบรรทุกที่ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี มาส่งที่ปั๊มดังกล่าว กับที่จ.นครศรีธรรมราช

โดยให้ค่าจ้างในเบื้องต้น 5,000 บาท จึงชักชวนนายจีระพันธ์ กับน.ส.อัชรา สามีภรรยากัน มาด้วยเพราะมีรถยนต์

โดยนายโอเล่ บอกให้ติดต่อกับลูกค้าที่มาจากสุพรรณบุรี แลโทรคุยนัดหมายกัน จนมาถูกจับกุมตัวเสียก่อนที่จะทันนำยาบ้าไปส่งที่จ.นครศรีธรรมราช

ทั้งนี้เบื้องหลังการจับกุม เป็นการขยายผลมาจากที่ ตำรวจ ชปส.2 ภ.จว.สุพรรณบุรี สามารถจับกุมผู้ค้ายาบ้าได้ 1 ราย

พล.ต.ต.กษณะ แจ่มสว่าง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี พ.ต.อ.อภิชิต สุรพินิจ รอง ผู้บังคับการฯ พ.ต.อ.วริทธิ์พงษ์ ทัฬหวรงค์ ผู้กำกับการสืบสวนจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วย พ.อ.กุญช์ภัสร์ หาญสมบูรณ์ เสนาธิการ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย มณฑลทหารบกที่ 17

ร่วมกันสั่งการให้พ.ต.ท.ปกรณ์ ทำการขยายผล ถึงเครือข่ายผู้ค้ายาบ้ารายใหญ่ทางภาคเหนือ โดยได้ให้สายลับติดต่อล่อซื้อ นัดหมายส่งยาบ้าจำนวน 20 มัด ที่จังหวัดสุพรรณบุรี

แต่พอถึงเวลานัดพ่อค้ายาบ้าเกิดระแวง ขอเลื่อนจุดส่งยาบ้าไปเรื่อยๆ จนล่าสุดนัดหมายส่งที่ปั๊มน้ำมันดังกล่าว จนนำมาสู่การบุกจับกุมตัวทั้งสามคนได้พร้อมของกลาง

ลังสอบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ควบคุมตัวทั้งหมด พร้อมของกลาง ส่งดำเนินคดีต่อไป