รถชน 6 คันซ้อน ร้อยโทโดนอัดคาซากอาการสาหัส ชาวบ้านขนานนาม “ดอยมรณะร้อยศพ”

รถชน 6 คันซ้อน – เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 30 มี.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พะวอ จ.ตาก รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถชนกันซ้ำซ้อนหลายคัน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยเหตุเกิดบนถนนสายแม่สอด-ตาก ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 52 เขตดอยคา อ.แม่สอด จ.ตาก หลังรับแจ้งเหตุเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนรวมถึงหน่วยกู้ชีพแม่สอดจึงรีบเดินทางไปให้ความช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุเป็นทางลงภูเขาลาดชันติดหน้าผาหิน โดยที่แนวทางโค้งจุดอันตรายพบรถเทรลเลอร์ หมายเลขทะเบียน 70-1029 อ่างทอง จอดขวางถนนด้านข้างรถพังเสียหาย ภายในรถพบตัวนายสิริชัย คารวานนท์ อายุ 50 ปี เป็นคนขับรถ ไม่ได้รับบาดเจ็บ ห่างกันประมาณ 50 เมตร พบรถยนต์กระบะ อีซูซุสีดำ หมายเลขทะเบียน 4 กว-5526 กรุงเทพ สภาพรถถูกชนด้านข้างอย่างแรงจนรถพังไปครึ่งคัน ภายในรถพบตัวสิบโทเรืองศักดิ์ สืบท้าว อายุ 30 ปี เป็นคนขับรถไม่ได้รับบาดเจ็บ

ส่วนเบาะข้างคนขับพบตัวร้อยโท เฐษฏาวุฒิ อุ๊ดหมอ อายุ 35 ปี ถูกชนอัดติดคาซากรถยนต์บาดเจ็บอาการสาหัส พลเมืองดีและหน่วยกู้ชีพต้องรีบช่วยกันงัดซากรถยนต์ออกด้วยความทุลักทุเลจนเวลาผ่านไปนานกว่า 15 นาที จึงสามารถนำตัวนายทหารรายนี้ส่งโรงพยาบาลแม่สอด ท่ามกลางสภาพจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก เจ้าหน้าที่หลายสิบนายต้องมาช่วยเร่งระบายรถที่ติดยาวสะสมบนภูเขา

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุนี้ไม่กี่ชั่วโมงบริเวณจุดดอยดังกล่าวได้เกิดอุบัติเหตุรถพ่วง 18 ล้อบรรทุกปูนฟิล์มยืด และฟิล์มยืดและพันพาเลทมาเต็มคันรถ เบรกขัดข้องทางลงภูเขาเขตดอยคา ก่อนรถพ่วงจะพุ่งชนรถยนต์รอบเดียวไป 3 คันรวด ส่งผลทำให้ปูนซีเมนต์หลายร้อยลูกตกหล่นแตกกระจายเต็มพื้นถนนระยะทางยาวหลายร้อยเมตร แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ต้องปิดถนนฝั่งขาเข้าตัวอำเภอแม่สอดเพื่อลงเคลียร์พื้นที่และทำความสะอาดล้างถนน และเปิดช่องทางพิเศษให้รถวิ่งสวนเลนกันในฝั่งขาออก

แต่พอเปิดช่วงทางพิเศษไปได้ไม่นาน ก็เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนอีกครั้ง เนื่องจากรถเทรลเลอร์ขับแหกโค้งลงภูเขาข้ามไปชนกับรถยนต์กระบะของคณะนายทหารที่กำลังขับรถกลับฐานปฏิบัติการที่แนวชายแดนอำเภอแม่สอด จนรถชนกันอย่างแรงเสียงดังสนั่นเนินเขา และทำให้นายทหารยศร้อยโทได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส ซึ่งรวมเกิดอุบัติเหตุแบบซ้ำซ้อนที่จุดเดียวกันโดยมีรถยนต์เสียหายรวม 6 คันมีผู้ได้บาดเจ็บสาหัส 1 ราย บนถนนสายแม่สอด-ตาก เขตดอยคา ดอยมรณะร้อยศพที่ชาวบ้านขนานนาม และเป็นถนนที่เกิดอุบัติเหตุทุกวัน

รวบหนุ่มเวียดนาม เจาะเซฟ ร้านอาหารดัง กวาด 1.5 แสน สารภาพเลียนแบบจากยูทูบ

รวบหนุ่มเวียดนาม เจาะเซฟ ร้านอาหารดัง กวาด 1.5 แสน สารภาพก่อเหตุมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 ครั้ง นำเงินไปเลี้ยงดูครอบครัว จ่ายค่ารักษาลูกที่ป่วย รับเลียนแบบการโจรกรรมจากยูทูบ

เจาะเซฟ / เมื่อวันที่ 27 มี.ค. พ.ต.อ.ดวงโชติ สุวรรณจรัส ผกก.สน.บางรัก พ.ต.ท.สาธิต สอนชา รอง ผกก.สส.สน.บางรัก พ.ต.ท.พิระวัตร์ วงศ์ศิริเมธีกุล พ.ต.ต.อนุพงษ์ อรุณคีรีโรจน์ สว.สส.สน.บางรัก ร.ต.อ.พันธุ์พิศณ์ วัชรินทร์พร และร.ต.อ.วุฒิชัย อธิวรปัญญา รอง สว.สส.สน.บางรัก

ร่วมกันนำกำลังตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.บางรัก จับกุมตัวนายทราน วัน ซัน อายุ 39 ปี สัญชาติเวียดนาม ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่จ 158/2562 ลงวันที่ 26 มีนาคม 2562 หลังตระเวนก่อเหตุงัดแงะเจาะตู้เซฟตามร้านอาหารย่านสีลม

พร้อมของกลางเครื่องตัดเหล็กแบบไฟฟ้า 1 ตัว โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ SAMSUNG สีน้ำตาล 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ ITEL สีดำ 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ LENOVO สีดำ 1 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ค ยี่ห้อ TOSHIBA สีดำ 1 เครื่อง เสื้อยืดแขนยาว สีดำ 1 ตัว เสื้อเชิ้ต สีดำ 1 ตัว และกระเป๋าสะพาย สีดำ 1 ใบ จับกุมตัวได้ที่ลานจอดรถสี่พระยาทาวเวอร์อินน์ แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพฯ

สืบเนื่องจากเมื่อเวลาประมาณ 09.30 น.วันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา ตำรวจสน.บางรัก รับแจ้งเหตุมีคนร้ายบุกเข้าไปเจาะตู้เซฟ ภายในร้านโร้ดเฮ้าส์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณแยกอังรีดูนังค์ ตรงข้ามร้านศูนย์รวมกล่องกระดาษและกล่องลูกฟูก แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ จึงประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พบว่าตู้เซฟ 2 ตู้ ถูกคนร้ายตัดบริเวณด้านหลังเป็นช่องสี่เหลี่ยม จากการตรวจสอบพบว่าทรัพย์สินภายในตู้เชฟ เป็นเงินสด ประมาณ 150,000 บาท ถูกคนร้ายขโมยไป จึงรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

หลังจากนั้นทางพ.ต.ท.สาธิต จึงนำกำลังตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางรัก ติดตามร่องรอยของคนร้าย ตลอดจนตรวจสอบแผนประทุษกรรม รวมไปถึงตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุ และใกล้เคียง จนได้ตำหนิรูปพรรณคนร้าย และได้ทำการสืบสวน จนทราบว่าคนร้ายที่ปรากฏตามกล้องวงจรปิด คือนายทราน วัน ซัน เป็นชาวเวียดนาม

ต่อมารวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญากรุงเทพใต้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้สืบสวนแกะรอย จนทราบว่าผู้ต้องหาหลบหนีกลับไปบ้านเกิด ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ประเทศเวียดนาม ต่อมาชุดสืบสวนทราบว่าคนร้ายมาปรากฏตัวบริเวณลานจอดรถดังกล่าว จึงเร่งนำกำลังเดินทางไปตรวจสอบ และจับกุมบริเวณดังกล่าว พร้อมของกลางก่อนควบคุมตัวไปสอบสวนที่ สน.บางรัก

จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ตระเวนก่อเหตุลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 ครั้ง โดยผู้ต้องหารับว่าต้องการเงินไปใช้จ่ายเลี้ยงดูครอบครัว โดยเฉพาะต้องนำไปจ่ายค่ารักษาตัวลูกที่ป่วย เนื่องจากอาชีพที่ทำปัจจุบันเป็นพนักงานในร้านอาหารไม่เพียงพอ

ซึ่งทุกครั้งที่ก่อเหตุจะทำเพียงคนเดียว สวมผ้าปิดปาก หมวกแก็ปสีดำ และจะลงมือก่อเหตุเฉพาะร้านอาหาร ในเวลากลางคืน ซึ่งพนักงานเลิกงานกันหมดแล้ว การลงมือเจาะตู้เซฟสำเร็จนั้นได้เลียนแบบมาจากในเว็ปไซต์ยูทูบ นอกจากนี้ ยังรับอีกว่าลักลอบหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย ผ่านทางช่องทางธรรมชาติทาง จ.นครพนม เพียง 4 วัน ก่อนเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้

อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อต่อคำให้การ ต้องสอบสวนขยายผลอีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่าคนร้ายรายนี้ก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง หากมีผู้เสียหายรายใดถูกคนร้ายรายนี้ก่อเหตุลักษณะดังกล่าวสามารถประสาน ตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.บางรัก ทันที

เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคล หรือทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นไปด้วยประการใดๆ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป และ “เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามา และอยู่ในราชอาณาจักโดยไม่ได้รับอนุญาต” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับแล้ว โจรแม่ลูกอ่อน เดินสายลักทรัพย์ ม.ดัง กว่า 50 แห่ง ล่าสุดได้ไป 2 ล้าน

จับแล้ว โจรแม่ลูกอ่อน เดินสายบุกงัด ม.ดัง ฉกทรัพย์ 5 ปีไม่ต่ำกว่า 50 แห่ง ล่าสุดได้ไป 2 ล้าน อ้างหาเงินเลี้ยงลูก 2 คน ติดพนันหวยหุ้น พอเงินหมดก็ไปก่อเหตุอีก

โจรแม่ลูกอ่อน วันที่ 25 มี.ค. พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 5 เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่ ร่วมกันแถลงจับกุม น.ส.แอม มาสิงห์ อายุ 32 ปี ชาว ต.หลักช้าง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมของกลาง เสื้อยืดคอกลมสีดำ 1 ตัว, กางเกงวอร์มขายาว สีกรม 1 ตัว, เสื้อวอร์มแขนยาว สีดำ มีแถบบริเวณแขน 1 ตัว และกระเป๋าสะพายหลังสีดำ 1 ใบ หลังก่อเหตุขโมยทรัพย์สินในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ถึงวันที่ 10 มี.ค. โดยจับกุมตัวได้ภายในห้องพักเลขที่ 126 โรงแรมเอราวัณ ต.ห้วยจรเข้ อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อช่วงค่ำคืนวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา มีเหตุคนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ในอาคารสำนักงานของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้เงินสดไป 194,000 บาท จากนั้นตำรวจได้ลงพื้นที่หาข่าวจนทราบว่าเป็นคนร้ายรายเดียวกับที่เคยเข้ามาก่อเหตุในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 19 พ.ย.61, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ 7 มี.ค.62, และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เมื่อวันที่ 8 มี.ค.62 นอกจากนี้ยังทราบว่าคนร้ายได้มาก่อเหตุตามมหาวิทยาลัยและสถาบันราชภัฏในเขตพื้นที่ภาค 5 ช่วงปลายเดือน พ.ย.61 ในพื้นที่ จ.เชียงราย, พะเยา, และลำปาง และร้านจำหหน่าย ซองกันกระแทก ซองบับเบิ้ลในพื้นที่ ใกล้เคียงอีกด้วย จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจหาเบาะแสจนทราบว่าคนร้ายคือ น.ส.แอม ก่อนขออนุมัติหมายจับ

ต่อมาฝ่ายสืบสวน ภ.จว.เชียงใหม่ และ สภ.ช้างเผือก ทราบข้อมูลว่า น.ส.แอม หลบพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ ต.ห้วยจรเข้ อ.เมือง จ.นครปฐม และมีการก่อเหตุในลักษณะเดียวกัน จึงเชื่อว่าคนร้ายน่าจะเป็น น.ส.แอม อย่างแน่นอน กระทั่งวันที่ 23 มี.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่ และ สภ.ช้างเผือก ได้ประสานตำรวจ สภ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ก่อนลงพื้นที่ตามหาตัว น.ส.แอม จนพบว่าซ่อนตัวอยู่ที่โรงแรมดังกล่าว จึงเข้าจับกุมตัวมาสอบปากคำ

จากการสอบสวน น.ส.แอม ให้การรับสารภาพโดยอ้างว่า ได้ลักทรัพย์ในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 มี.ค.62 จริง โดยแฝงตัวเดินดูลาดเลาในสถานที่ก่อเหตุตั้งแต่ช่วงเย็น รอจนช่วงค่ำจึงเข้าไปก่อเหตุลักทรัพย์สินภายในนอาคาร และอยู่ในนั้นจนถึงช่วงเช้ามืดจึงหลบหนีออกมา ที่ผ่านมาได้ก่อเหตุตามมหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทย มานานกว่า 5 ปี ไม่ต่ำกว่า 50 ครั้ง โดยใช้วิธีการคล้ายๆ กัน ส่วนสาเหตุที่ก่อเหตุในลักษณะเช่นนี้ก็สืบเนื่องมาจากต้องการหาเงินไปเลี้ยงลูก 2 คน ซึ่งคนเล็กอายุ 6 เดือน ประกอบกับตัวเองติดกาารพนันหวยหุ้น ต้องนำเงินมาใช้ลงทุน โดยเล่นครั้งละหลายหมื่นบาท พอเงินหมดก็จะไปก่อเหตุจนถูกจับกุม

ด้าน พล.ต.ต.พิเชษฐ กล่าวว่า จากการตรวจสอบประวัติพบว่าเคยก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง ส่วนสาเหตุที่ทางผู้ต้องหาเลือกลงมือในมหาวิทยาลัย ก็เนื่องมาจากมหาวิทยาลัยนั้นเป็นสถานที่เปิดไม่เหมือนโรงเรียน ซึ่งเมื่อผู้ต้องหาแต่งตัวธรรมดาก็สามารถเข้าไปได้เพราะเหมือนนักศึกษาหรือประชาชนทั่วไป และจะเลือกเข้าไปในช่วงเย็นใกล้เลิกงาน จากนั้นก็จะมีการเดินดูลาดเลา รวมทั้งดูเส้นทางเข้าออก

และรอจนกระทั่งถึงช่วงค่ำ เวลาประมาณ 21.00 – 22.00 น. ซึ่งเป็นช่วงปลอดคนจึงลงมือก่อเหตุ ขณะเดียวกันผู้ต้องหาได้ลงมือก่อเหตุเพียงลำพัง และครั้งล่าสุดได้ลงมือก่อเหตุในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคกลาง มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท จากนั้นจึงควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

หายตัวไปเกือบปี เพิ่งเจอ ‘ลุงจ๋อง’ เหลือแต่โครงกระดูกคา กระบะจมบึงน้ำ

เจอแล้วลุงจ๋องหายตัวไปเกือบ 1 ปี ญาติตามหาให้วุ่น พบอีกทีเหลือแต่โครงกระดูกคากระบะจมบึงน้ำ เผยน้ำลดทำให้เห็นหลังคารถโผล่ ก่อนชาวบ้านแจ้งตำรวจให้มาตรวจสอบ

กระบะจมบึงน้ำ / เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สว่างแดนดิน รับแจ้งพบรถกระบะจมอยู่ในบึงน้ำ หนองหลวงฝั่งทิศตะวันตก ต.หนองหลวง อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา หลังรับแจ้งจึงไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิ แพทย์เวร รพ.สว่างแดนดิน กองพิสูจน์หลักฐาน

ที่เกิดเหตุเป็นบึงน้ำ พบชาวบ้านที่บ้านหนองหลวง ต.หนองหลวง มามุงดูจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ประสานรถมายกขึ้นจากน้ำ

ตรวจสอบพบรถกระบะยี่ห้อ อีซูซุ สีเทา ทะเบียน 7536 จมอยู่ในน้ำ โดยสังเกตเห็นได้เนื่องจากระดับน้ำในบึงลดลง จากนั้นทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยยกซากรถขึ้นมา ตรวจสอบภายในรถพบผู้เสียชีวิต 1 ราย สภาพเหลือแต่โครงกระดูก

จากการสอบถาม ทราบว่าผู้เสียชีวิตชื่อว่า ลุงจ๋อง อดีตรปภ. โรงงานกล่องเอกสารและกล่องใส่เอกสาร หายออกไปจากบ้านตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.61 ทางญาติออกติดตามมาโดยตลอด แต่ไม่พบเบาะแส ก่อนจะทราบอีกครั้งว่าลุงจ๋อง เป็นศพอยู่ในรถกระบะที่ตกน้ำดังกล่าว โดยทางเจ้าหน้าที่ส่งร่างผู้เสียชีวิตให้ญาติประกอบพิธีกรรมตามประเพณีต่อไป

หนุ่มใบ้เครียด ค่าสินสอดแฟนสาว เจอนั่งกับชายอื่น ไลฟ์ผูกคอดับ ตาพังประตูช่วยไม่ทัน

จากกรณี นายณัฐพงศ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี ซึ่งเป็นใบ้ ได้ไลฟ์เฟซบุ๊กผูกคอเสียชีวิต ภายในบ้าน พื้นที่หมู่ 8 ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ให้หน่วยกู้ภัยส่งศพไปเก็บรักษาไว้ที่โรงพยาบาลแหลมฉบัง เหตุเกิดเมื่อกลางดึกของวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา

ล่าสุดเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 19 มี.ค. ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปติดตามความคืบหน้าในกรณีดังกล่าว ที่วัดรังษีสุทธาวาส (ไร่กล้วย) หมู่ 2 ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี พบบรรดาญาติของผู้เสียชีวิต รวมถึงเพื่อนที่เป็นใบ้มารวมกันไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

ด้านนายธวัช อายุ 67 ปี ตาของผู้ตาย กล่าวว่า ปกติแล้วตนจะอยู่บ้านกับหลานเพียงแค่ 2 คน เท่านั้น ส่วนแม่ของหลานก็จะพักกันคนละที่ ก่อนเกิดเหตุก็มีเพื่อนบ้านมาเคาะประตูเรียกตน และบอกว่าหลานชายตนกำลังไลฟ์ผูกคอตายอยู่ ตนจึงรีบวิ่งไปพังประตูที่ห้องก็พบว่าหลานชายตนผูกคอตายแล้ว

นายธวัช กล่าวต่อว่า เมื่อปีที่ผ่านหลานชายได้เข้ารับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเทคนิคบางแสน ต.ห้วยกะปิ อ.เมือง จ.ชลบุรี แล้วได้พบรักกับหญิงสาวรายหนึ่ง ซึ่งเป็นใบ้และเป็นหลานเจา้ของโรงงาน EPE โฟม และโฟมกันรอย ทั้งคู่ได้คบหาดูใจกันตั้งแต่นั้นมา จนกระทั่งเมื่อกลางปี 2561 ครอบครัวแฟนสาวของหลานชาย ก็ได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ จ.นครราชสีมา ทำให้ทั้งคู่ต้องแยกจากกัน

ระหว่างนั้นหลานชายก็มักจะนั่งรถโดยสารไปหาที่ จ.นครราชสีมาตลอด และทุกๆ ครั้งที่ไปหา พ่อของฝ่ายหญิงก็จะพานั่งรถกลับมาส่งที่ จ.ชลบุรี แล้วระบุว่า หากต้องการคบหาดูใจกัน ก็ขอให้มาหมั้นหมายกันไว้ และเรียกค่าสินสอดมาจำนวนหนึ่ง

ส่งผลให้หลานชายเริ่มมีอาการเครียด และเริ่มทำร้ายร่างกายตัวเอง จนต้องส่งเข้ารักษาอาการหลายครั้ง และล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ ตนคาดว่าหลานชายน่าจะรู้สึกน้อยใจ ประกอบกับเห็นภาพบาดตาบาดใจ ที่แฟนสาวไปนั่งคู่กับผู้ชายคนอื่นในโซเชียล จนก่อเหตุฆ่าตัวตายดังกล่าว อย่างไรก็ตามตนก็อยากจะฝากเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์ สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ควรดูแลบุตรหลานให้ดี อย่าปล่อยให้เกิดอาการซึมเศร้าเช่นนี้ เพราะฉะนั้นอาจจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้

ไปซื้อเนื้อเตรียมงานบุญ คันส่งหลุด ปิกอัพคว่ำตกห้วย ไฟลุกท่วม ชาวบ้านช่วยคนขับทันโดนคลอก

วันที่ 17 มี.ค. ร.ต.อ.นิคม ยะจอม รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ได้รับแจ้งว่ามีรถกระบะตกลงไปในคลองข้างทาง บริเวณลำห้วยทราย ถนนบ้านผือ-บ้านนาคำไฮ หมู่ 6 บ้านดอนหอ ต.ข้าวสาร อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี แล้วเกิดเพลิงไหม้รถ มีผู้ได้รับแจ้งรับเจ็บ 1 ราย จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ภัยสว่างเมธาธรรม บ้านผือ, กู้ชีพ ร.พ.บ้านผือ และรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลบ้านผือ

ที่เกิดเหตุในลำห้วยทราย ลึก 4 เมตร ซึ่งน้ำแห้งขอด พบรถกระบะโตโยต้า สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ผท-2757 อุดรธานี พลิกตะแคงอยู่และได้มีเพลิงลุกไหม้ เจ้าหน้าที่ได้ระดมฉีดน้ำ โดยใช้เวลาไม่นานก็สามารถควบเพลิงไว้ได้ พบว่ารถได้เสียหายทั้งคัน ส่วนคนขับเจ้าหน้าที่กู้ภัยและชาวบ้านได้ช่วยกันนำออกมาจากรถได้ทัน ทราบชื่อคือ นายสันติ ผาลัย อายุ 36 ปี หลานเจ้าของโรงงานผลิตกล่อง หรือผลิตกล่องกระดาษ ต.หนองแวง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ซึ่งได้รับบาดเจ็บ จึงได้นำส่ง ร.พ.บ้านผือ ไปก่อนหน้านี้

ต่อมาได้มี นายศร ผาลัย อายุ 60 ปี เจ้าของรถซึ่งเป็นพ่อของนายสันติ ได้เดินทางมาที่เกิดเหตุ พร้อมให้การว่า ลูกชายมีอาชีพเป็นช่างซ่อมรถจยย. เปิดร้านซ่อมอยู่ที่บ้าน ในวันนี้ที่หมู่บ้าน ได้มีงานบุญประจำปีของหมู่บ้าน ลูกชายจึงขับรถออกมาซื้อเนื้อเพื่อจะนำไปประกอบอาหารไว้ต้อนรับญาติพี่น้องที่จะมาร่วมงานบุญ จนกระทั่งได้รับโทรศัพท์จากลูกชาย บอกว่าขับรถประสบอุบัติเหตุ คันส่งรถหลุด ทำให้ควบคุมรถไม่ได้ เสียหลักตกลงไปในลำห้วยทราย แล้วเกิดไฟไหม้รถขึ้นมาดังกล่าว

ร.ต.อ.นิคม เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบรอบบริเวณที่เกิดเหตุ ไม่ร่องรอยของการถูกเชี่ยวชนจากรถคันอื่น เบื้องต้นทราบว่าคันส่งรถหลุด ทำให้รถบังคับพวงมาลัยไม่ได้ ทำให้เสียหลักตกลงไปข้างทางที่ลำห้วย แล้วทำให้รถเกิดเพลิงไหม้ โชคดีที่ชาวบ้านมาเห็นจึงได้ช่วยคนขับออกมาจากรถได้ทัน อย่างไรก็ตามจะได้สอบปากคำผู้บาดเจ็บหรือคนขับรถอย่างละเอียด เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

หักหลบเก๋ง 6 ล้อขนส่ง “เคอรี่” พุ่งตกสะพานข้ามแม่น้ำ สูง 30 เมตร

รถบรรทุก 6 ล้อ บริษัท “เคอรี่” ตกสะพานข้ามแม่น้ำปี สูง 30 เมตร ที่นครศรีธรรมราช พลิกตะแคง คนขับ-แฟนสาว เจ็บ เผยเจอเก๋งขับแซงเข้ามาในเลน ด้วยความตกใจ เลยหักหลบ โดยไม่ได้เหยียบเบรก …

เมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 15 มี.ค. พ.ต.ท.สัมพันธ์ วัฒนสงค์ สว.(สอบสวน) สภ.ถ้ำพรรณรา จ.นครศรีธรรมราช รับแจ้งเหตุรถบรรทุกหกล้อตกสะพานแม่น้ำตาปีมีผู้บาดเจ็บ เหตุเกิดบนถนนสายเอเชียฝั่งขาล่อง หมู่ 7 ต.ถ้ำพรรณรา หลังรับแจ้งเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วยมูลนิธิประชาร่วมใจถ้ำพรรณรา พบประชาชนจำนวนมาก จอดรถข้างทางทั้งสองฝั่ง ลงมาดูเหตุการณ์ ตำรวจจราจรต้องคอยมาอำนวยความสะดวก เนื่องจากรถที่ผ่านไปมาติดยาว

ที่เกิดเหตุ พบรถบรรทุกหกล้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียน 64-5311 กรุงเทพมหานคร ไถลตกลงไประหว่างช่องว่างของสะพานทั้งสองฝั่ง ลงไปติดอยู่บนเนินดิน ใกล้กับแม่น้ำตาปี ที่ความสูงราว 30 เมตร สภาพรถพังยับ กระจกแตก ที่นั่งคนขับกระเด็นออกจากตัวรถ ชิ้นส่วนอะไหล่กระจายเกลื่อน ส่วนคนเจ็บ เจ้าหน้าที่มูลนิธิประชาร่วมใจช่วยกันนำส่ง รพ.ถ้ำพรรณรา

ทราบชื่อ นายธวัชชัย คลองเมืองแสง อายุ 36 ปี ชาว จ.ปราจีนบุรี คนขับ ได้รับบาดแผล มีแผลถลอกตามร่างกาย เท้าทั้งสองข้างมีแผลฉีกขาด มีอาการแน่นหน้าอก ปวดศีรษะ อีกคนคือ น.ส.สุณีรัตน์ กลับแก้ว อายุ 21 ปี ชาว จ.สมุทรปราการ แฟนสาวที่นั่งมาด้วย ตามร่างกายมีแผลถลอกและฉีกขาด มีอาการแน่นหน้าอก แพทย์ให้การช่วยเหลือเบื้องต้น ก่อนให้กลับบ้านได้

สอบสวน นายธวัชชัย พนักงานขับรถให้การว่า ขับรถรับส่งพัสดุบริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส มากับแฟนสาว ออกจากบริษัท จ.สมุทรปราการ เพื่อนำพัสดุไปส่งให้ลูกค้า แถวโรงงานจำหน่ายสายรัดพลาสติก และสายรัดกล่อง จ.สงขลา ตอนเช้าตรู่ มีรถเก๋งขับแซงเข้ามาในเลนที่ตนกำลังขับอยู่ ด้วยความตกใจ จึงหักพวงมาลับหลบโดยที่ไม่ได้เหยียบเบรก ทำให้รถเสียหลักไถลตกลงไปในช่องว่างระหว่างสะพานทั้งสองฝั่ง ที่มีความสูงราว 30 เมตร ก่อนจะพลิกตะแคงพังเสียหาย ไปติดอยู่บนเนินดินใกล้กับแม่น้ำ ทำให้ตนกับแฟนสาวที่นั่งมาด้วยบาดเจ็บเล็กน้อย โชคดีที่ช่วงนี้น้ำในแม่น้ำตาปีตื้น มองเห็นเนินทราย ไม่เช่นนั้นคงจะจมลงไปอยู่ในแม่น้ำ และเสียชีวิตก็ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ทำการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป.

ปิกอัพชนสยอง เสยท้ายรถบรรทุกอ้อย คนขับถูกอ้อยทิ่มหน้าดับ

ปิกอัพชนสยอง เสยท้ายรถบรรทุกอ้อย คนขับถูกอ้อยทิ่มหน้าดับ

ปิกอัพชนสยอง  /  เมื่อค่ำวันที่ 12 มี.ค. ร.ต.ท.ณัฐวุฒิ สุ่มมาตย์ รอง สว.(สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรอำเภอปราสาท จ.สุรินทร์  รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 1669 สุรินทร์ ว่าเกิดอุบัติเหตุ รถปิกอัพชนท้ายรถบรรทุกอ้อย

มีผู้ติดภายในรถบริเวณทางหลวงสาย 214 ปราสาท-กาบเชิง บริเวณสะพานบ้านหนองใหญ่ ม.2 ต.หนองใหญ่ อ.ปราสาท แถวร้านจำหน่ายเทปใส และสก๊อตเทปแห่งหนึ่ง

หลังได้รับแจ้งเหตุแล้ว จึงประสานรถพยาบาลฉุกเฉินโรงพยาบาลปราสาท พนักงานสอบสวนเวร สถานีตำรวจภูธรปราสาท อาสาสมาคมกู้ชีพสุรินทร์ จุดอำเภอปราสาท อาสากู้ชีพตำบลหนองใหญ่ เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุพบรถปิกอัพนิสสัน นาวาร่า สีดำ ทะเบียน ถฐ 3243 กรุงเทพมหานคร พุ่งชนชนท้ายรถหกล้อบรรทุกอ้อยยี่ห้ออีซูซุ สีฟ้า ทะเบียน 81-8277 สุรินทร์ ในสภาพด้านหน้ามุดเข้าไปใต้ท้ายรถหกล้อที่บรรทุกอ้อยเต็มคันรถ ขวางการจราจร 1 ช่องทาง

ที่เกิดเหตุพบรถปิกอัพนิสสัน นาวาร่า สีดำ ทะเบียน ถฐ 3243 กรุงเทพมหานคร พุ่งชนชนท้ายรถหกล้อบรรทุกอ้อยยี่ห้ออีซูซุ สีฟ้า ทะเบียน 81-8277 สุรินทร์ ในสภาพด้านหน้ามุดเข้าไปใต้ท้ายรถหกล้อที่บรรทุกอ้อยเต็มคันรถ ขวางการจราจร 1 ช่องทาง

ในรถปิกอัพพบผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน เป็นคนขับรถติดอยู่ภายในรถ มีแผลฉีกขาดที่ศีรษะและบริเวณใบหน้าเป็นบาดแผลขนาดใหญ่ เนื่องจากถูกลำอ้อยทิ่ม เจ้าหน้าที่จึงรีบช่วยเหลือ นำผู้บาดเจ็บออกมา แต่พบว่าผู้บาดเจ็บไม่รู้สึกตัว ไม่มีชีพจรจึงปั๊มหัวใจ ก่อนจะเร่งส่งต่อให้รถพยาบาลฉุกเฉินช่วยเหลือแต่ได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการสอบสวนทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายสมน สายบัวแดง อายุ 68 ปี ชาว ต.หนองใหญ่ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์

ขณะที่นายพงศกร เกตุหอม อายุ 45 ปี คนขับรถหกล้อบรรทุกอ้อย ชาวบ้านโนนทอง ต.โคกตะเคียน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ยืนรอเจ้าหน้าที่อยู่ที่เกิดเหตุ ให้การว่าบรรทุกอ้อยมาจากบ้านโนนทอง เพื่อไปส่งที่โรงงานน้ำตาลสุรินทร์ ต.ปรือ อ.ปราสาท

เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ ได้ยินเสียงดังสนั่นขึ้นบริเวณท้ายรถ จึงได้จอดรถลงไปดูและพบรถปิกอัพชนท้ายติดอัดก๊อบปี้ที่ท้ายรถบรรทุกและมีคนเจ็บติดภายในรถ ตนจึงได้โทร.แจ้งเหตุขอความช่วยเหลือ

เบื้องต้นร.ต.ท.ณัฐวุฒิ ตรวจสอบและบันทึกภาพและข้อมูลในที่เกิดเหตุ สอบปากคำคนขับรถบรรทุกอ้อย และชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นจะได้สอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

งัดซากรถช่วยชีวิต 2 แม่ลูก พ่อขับปิกอัพแหกโค้งคว่ำ พังยับติดในรถระทึก!

วันที่ 10 มี.ค. ร.ต.ท.ธนสรณ์ แช่มช้อย รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.คูคต จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งว่ามีรถกระบะพลิกคว่ำ เหตุเกิดบริเวณถนนลำลูกกา ฝั่งขาเข้ากรุงเทพมหานคร (โค้งวัดลาดสนุ่น) หน้าบริษัทซันไชน์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดซึ่งจำหน่าย กันกระแทก หรือ บับเบิ้ลตั้งอยู่ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุพบรถกระบะโตโยต้า สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน บร-7332 สระบุรี พลิกคว่ำอยู่กลางถนน ภายในรถพบพบผู้บาดเจ็บติดภายใน 2 ราย ร้องขอความช่วยเหลืออยู่ เจ้าหน้าที่จึงใช้อุปกรณ์ตัดถ่างนำผู้บาดเจ็บออกมา ทราบชื่อต่อมาคือ นาง อัมพร ทวีจิตร อายุ 38 ปี และ ด.ช.พีระพัฒน์ สารีพันดอน อายุ 12 ปี ก่อนรีบนำตัวส่ง ร.พ.บางปะกอก ใกล้กันพบ นายศรีเดช สารีพันดอน อายุ 47 ปี ชาว สปป.ลาว คนขับรถกระบะได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

จากการสอบถาม นายศรีเดช กล่าวว่า ตนขับรถมาจาก กทม. จะพาครอบครัวไปหาเพื่อนและเที่ยวละแวกใกล้ๆ เมื่อมาถึงทางโค้งที่เกิดเหตุ รถเกิดเสียหลักเอาไม่อยู่ ทำให้หลุดโค้งและพลิกคว่ำดังกล่าว เบื้องต้นตำรวจได้เชิญคนขับรถกระบะไปให้การคำที่โรงพัก เนื่องจากมีทรัพย์สินของราชการพังเสียหาย ก่อนดำเนินการต่อไป

เพื่อนบ้านหื่น สุดโฉด ไว้ใจ ให้กิน-ลงทุนให้ ไม่สำนึก ข่มขืนลูกสาวพิการ วัย17 แถมขู่ฆ่า

เพื่อนบ้านหื่น สุดโฉด ไว้ใจ ให้กิน-ลงทุนให้ ไม่สำนึก ข่มขืนลูกสาวพิการ วัย17 แถมขู่ฆ่า

วันที่ 7 มี.ค. พ.ต.ท.ถิรเดช แข็งแรง สว.สส.สภ.สวี นำกำลังฝ่ายสืบสวน สภ.สวี เข้าจับกุม นายชนะ สุดสาคร อายุ 48 ปี ผู้ต้องหาตามหวายจับ ศาลจังหวัดหลังสวน ที่ 28/2562  ข้อหา ร่วมกันกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจคิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น โดยขับกุมได้ที่ ที่ห้องเช่าแห่งหนึ่งในพื้นที่ ม.8 ต.ด่านสวี อ.สวี จ.ชุมพร ก่อนคุมตัวมาสอบสวน โดยเบื้องต้น นายชนะ ยังคงให้การปฏิเสธ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อจึงดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

โดยคดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก ร.ต.อ.นพพล หันภาพ รองสว.(สอบสวน) สภ.สวี จ.ชุมพร ได้รับการร้องทุกข์จาก นางเอ (นามสมมุติ) อายุ 48 ปี พนักงานร้านสะดวกซื้อ และจำหน่ายฟิล์มยืด และฟิล์มพันพาเลท ว่าลูกสาวพิการ วัย 17 ปี ถูกเพื่อนบ้านคือ นายชนะ บุกเข้ามาข่มขืนจนสำเร็จความใคร่หลายครั้งก่อนจะพูดข่มขู่ว่าจะฆ่าพร้อมน้องชายวัย 15 ปี ให้ตาย หากนำเรื่องเรื่องไปบอกญาติหรือแจ้งตำรวจ

หลังรับแจ้งเหตุ พนักงานสอบสวน ได้สวนสอบสวนผู้เสียหายพร้อมกับสหวิชาชีพ ก่อนนำตัวไปตรวจร่างกายที่ รพ.สวี พร้อมเดินทางไปที่สำนักงานอัยการจังหวัด จนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติออกหมายจับผู้ก่อเหตุ ก่อนประสานชุดสืบสวนลงพื้นที่จับกุมตัว

โดย นางเอ (นามสมมุติ) ผู้เป็นแม่ เปิดเผยว่า เมื่อประมาณ 9 ปีก่อน ตนพักอาศัยอยู่ในห้องเช่าแห่งหนึ่งใน อ.ทุ่งตะโก พร้อมกับลูกสาวซึ่งขณะนั้นเรียนอยู่ชั้น ป.2 และลูกชายคนน้องยังเล็ก ต่อมาลูกสาวเกิดอุบัติเหตุรถชนได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสสมองได้รับความกระทบกระเทือน นอนรักษาตัวอยู่ รพ.ชุมพรหลายเดือน

หลังออกจากรพ. จะต้องกายภาพบำบัดทางร่างกายเช่นแขนขาผิดรูปเดินไม่สะดวกพูดจาไม่ค่อยชัดแต่สามารถรับรู้เรื่องต่างๆได้ดี และเมื่อเกือบ 3 ปีก่อนได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่ห้องเช่าหลังเกิดเหตุจนกระทั่งเมื่อ 2 เดือนก่อน ได้รู้จักกับสามีคนปัจจุบันและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันโดยมีนายชนะผู้ต้องหา ซึ่งเป็นเพื่อนของสามีเข้าออกที่บ้านอยู่บ่อยครั้ง โดยมานั่งกินกาแฟ กินข้าว จนตนไว้ใจและยังลงทุนซื้ออวนจับปูให้ไว้ทำมาหากิน

จนกระทั่งเมื่อช่วงสายของวันที่ 7 ม.ค. ตนและลูกชายคนเล็กออกไปเก็บหมากในสวน กลับเข้าบ้านประมาณ 13.00 น. ของวันเดียวกัน ขณะนั้นยังไม่มีอะไรผิดปกติ เช้าวันที่ 8 ม.ค. ตนเห็นนายชนะมาที่บ้านตนจึงชวนกินข้าวตามปกติเหมือนทุกวันๆ แต่ลูกสาวตนแสดงอาการกลัวและพยายามพูดบอกตนว่าไม่อยากให้นายชนะเข้ามาในบ้านอีก

หลังจากนั้นตนถามว่าทำไมไม่ให้นายชนะเข้ามากินข้าวในบ้าน หลังจากนั้นลูกเอ่ยปากบอกว่าถูกนายชนะเปิดประตูเข้ามาช่วงที่ตนไม่อยู่บังคับข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ ซึ่งเรื่องนี้ตนก็เคยพูดเตือนนายชนะไว้แล้วว่าถ้าทำอะไรลูกสาวตนจะไม่เอาไว้แน่ แต่ไม่คาดคิดว่านายชนะจะลงมือข่มขืนลูกสาวตนจริง