ชาวบ้านลืออาถรรพ์ต้นโพธิ์เพิ่งถูกตัด “ร.ต.ต.” ขับเก๋งพุ่งชนดับคาที่ เผยเพิ่งเลื่อนยศได้เดือนเดียว

เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 29 เม.ย. พ.ต.ท.อนุรักษ์ ดีคล้าย สารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองสมุทรสาคร รับแจ้งเหตุรถพลิกคว่ำมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ บนถนนพระราม 2 ก่อนถึงหน้าโรงงานผลิตกล่องกระดาษและผลิตกล่องกระดาษลูกฟูก ช่องทางด่วน ฝั่งขาออก กทม. หลังกิโลเมตรที่ 20+384 หมู่ 1 ต.บางน้ำจืด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพจากโรงพยาบาลใกล้เคียง และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยจากมูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร

ที่เกิดเหตุพบรถเก๋งฮอนด้าซีวิค สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน ชส-4315 กรุงเทพมหานคร ตกอยู่ในร่องกลางถนนระหว่างช่องทางด่วนขาเข้ากับช่องทางด่วนขาออก กทม. สภาพพังยับเยิน หงายท้องล้อชี้ฟ้า ด้านหน้าของรถชนติดอยู่กับตอต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องตัดถ่างเข้าช่วยเกือบ 30 นาที จึงสามารถนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาได้ ทราบชื่อคือ ร.ต.ต.จักรกริศน์ พุ่มศรีนิล อายุ 53 ปี ตำแหน่ง รอง สวป.สภ.เมืองสมุทรสาคร โดยผู้เสียชีวิตเพิ่งจะได้รับการเลื่อนยศและประดับยศใหม่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุในช่องทางด่วน บนถนนพระราม 2 ที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างทางนั้น พบว่ารถเก๋งได้เสียหลักชนการ์ดเลนตรงคอสะพานข้ามคลองคอกควาย ที่อยู่ก่อนถึงจุดที่พบรถเก๋งตกลงไปในร่องกลางถนนประมาณ 20 เมตร เมื่อชนแล้วรถก็ลอยเหินพุ่งไกลมาข้างหน้าแล้วก็มาตกในร่องกลางถนน โดยหน้ารถพุ่งชนอย่างแรงกับตอต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงร่องกลางถนนนั้น ก่อนที่จะพลิกหงายท้อง ทำให้ ร.ต.ต.จักรกริศน์ ซึ่งเป็นคนขับเสียชีวิตคาที่ ส่วนคนนั่งข้างเป็นผู้หญิง แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเอกชัยไปก่อนหน้านี้

ขณะที่ชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์ กล่าวว่า คอสะพานข้ามคลองคอกควายตรงจุดเกิดเหตุนั้น เป็นจุดอาถรรพ์มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้งและเพิ่งจะมีผู้เสียชีวิตเมื่อ 2 วันที่ผ่านมานี้เอง ขณะที่ตอต้นโพธิ์ที่พบอยู่ในร่องกลางถนน ก็มีเรื่องเล่าว่าก่อนที่ต้นโพธิ์จะถูกตัดเพื่อขยายพื้นผิวก่อสร้างทางนั้น ก็เคยมีคนขับรถชนต้นโพธิ์จนเสียชีวิตมาแล้วเช่นกัน พอเจ้าหน้าที่มาทำทางขยายพื้นผิวการจราจร ก็ตัดต้นโพธิ์ออกแล้วก็ลากตอต้นโพธิ์มาไว้ตรงร่องกลางถนนเพื่อรอเอาไปทิ้ง แต่ก็ไม่วายมีอุบัติเหตุรถพุ่งชนจนมีผู้เสียชีวิตอีก เป็นเรื่องที่น่าขนลุก

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งศพไปชันสูตรหาสาเหตุของการเสียชีวิตอีกครั้งที่สถาบันนิติเวช และจะได้สอบปากคำผู้บาดเจ็บกับตรวจสอบหาภาพจากกล้องวงจรปิดบนถนนที่เกิดเหตุ หรือพยานผู้เห็นเหตุการณ์ เพื่อหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุต่อไป

เพิ่งเลิกแฟน สาวโรงงาน ขี่จยย.ทำบุญไหว้พระ ขากลับ ถูกรถเฉี่ยวคาถนน

สาวโรงงาน  /  เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ศูนย์วิทยุนรสิงห์ สภ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิต บนถนนพระราม 2 ฝั่งขาออกกรุงเทพฯ ช่วงเชิงสะพานข้ามทางรถไฟคอกกระบือ กม.18+400 หมู่ที่ 1 ต.บางน้ำจืด อ.เมืองสมุทรสาคร

จึงรายงานให้พ.ต.ท.ไพศาล ขุนณรงค์ สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองสมุทรสาคร รับทราบพร้อมนำกำลังเจ้าหน้าที่มูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ ไอ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน 1กง 765 สมุทรสาคร ล้มตะแคง

ใกล้กันพบศพหญิงสาวในชุดพนักงานโรงงานฟิล์มยืด และฟิล์มพันพาเลท แห่งหนึ่ง สภาพศพนอนคว่ำหน้า มีบาดแผลที่ศรีษะกะโหลกเปิด เลือดนองเต็มพื้นถนน ตรวจสอบทรัพย์สินและเอกสารในกระเป๋าสะพาย ทราบชื่อคือ น.ส.สุรีรัตน์ มาลุน อายุ 24 ปี ที่อยู่ตามบัตรประจำตัวประชาชนเลขที่ 13 หมู่ 3 ต.วังหิน อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์

จากการสอบถาม น.ส.ลัดดาพร ประดับพนธ์ อายุ 27 ปี เป็นเพื่อนร่วมงาน ซึ่งอยู่ในอาการตกใจตัวสั่น ร้องไห้เสียใจ เล่าทั้งน้ำตาว่า หลังจากที่ตนกับผู้ตายเลิกงานในตอนเช้า ก็พากันขับรถจักรยานยนต์คนละคันตามกันมาเพื่อแวะมาทำบุญที่วัดศาลพันท้ายนรสิงห์ เพราะผู้ตายอยากไปทำบุญให้สบายใจเนื่องจากเพิ่งจะเลิกกับแฟน

อีกทั้งตนและผู้ตายยังอยากไปทำบุญด้วยกัน เพราะผู้ตายกำลังจะย้ายไปทำงานที่ชลบุรี โดยไม่คิดว่าจะเป็นการมาทำบุญด้วยกันครั้งสุดท้าย ก่อนเกิดเหตุผู้ตายขับนำหน้ามาก่อน ส่วนตนขับตามหลังมาเรื่อยๆ ซึ่งมีช่วงจังหวะหนึ่งที่มีรถแซงขึ้นไป แล้วก็เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว โดยร่างของเพื่อนล้มคว่ำเสียชีวิตตรงหน้า แต่ตนมองไม่ทันว่ารถคันไหนมาเฉี่ยวชน

ด้านนายกิจตรัตน์ บุญรอด อายุ อายุ 59 ปี คนขับรถประจำทางสาย 105 คลองสาน-มหาชัยเมืองใหม่ หมายเลขทะเบียน 11- 9533 กรุงเทพมหานคร ให้การว่า กำลังขับรถมุ่งหน้ามหาชัยเมืองใหม่ มีผู้โดยสารนั่งมาสองคน

ขณะมาถึงจุดเกิดเหตุก็มีรถวิ่งตามกันมาหลายคัน ตนเองก็ไม่รู้ว่ารถเฉี่ยวชนกับหญิงสาวหรือไม่ แต่มองที่กระจกพบว่าด้านหลังมีฝุ่นตลบจึงจอดรถและลงมาดู ก็พบว่าหญิงสาวล้มคว่ำเสียชีวิตข้างรถจักรยานยนต์ แต่ถ้าหากตนเป็นผู้ขับรถเฉี่ยวชนจริงก็พร้อมรับผิดไม่หลบหนี

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบรอบๆรถเมล์ ยังไม่พบร่องรอยเฉี่ยวชน จึงต้องรอตรวจสอบภาพจากกล้องที่ติดรถและตามเส้นทางอีกครั้ง หากพบว่าเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวจริง ก็จะดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ลูกสาวกราบเท้าศพพ่อ! เครียดปัญหาครอบครัว คว้าลูกซอง ยิงตัวดับ เผยจม.ลาตาย

ลูกสาวร่ำไห้กราบเท้าศพพ่อ เครียดปัญหาครอบครัว คว้าลูกซองยาว ยิงตัวดับ ในป่าข้างบ้าน น้องสาวเผยจดหมายลาตาย ให้เมีย-ลูกกลับมาอยู่บ้านเหมือนเดิม

เมื่อวันที่ 23 เม.ย. พ.ต.ท.ทักษิณ ดาญาน พนักงานสอบสวน สภ.แก่งคอย รับแจ้งเหตุคนฆ่าตัวตายในป่าหลังบ้าน ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิร่วมกตัญญูสระบุรี เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน จ.สระบุรี แพทย์จากโรงพยาบาลแก่งคอย

ที่เกิดเหตุพบศพ นายปัณฑ์รพล (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี อดีตช่างประจำโรงงานผลิตกล่องกระดาษ กล่องลูกฟูก สภาพนอนเสียชีวิตในป่าข้างบ้านที่อาศัยอยู่ ข้างกายพบปืนลูกซองยาว เบอร์ 12 ตกอยู่ พร้อมปลอกกระสุนปืน และจดหมายซึ่งเขียนด้วยกระดาษสีเหลือง เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจึงเก็บไว้ตรวจสอบ แพทย์ชันสูตรตรวจตามร่างกายพบรอยกระสุนปืนยิงเข้าบริเวณหน้าอกด้านซ้ายเป็นรูทะลุหลัง 9 รู ตรวจค้นภายในกระเป๋ากางเกงพบกระสุนปืนลูกซอง เบอร์ 12 อีก 1 นัด ต่อมาลูกสาวของผู้ตาย ซึ่งเป็นลูกของภรรยาเก่าได้เข้ามากราบเท้าผู้ตายร่ำให้อย่างน่าเวทนา

จากการสอบถาม นางสุภาภรณ์ (ขอสงวนนามสกุล) กล่าวว่า นายปัณฑ์รพลเป็นพนักงานโรงงานแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี ตนมาทราบข่าวเมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. ว่าพี่ชายยิงตัวตาย จึงได้เข้ามาดู เนื่องจากผู้ตายเครียดจัดมา 2-3 วัน เป็นเรื่องของครอบครัวไม่สามารถบอกใครได้ จึงแอบเอาปืนลูกซองยาวเบอร์ 12 ไปยิงตัวตายท้ายป่าข้างบ้านโดยไม่มีใครได้ยินเสียงปืน ซึ่งในตอนนี้พี่สะใภ้ตนได้นำหลานไปอยู่ที่บ้านพี่สาว

นางสุภาภรณ์กล่าวต่อว่า ตนรู้เรื่องปัญหาทุกอย่างภายในครอบครัวของพี่ชาย แต่ไม่สามารถที่จะพูดอะไรได้ เกรงว่าจะเกิดผลกระทบกับพี่สะใภ้ของตน สำหรับจดหมายที่พบโดยมีข้อความเขียนว่า ขอโทษ ให้ภรรยา และลูกของผู้เสียชีวิตกลับมาอยู่ที่บ้านเหมือนเดิม

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขอโทษ เรื่องอะไร น้องสาวผู้ตายไม่ กล่าวเพียงว่า เป็นเรื่องที่เขามีปัญหากัน

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และบันทึกไว้เป็นหลักฐาน พร้อมเชิญญาติ และภรรยาผู้ตาย เข้าไปสอบสวนยัง สภ.แก่งคอย เพื่อสอบสวนหาหลักฐาน และสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

ร้อนจัด 40องศา หนุ่ม44 ช็อกดับ เลือดพุ่งออกปาก ซึมร่องไม้กระดาน ลงใต้ถุนบ้าน

วันที่ 19 เม.ย. ร.ต.อ.ธีระพงศ์ เตชะนันท์ รองสว.(สอบสวน) สภ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ ที่บ้านเลขที่ 83 ม.8 ต.ห้วยโป่ง อ.โคกสำโรง จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย แพทย์เวรฯ รพ.โคกสำโรง และเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยโคกสำโรงสงเคราะห์

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้สองชั้น มีชาวบ้านมุงดูเหตุการณ์อยู่จำนวนหนึ่ง บนชั้น 2 ของ บ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่ พบศพ นายวิชาญ บุตรสี อายุ 44 ปี อดีตพนักงานโรงงานผลิตซองกันกระแทก และซองบับเบิ้ลรายใหญ่แห่งหนึ่ง เสียชีวิตในสภาพไม่สวมเสื้อ สวมเพียงกางเกงขาสั้นสีน้ำเงินใกล้กันมีเปลญวนแขวนอยู่ และกองเลือดจำนวนหนึ่ง จากการชันสูตรพลิกศพเบื้องต้น ไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการถูกทำร้ายแต่อยย่างใด คาดเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง

ขณะที่ ญาติผู้เสียชีวิตให้การว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อเวลา 13.00 น. ผู้ตายบ่นว่าร้อนมาก ได้ลงมานอนแช่อ่างน้ำที่ใต้ถุนบ้าน หลังจากแช่น้ำจนเป็นที่พอใจได้ผลัดเสื้อผ้าขึ้นไปนอนบนเปลชั้นสอง ผ่านไปประมาณชั่วโมง ญาติได้ยินเสียงดังโครม และมีเลือดไหลลงมาตามร่องกระดาน จึงได้วิ่งขึ้นไปดูบนบ้านจึงพบว่านายวิชาญ มีเลือดไหลทะลักออกมาจากปากและจมูก จึงได้ช่วยกันปฐมพยาบาลในเบื้องต้น ก่อนที่จะประสานกู้ภัยฯ มาช่วยเหลือแต่นายวิชาญได้เสียชีวิตก่อนที่จะนำตัวส่ง รพ.

ร.ต.อ.ธีระพงศ์ เปิดเผยว่า จากการสอบสวนญาติผู้เสียชีวิต ทราบว่านายวิชาญ มีประวัติเป็นโรคลมชัก มักเกิดอาการกำเริบ ในช่วงที่ร้อนจัด ประกอบกับในวันดังกล่าว ที่ อ.โคกสำโรง มีอุณหภูมิ สูงถึง 40 องศาเซลเซียส เบื้องต้นสันนิฐานว่า สาเหตุเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด จนเลือดไหลทะลักออกจากปากและจมูกเสียชีวิตอย่างสลด ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้นำร่างผู้เสียชีวิตส่งพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด ที่รพ.โคกสำโรง ก่อนสรุปหาสาเหตุที่แน่ชัดและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

แม่รับโทรศัพท์ก่อนบึ่งออกจากบ้าน ตกดึกพบศพในร่องน้ำ ลูกสาวไม่เชื่อเป็นอุบัติเหตุ

ที่ จ.สุพรรณบุรี ร.ต.อ.ไชยพงศ์ พาขุนทด รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองสุพรรณบุรี รับแจ้งพบผู้เสียชีวิตอยู่ในคลองส่งน้ำริมถนนสายบ้านโพธิ์ตะวันออก-พิหารแดง เยื้องๆโรงงานผลิตกล่องเอกสารและกล่องกระดาษใส่เอกสารราคาถูก หมู่ 3 ต.บ้านโพธิ์ จึงไปตรวจสอบพร้อมปลัดอำเภอเมืองสุพรรณบุรี นายวิรัตน์ คำหอมกุล นายกเทศมนตรีตำบลบ้านโพธิ์ ร.ต.ท.สุรชัย บาเปีย หัวหน้าสายตรวจตำบลบ้านโพธิ์ แพทย์เวร รพ.ศูนย์เจ้าพระยายมราช และเจ้าหน้าที่มูลนิธิเสมอกัน

ที่เกิดเหตุพบร่างไร้วิญญาณของ นางสมหมาย อายุ 61 ปี นอนคว่ำหน้าอยู่ข้างรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดงดำ ทะเบียน 1 กค 2530 สุพรรณบุรี ในคลองส่งน้ำข้างทางที่แห้งขอด จึงนำขึ้นมาตรวจสอบเบื้องต้นพบที่คิ้วขวามีแผลแตก เลือดไหลนองพื้นส่วนรถจักรยานยนต์ หน้ารถมีรอยถูกกระแทกแตกเสียหาย

จากการสอบสวนบุตรสาวผู้เสียชีวิตซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ ให้การว่ามารดา ทำงานช่วยเหลือสังคม เป็นประธาน อสม.หมู่ 3 ต.พิหารแดง ทำหน้าที่เก็บเงินฌาปนกิจกลุ่มแม่บ้าน ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ทุ่มครึ่งตนได้ยินเสียงโทรศัพท์ของแม่ดังขึ้น หลังจากแม่รับสายได้ไม่นานแม่ ก็รีบขับขี่รถจักรยานยนต์ ออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็วตนจับใจความการสนทนาระหว่างแม่กับปลายสายได้ลักษณะคล้ายแม่ ทะเลาะ มีปัญหากัน โดยก่อนออกจากบ้านแม่บอกตนเพียงสั้นๆ ว่าแม่ไปไม่นาน ประมาณ 1 ชม. ก็กลับแล้วจากนั้นแม่ก็เร่งเครื่องรถจักรยานยนต์ ออกจากบ้านไปทันที

กระทั่งดึกตนเห็นแม่ออกไปนานผิดปกติจึงโทรศัพท์ไปหาแม่แต่กลับมีคนรับโทรศัพท์แทนแม่ เป็นเสียงผู้ชายบอกกับตนว่าแม่เสียชีวิตแล้วอยู่ที่เกิดเหตุ ตนรู้สึกช็อกไปชั่วขณะ หลังจากตั้งสติได้ จึงรีบวิ่งไปบอกญาติพี่น้องให้มาดูก็พบว่าแม่เสียชีวิตแล้วจริงๆส่วนสาเหตุเบื้องต้น ตนไม่ปักใจเชื่อว่าแม่ จะขี่รถจักรยานยนต์มาประสบอุบัติเอง ดังนั้นจึงขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของแม่ โดยการนำตัวผู้ต้องสงสัยที่โทรศัพท์มาหาแม่คนสุดท้ายแล้วมีปากเสียงกันทางโทรศัพท์ มาสอบสวนซึ่งตนไม่รู้ว่าเป็นใครแต่ตนมีหลักฐานเป็นเบอร์โทรศัพท์ ที่โทรหาแม่

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่าเบื้องต้นได้ตรวจเก็บรายละเอียดต่างๆพร้อมกับถ่ายภาพวาดแผนที่จุดเกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน พร้อมกับส่งศพไปตรวจพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงอย่างละเอียดที่สถาบันนิติเวชฯ พร้อมกับประสานชุดสืบสวนลงพื้นที่สืบหาเบาะแสและสาเหตุที่แท้จริง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ลูกสาวผู้เสียชีวิตกล่าวอีกว่าก่อนหน้านี้พ่อเพิ่งจะเสียชีวิตไปได้ยังไม่ถึง 100 วันและกำลังสร้างบ้านแม่ก็มาจากไปอีกคน

อากาศร้อนจัด หนุ่มซดน้ำไปอื้อ ก่อนดับคาห้องครัว เพื่อนตามหาเจอเป็นศพ คาดเกิด “ฮีทสโตรก”

วันที่ 11 เม.ย. ร.ต.อ.ภานุวัฒน์ ภูชื่นบาน รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งว่ามีชายเสียชีวิต ในบ้านเลขที่ 318/70 หมู่บ้านไทยสมุทร เขตเทศบาลนครอุดรธานี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวร ร.พ.ศูนย์อุดรธานี และเจ้าหน้าที่มูลนิธิอุดรสว่างเมธาธรรม

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ในห้องครัวหลังบ้านพบศพ นายเดชชัย วังคะวิง อายุ 40 ปี เจ้าของร้านจำหน่าย EPEโฟม และโฟมกันรอยราคาถูก นอนตะแคงเสียชีวิต ที่หน้าบ้านพบขวดน้ำพลาสติกที่ผู้ตายดื่มก่อน และพบกล้วยน้ำหว้า 2 ลูกวางอยู่บนโต๊ะ จากการสอบสวน นายภิเษก จรรยาวาณิชกุ อายุ 55 ปี เพื่อนบ้านที่บ้านอยู่ติดกัน ให้การว่า รู้จักผู้ตายมา 10 ปีแล้ว ผู้ตายจะอยู่บ้านคนเดียว สุขภาพจะไม่ค่อยแข็งแรงเนื่องจากดื่มเหล้าหนัก

เช้านี้ผู้ตายได้มานั่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าบ้านตน จากนั้นตนก็พากลับไปส่งที่บ้าน แล้วเห็นนั่งดื่มน้ำคลายร้อนอยู่หน้าบ้าน หลังจากนั้นตนก็ได้ออกไปทำธุระกลับมาบ่าย จนภรรยาบอกว่าได้ยินเสียงผู้ตายร้อง จึงได้เอากล้วยน้ำหว้า 2 ลูก จะไปให้ผู้ตายกินก่อนเอาขนมไปให้ เมื่อเข้าไปในบ้านก็ไม่พบผู้ตาย จึงเดินดูรอบๆ บ้านก็พบนอนเสียชีวิตอยู่ในครัว จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เบื้องต้นแพทย์ได้ชันสูตรพลิกศพ ตามร่างกายไม่พบบาดแผลถูกทำร้ายแต่อย่างไร แต่เนื่องจากวันนี้อากาศในพื้นที่เขตเทศบาลนครอุดรธานี ร้อนอบอ้าวมีอุณหภูมิสูง อาจทำให้ผู้ตายเป็นฮีทสโตรกขึ้นมาแล้วเสียชีวิต เนื่องจากเพื่อนบ้านเห็นผู้ตายดื่มน้ำจำนวนมากเข้าไป เพราะร่างกายอุณหภูมิอาจร้อน ญาติไม่ติดใจการตายครั้งนี้ จึงนำศพให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

พ่อเลี้ยง ฉุน ลูกเลี้ยงวัย 20 ทะเลาะแม่ ห้ามไม่ฟัง คว้าปืนยิงดับ กระสุนเจาะท้ายทอย

วันที่ 10 เม.ย. ร.ต.อ.ธวัชชัย ศักดิ์อำนวย​ รองสว.(สอบสวน) สภ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ที่บ้านเลขที่ 124/113 หมู่ที่ 26​ ต.ประสงค์​ อ.ท่าชนะ​ จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อม พ.ต.อ.ทักษิณ ศิริโภคพัฒน์ ผกก.สภ.ท่าชนะ พ.ต.ท.สมชาย ณ สงขลา รอง ผกก.(สอบสวน)สภ.ท่าชนะ และเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 8

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านบ้านปูนชั้นเดียว ปลูกอยู่ในสวนปาล์มและสวนยาง ที่หน้าประตูบ้านพบศพ นาย​ฐาปนพงษ์​ นาคแป้น​ หรือ เชน อายุ 20 ปี​ มีอาชีพ เป็นพนักงานไลน์ผลิตโรงงานผลิตกล่อง และผลิตกล่องกระดาษ อยูในสภาพถูกยิงด้วยอาวุธปืนไม่ทราบขนาด เข้าที่บริเวณท้ายทอย​ 1​ นัด​ และ​ หน้าอก​ 1​ นัด นอนเสียชีวิตจกองเลือด พบผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 1 ราย ทราบชื่อคือ นางสุภาพร ยวนเกิด​ อายุ 35 ปี แม่ของผู้เสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บบอบช้ำตามร่างกาย เจ้าหน้าที่นำส่ง รพ.ท่าชนะ

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าก่อน เกิดเหตุนายฐาปนพงษ์ มีเรื่องทะเลาะกับนางสุภาพร ผู้เป็นแม่อย่างรุนแรง ขณะนั้น นายถาวร โกงเหลง อายุ 57 ปี พ่อเลี้ยงของผู้เสียชีวิต เข้ามาเห็นเหตุการณ์และเข้าไปห้ามปรามจนเกิดมีปากเสียงกับนายฐาปนพงษ์ อย่างรุนแรงและจะเข้ามาทำร้าย นายถาวรจึงได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาดยิงใส่นายฐาปนพงษ์ 2 นัดจนล้มลงเสียชีวิตดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าได้เร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอโทษพ่อทั้งน้ำตา สาววัย 13 กลับบ้านแล้ว พ่อรับเสียใจทำลูกหนีออกจากบ้าน

จากกรณี นายยงยุทธ จินดาสุข อายุ 61 ปี อดีตผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่ แจ้งว่า ด.ญ.เพ็ญ อายุ 13 ปี นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน อ.สารภี จ.เชียงใหม่ หายออกจากบ้านไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา และไม่สามารถติดต่อได้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น .

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 7 เม.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก พล.ต.ต.พิเชษฐ์ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ว่าหลังจากปรากฏข่าว ตนได้สั่งเจ้าหน้าที่ทุกโรงพักรวมทั้งชุดสืบสวนจังหวัดเชียงใหม่ สืบสวนติดตามหาทันทีและได้ประสานไปยังพ่อของเด็ก และทราบต่อมาว่าน้องเพ็ญ ได้กลับมาบ้านแล้ว

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 555/111 หมู่บ้านดีญ่า หมู่ 4 ต.หนองผึ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ก็พบ นายยงยุทธ และ น้องเพ็ญ อยู่ที่บ้านเรียบร้อยแล้ว โดย นายยงยุทธ ได้กล่าวขอบคุณผู้สื่อข่าวที่นำเสนอข่าวจนลูกสาวเห็นข่าวและกลับมาที่บ้านเอง พร้อมทั้งขอโทษตนด้วย

นายยงยุทธ เปิดเผยว่า ตนยอมรับผิดที่โกรธลูกสาว เพราะไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วกลับบ้านดึก จึงได้ต่อว่าและพลั้งปากไล่ลูกออกจากบ้าน ด้วยความโมโหไม่ฟังเหตุผลของลูกเลย ทำให้ลูกสาวได้หนีออกไปจากบ้านในตอนนั้น เสียใจมาก เป็นห่วงเพราะลูกสาวอายุยังน้อย หวั่นเกิดอันตรายหรือถูกล่อลวงได้ ต่อไปจะไม่ดุด่าลูกสาวด้วยอารมณ์แล้วจะใช้เหตุผลพูดจากัน

ด้าน น้องเพ็ญ กล่าวว่า ตอนที่ถูกพ่อต่อว่า เรื่องกลับบ้านดึกนั้น ตนก็ได้บอกกับพ่อถึงสาเหตุที่กลับบ้านดึกแต่พ่อไม่ฟัง ถึงกับไล่ตนออกจากบ้าน ด้วยความน้อยใจ จึงได้ออกจากบ้านไปทันที แล้วไปหาป้าที่ขายของอยู่ที่การเคหะหนองหอย ติดกับร้านจำหน่ายสายรัดพลาสติกและสายรัดกล่องราคาถูกอ.เมืองเชียงใหม่

“ตอนไปนั้นก็ไม่มีเงินติดตัวซักบาท จึงไปช่วยป้าขายของ และวันนี้คิดว่าจะกลับบ้านมาขอโทษพ่อ ทำให้พ่อเป็นห่วง ประกอบกับมีข่าวออนไลน์ออกมาด้วย จึงได้รีบติดต่อมายังพ่อและรีบกลับบ้านมาขอโทษพ่อทันที รู้แล้วว่าพ่อรักและห่วงที่ไล่ออกจากบ้าน เพราะพ่อพูดไปด้วยความเป็นห่วง หนูเสียใจมาก ต่อไปจะไม่ทำนิสัยแบบนี้อีกแล้ว “หนูขอโทษพ่อ” น้องเพ็ญ กล่าว

พุ่งข้ามเลนไม่มีเบรก เก๋งอัดสิบล้อยับเยิน ดับสยองคาซาก 2 ศพ คนขับปางตาย

วันที่ 4 เม.ย. พ.ต.ท.สิงหราช แก้วเกิดมี สารวัตร (สอบสวน) สภ.เวียงคุก จ.หนองคาย รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถเก๋งชนรถบรรทุกสิบล้อ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ บริเวณถนนหน้าตลาดบ้านเวียงคุก ต.เวียงคุก อ.เมือง จ.หนองคาย จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวร ร.พ.หนองคาย หน่วยกู้ภัยประจักษ์ กู้ภัยร่วมศรัทธาหนองคาย และกู้ภัยชบา 191

ที่เกิดเหตุพบรถเก๋งโตโยต้า อัลติส สีเงิน ทะเบียน กม-441 อุดรธานี จอดอยู่ เจ้าหน้าที่จึงช่วยกันงัดซากนำร่างผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตออกมา โดยคนขับเป็นชายไม่ทราบชื่อได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ภัยรีบนำตัวส่ง ร.พ.หนองคาย ส่วนผู้เสียชีวิต 2 คน นั่งอยู่ด้านหน้าผู้โดยสารข้างคนขับและด้านหลัง ทราบชื่อคือ นายสิทธิกร สุวรพันธ์ อายุ 32 ปี หนุ่มโรงงานจำหน่ายเทปใสและสก๊อตเทปราคาถูก ชาว ต.โพธิ์ชัย อ.เมือง จ.หนองคาย และ นายสมัคร ไชยปัญญา อายุ 33 ปี ชาว ต.ค่ายบกหวาน อ.เมือง จ.หนองคาย ส่วนคู่กรณีเป็นรถสิบล้อบรรทุกดิน ยี่ห้อฮีโน่ ทะเบียน 80-8639 หนองคาย ด้านหน้ารถมีรอยชนยุบ โดยมี นายทอง จันบัวมี อายุ 47 ปี ชาว ต.พระธาตุบังพวน อ.เมือง จ.หนองคาย เป็นคนขับ

จากการสอบถาม นายทอง เล่าว่า ตนเพิ่งเคลื่อนรถออกจากหน้าบ้านที่อยู่ริมถนน เดินรถมาได้เพียง 10 เมตร จู่ๆ ก็ถูกรถเก๋งที่กำลังมุ่งหน้าไปตัวอำเภอท่าบ่อ พุ่งข้ามเลนมาชนรถของตน โดยไม่ได้แซงรถใครเลยสักคัน และไม่มีรอยเบรก จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชิตและบาดเจ็บดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

เยี่ยมลูกก่อนตาย หนุ่มขี่มอ’ไซค์ เข้ากรุงเทพ ชนท้ายสิบล้อ รถตามหลังทับซ้ำ

หนุ่มวัย 24 ขี่รถจักรยานยนต์ไปเยี่ยมลูกที่อุทัยธานี ก่อนขี่กลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ระหว่างทางที่ชัยนาท ชนท้ายสิบล้อ ร่างกระเด็น รถตามหลังทับซ้ำจนตายคาถนน “ไทด์” ผ่านมาเจอ รีบจอดรถช่วย

เมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 1 เม.ย. 2562 พ.ต.ท.ประจักษ์ สุขคง รอง สว.(สอบสวน) สภ.มโนรมย์ อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท รับแจ้งอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถบรรทุกเสียชีวิต บริเวณถนนสายเอเชีย ขาล่อง กม.ที่ 146 ม.10 ต.ท่าฉนวน อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท จึงไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูจังหวัดชัยนาท และแพทย์เวรโรงพยาบาลมโนรมย์

ที่เกิดเหตุพบ นายกวิน มีลา อายุ 24 ปี ชาว อ.สังคม จ.หนองคาย และเป็นช่างประจำโรงงานผลิตกันกระแทก และบับเบิ้ลรายใหญ่ สวมเสื้อแขนยาวสีเทา ใส่กางเกงยีนส์ขายาวสีน้ำเงิน สภาพศพกะโหลกแตก กระดูกที่ใบหน้าแตก เพราะถูกอัดจากแรงกระเทก แขนขวาเละ กระดูกโผล่ แขนขาหักเกือบทั้ร่าง ข้างกันพบรถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า เอ็น แม็ก 155 ซีซี สีเทา ทะเบียน 8 กต709 กรุงเทพมหานคร สภาพพังยับพลิกคว่ำอยู่ ทางเจ้าหน้าที่จึงติดต่อญาติให้มารับศพเพื่อนำกลับไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป

ซึ่งระหว่างการเกิดเหตุ มี นายเอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ หรือ ไทด์ นักแสดงชื่อดัง รหัสดารา 2 หัวหน้าอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู เข้าช่วยเหลือในกรณีดังกล่าว ระหว่างทางที่กลับจากจังหวัดกำแพงเพชร หลังปฏิบัติภารกิจร่วมสวดอภิธรรมศพของลูกข่ายร่วมกตัญญู และผ่านมาเจอเหตุพอดี

พ.ต.ท.ประจักษ์ สุขคง เปิดเผยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า นายกวิน กลับไปเยี่ยมลูกน้อยวัย 2 ขวบ ที่จังหวัดอุทัยธานี ก่อนจะออกมาจากบ้านเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. เพื่อกลับไปทำงานต่อที่กรุงเทพฯ มาถึงที่เกิดเหตุ ขี่ชนเข้าท้ายรถบรรทุก ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน ก่อนกระเด็นไปกลางถนน ทำให้รถที่ขับตามมา ทับซ้ำหลายคันจนเสียชีวิต ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้เร่งติดตามรถบรรทุกและผู้ที่ขับรถชนซ้ำ มาสอบสวนต่อไป.