เปิดกรุพระดังโคราชหลังมรณภาพ พบชิ้นส่วนช้างโบราณอายุหลายล้านปี

(30 ม.ค.) คณะพระสงฆ์และนายพิชัย พิทยาพรพิพัฒน์ ผู้ใหญ่บ้านหนองโบสถ์ ร่วมกันตรวจสอบตู้เซฟที่อยู่ภายในที่พักสงฆ์ภูเทพถาวรนิมิต ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านหนองโบสถ์ หมู่ที่ 16 ต.โคกกระชาย อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ที่เป็นของพระดำรง โชติมันโต หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า พระอาจารย์บง ซึ่งได้ละสังขารไปเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2563 ด้วยโรคมะเร็ง และได้ทำพิธีฌาปนกิจเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมนำข้าวของส่งคืนให้ญาติพี่น้อง

แต่เป็นที่น่าประหลาดใจอย่างมาก เนื่องจากพบว่าภายในตู้เซฟนั้นเต็มไปด้วยฟอสซิลสัตว์ดึกดำบรรพ์ห่อด้วย กระดาษลูกฟูก,กระดาษลูกฟูกม้วน เป็นจำนวนมาก พร้อมเอกสารหลักฐานการแจ้งผลการตรวจสอบ และการครอบครองฟอสซิลดังกล่าวจากสำนักคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ กรมทรัพยากรธรณี ที่ระบุว่าฟอสซิลส่วนใหญ่นั้นเป็นชิ้นส่วนฟันช้างโบราณ ที่มีอายุยาวนานประมาณ 1.8 ล้านปี จนถึง 16 ล้านปี เลยทีเดียว

สำหรับชิ้นส่วนซากดึกดำบรรพ์ที่พบดังกล่าว และมีหลักฐานยืนยันผลการตรวจสอบของกรมทรัพยากรธรณี มีทั้งสิ้นจำนวน 40 ชิ้น เป็นชิ้นส่วนช้างโบราณจำพวก สเตโกดอน ( Stegodon) และ กอมโฟทีเรียม (Gomphotherium) รวม 23 ชิ้น

ส่วนที่เหลือเป็นชิ้นส่วนตะโขง เก้งและสัตว์กีบโบราณ ทางนายพิชัย พิทยาพรพิพัฒน์ ผู้ใหญ่บ้าน จึงรายงานเรื่องนี้ไปยังทางอำเภอครบุรีได้รับทราบ และทำการปิดเซฟไว้ในสภาพเดิม เพื่อไม่ให้ซากดึกดำบรรพ์ดังกล่าวสูญหายไปก่อนที่จะมีการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบภายในวัด ยังพบวัตถุที่ลักษณะคล้ายงาช้างโบราณสีดำความยาวกว่า 2 เมตร อีก 3 คู่ โดยตั้งอยู่หน้าพระประธานภายในที่พักสงฆ์ 2 คู่ และวางอยู่ภายในบริเวณวัดอีก 1 คู่ แต่ไม่มีหลักฐานเอกสารใดๆ ที่ระบุถึงวัตถุคล้ายงาช้างทั้งหมด

จากการสอบถาม พระแสวง สันตมโณ พระสงฆ์ที่พักสงฆ์ภูเทพถาวรนิมิต เล่าว่า ซากดึกดำบรรพ์ดังกล่าวทางพระดำรง โชติมันโต ได้รับบริจาคมาจากเจ้าของบ่อทรายในพื้นในพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา มานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยทางพระดำรงได้เก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี มีการส่งไปตรวจสอบตามขั้นตอน เมื่อท่านมรณภาพไปแล้วก็อยากที่จะเก็บรักษาเอาไว้ที่ที่พักสงฆ์แห่งนี้

เกือบตาย! จู่ๆ สายไฟร่วงรัดคอ แผลเหวอะ เมียช่วยโดนด้วย จยย.คว่ำ วอนมารับผิดชอบ

สายไฟร่วงรัดคอ วันที่ 29 ม.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก นายจีรศักดิ์ ใจกล้า อายุ 34 ปี และ น.ส.พรรณี ดุลยรัตน์ อายุ 30 ปี ว่า ถูกสายปริศนารัดคอได้รับบาดเจ็บพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬารัตน์ ชลเวช จึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง

ที่โรงพยาบาลดังกล่าวพบ นายจีรศักดิ์ กำลังนอนให้น้ำเกลืออยู่บนเตียง มีบาดแผลที่ลำคอ โดยมี น.ส.พรรณี ภรรยา เฝ้าไข้อยู่ข้างๆ และได้รับบาดเจ็บที่มือทั้ง 2 ข้าง ซึ่งมีผ้าพันแผลไว้เช่นกัน จากการสอบถามทราบว่า เมื่อเวลาประมาณ 07.30 น. วันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา นายจีรศักดิ์ ได้ขี่รถจยย. จะไปทำงานที่โรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว แห่งหนึ่งภายในนิคมอุตสาหกรรม อมตะซิตี้ โดยมี น.ส.พรรณี ซ้อนท้าย พอมาถึงไฟแดงแยกท้องคุ้งก็เลี้ยวซ้ายลงไปตามถนนศุขประยูร–ดอนหัวฬ่อ หมู่ 12 ต.นาป่า อ.เมือง จ.ชลบุรี

ครู่เดียวก็มีสายอะไรก็ไม่ทราบร่วงลงมารัดคอ นายจีรศักดิ์ อย่างแรง จนหายใจไม่ออกทำให้ตกใจ ระหว่างนั้น น.ส.พรรณี เอามือช่วยปัดออกให้พ้นคอจึงถูกรัดมือไปด้วย จนรถจยย.ล้มลง หลังจากนั้นกู้ภัยก้มารับตัวไปส่งโรงพยาบาล โดยมีภาพที่เกิดเหตุที่เพื่อนๆ ถ่ายเอาไว้ส่งมาให้ดู จึงทราบว่า มีไฟชอร์ตสายไฟฟ้าบริเวณเสาไฟ ทำให้สายสื่อสารต่างๆ โดนไหม้ไปด้วย และได้เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ต.ฤทธิเดช ชอบจิตร์ สารวัตร (สอบสวน) สภ.ดอนหัวฬ่อ เอาไว้แล้ว

นายจีรศักดิ์ เผยว่า ตอนแรกมีรถจยย.วัยรุ่นที่อยู่ข้างหน้าหลบทัน แต่ตนไม่เห็นมารู้อีกทีก็ถูกสายไฟพันคอแล้ว ตอนสายไฟร่วงลงมาปาดคอเจ็บมาก เหมือนมีดมากรีดคอ คิดว่าคงต้องตายแล้ว ฝากผู้เกี่ยวข้องให้มารับผิดชอบด้วย ตนมีลูกยังเล็กและคนกับภรรยาก็ทำงานเป็นรายวัน ขาดงานไปก็ไม่มีเงิน อยากให้ช่วยมาดูแลหน่อย

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปดูที่เกิดเหตุ ก็พบว่ามีหน่วยงานสายสื่อสารหลายบริษัท มีการซ่อมเดินสายใหม่ และมีสายเก่าระโยงระยางร่วงลงพื้นเต็มไปหมด ที่เสาไฟฟ้าข้างทางก็พบว่ามีรอยไฟไหม้เสียหายเช่นกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้ว และจะได้ประสานงานไปยังการไฟฟ้าและเจ้าของสายสื่อสารต่างๆ มาสอบสวน เพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ลูกเมียเพื่อนบ้านเหี้ยม มาร่วมงานศพนายช่างโยธา กราบขอโทษแทนทั้งน้ำตา

จากกรณี นายสุพรรณ อายุ 57 ปี เป็นนายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักก่อสร้างทาง กรมทางหลวงชนบท ถูกรถชนเสียชีวิตภายในซอยบ้านตัวเอง สภาพศพแขนขาหัก ตามร่างกายมีบาดแผลฉกรรจ์ บริเวณหน้าบ้านของผู้เสียชีวิตพบว่ากระถางต้นไม้ที่อยู่หน้าบ้านแตกกระจายเกลื่อน มีรอยครูดเป็นทางยาว พบว่าร่างผู้เสียชีวิตถูกชนแล้วร่างกระเด็นมาจากหน้าบ้านของผู้เสียชีวิตประมาณ 50 เมตร ใกล้กันพบชิ้นส่วนของรถยนต์เก๋งตกอยู่

จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียชีวิตกำลังทำความสะอาดถนนและรดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน จากนั้นมี นายไพบูลย์ อายุ 56 ปี ซึ่งอยู่บ้านติดกันเดินออกมาหน้าบ้าน แล้วมีการพูดคุยกัน จากนั้นนายไพบูลย์ได้เข้าไปถอยรถยนต์เก๋งโตโยต้าสีเงินในบ้านที่อยู่ตรงข้ามกับบ้านของผู้เสียชีวิต ถอยหลังไปเกือบชนราวตากผ้า จากนั้นขับเดินหน้าไปรับเด็กชาย 2 คน ขึ้นรถแล้วถอยหลังอีกครั้ง ก่อนขับรถด้วยความเร็วข้ามพุ่งไปชนผู้เสียชีวิตอย่างแรง จากนั้นขับรถยนต์เก๋งหลบหนีไปด้านหลังโรงงานผลิต โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย

ล่าสุด (26 ม.ค.63) เวลา 16.00 น. ที่ศาลาธรรมสังเวช ศาลา 6 วัดเสนาสนาราม อ. พระนครศรีอยุธยา จ. พระนครศรีอยุธยา นางปานกมล อายุ 44 ปี พร้อมครอบครัว รับศพนายสุพรรณ ผู้เสียชีวิต จากนิติวิทยาศาสตร์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ จ.ปทุมธานี มาตั้งบำเพ็ญกุศลศพ มีญาติเพื่อนร่วมงาน มาร่วมแสดงความเสียใจ โดยทางญาติจะสวดอภิธรรม เป็นเวลา 3 วัน และจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ ในวันที่ 29 มกราคม

โดยได้มี ภรรยาของนายไพบูลย์ พร้อมบุตรสาว เดินทางมาแสดงความเสียใจ รดน้ำศพ ตรงเข้าไปกราบขอโทษนางปานกมล และบุตรชาย ของผู้เสียชีวิต ด้วยความเศร้าโศก จากนั้นรีบเดินทางกลับทันทีไม่ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว

ซึ่งนางปานกมล ยืนยันว่า การตั้งราวตากผ้าอยู่ในพื้นที่ของหน้าบ้านของตัวเอง ตนเองตากผ้าก็มองดูแล้วว่าไม่ได้กีดขวางใคร ส่วนเรื่องประเด็นความขัดแย้ง ไม่รู้ว่าในการประชุมของคณะกรรมหมู่บ้าน มีปัญหาอะไร หรือมีการโต้เถียงกันในที่ประชุมมาก่อน  สามีเป็นคณะกรรมการของหมู่บ้านมาได้ประมาณ 2 ปี ลาออกได้ประมาณ 1 ปีแล้ว

ในเช้าวันเกิดเหตุสามี บอกว่าเมื่อคืนนอนหลับสบายดี แล้วบ่นรู้สึกปวดหลังอยากให้ลูกชายเหยียบหลังให้ เป็นคำพูดสุดท้ายที่ได้คุยกัน  แล้วจากนั้นแยกย้ายกันทำงานบ้าน สามีออกไปรดน้ำต้นไม้ จนมาถูกขับรถพุ่งชน เสียชีวิต ถึงขณะนี้อยากให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวให้ได้  สภาพจิตใจในขณะนี้ ยังไม่ให้อภัยผู้ต้องหา และไม่ขอมีการประนีประนอมในเรื่องของคดีให้กฎหมายดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ความคืบหน้าล่าสุด ที่ สภ.พระนครศรีอยุธยา ตลอดทั้งวัน  ผู้สื่อข่าวยังคงเฝ้าติดตามความคืบหน้าของคดี และมีกระแสข่าวว่านายไพบูลย์ ผู้ต้องหา จะเดินทางเข้ามามอบตัว 

โดยทาง พ.ต.อ ประเวศ  ศรีนาค ผกก.สภ. พระนครศรีอยุธยา ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน ติดตามจับกุมตัวนายไพบูลย์ ผู้ต้องหาตามหมายจับ ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เลขที่ 17/63 ลงวันที่ 25 มกราคม 2563  ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดที่สถานีรถไฟ สถานีขนส่ง ท่ารถตู้ และที่คาดว่าคนร้ายจะหลบหนีไป  ติดตามไปที่บ้านญาติและบุคคลกับใกล้ชิดกับผู้ต้องหายังไม่พบตัว และไม่มีการติดต่อกลับมา และยังไม่มีการติดต่อขอมอบตัว    






ชาวสระบุรีผวา ทหารซ้อมยิง ลูกปืนใหญ่พุ่งใส่บ้านพังยับ ทัพบกยืดอกรับ

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. พ.ต.ท.ศุภชัย ศรีเสถียงวงศ์ สว.สอบสวน สภ.เมืองสระบุรี รับแจ้งจากนายวิระชัย ข้อดี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.กุดนกเปล้า อ.เมือง จ.สระบุรี ว่า มีกระสุนปืนใหญ่พลาดเป้าหมายพุ่งเข้าใส่บ้านเรือนประชาชน ที่บ้านพักในสวน(ไม่มีเลขที่) อยู่ด้านหลังโรงงานผลิต โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย ห่างถนนในหมู่บ้านโนนสภาราม-พระพุทธฉาย เล็กน้อย มีทรัพย์สินและบ้านพักได้รับความเสียหาย ขอให้มาสอบสวนด้วย จึงรีบรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียวปลูกอยู่กลางสวนมะม่วง มีชาวบ้านใกล้เคียงพากันมามุงดูเป็นจำนวนมาก เบื้องต้นพบวิถีกระสุนตกใส่โคนต้นประดู่ที่ปลูกอยู่ใกล้บ้านขาดสะบั้น เส้นผ่าศูนย์กลางราว 40 ซ.ม. หักพาดกับหลังคาบ้านพังยับเยิน ใกล้กันมีชิ้นส่วนของลูกปืนซึ่งเป็นวัตถุระเบิดฝังดินอยู่หลายชิ้น ทรัพย์สินสิ่งของในบ้านถูกแรงระเบิดแตกกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ นอกจากนี้ยังพบรถกระบะที่จอดอยู่ในโรงรถจอดรถได้รับความเสียหาย กระจกด้านหน้ามีรอยร้าว และบริเวณประตูด้านคนขับมีร่องรอยเป็นรู คาดว่าน่าจะเกิดจากสะเก็ดระเบิด

สอบสวนนายสายยล คำจันทร์ อายุ 63 ปี อาชีพทำงานบริษัทเอกชน อยู่ใน กทม.ย่านเขตคลองสามวา ให้การว่า ขณะกลับมาพักผ่อนที่บ้านดังกล่าว กำลังนอนเปิดดูโทรศัพท์มือถืออยู่ในเปลญวน ที่ผูกไว้หน้าบ้าน ได้ยินเสียงดังหวีดจากวัตถุบางอย่างแหวกอากาศมาด้วยความเร็วและแรง มากระทบเข้ากับต้นประดู่แล้วมีเสียงระเบิดดังตูมตามมา เมื่อสิ้นเสียงตนจึงลุกจากเปลญวนวิ่งมาดู พบกลุ่มควันตลบอบอวล เมื่อควันจางลงจึงทราบว่า ต้นประดู่ที่ตนปลูกไว้และบ้านพักได้รับความเสียหายอย่างหนักจึงแจ้งให้ ผู้ใหญ่บ้านทราบ เพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ

ด้านนายวิระชัย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2 ต.กุดนกเปล้า กล่าวว่า ลูกกระสุนปืนใหญ่ น่าจะมาจากหน่วยทหารใน จ.สระบุรี ที่ฝึกซ้อมเกิดอุบัติเหตุ แล้วยิงพลาดเป้าหลุดจากพิกัด ข้ามภูเขาที่เป็นแนวกำแพงขวางกั้นระยะจากจุดที่ฝึกซ้อมยิงกับบ้านที่เกิดเหตุประมาร 3 กฺิโลเมตรเศษ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่เดชะบุญมีเพียงทรัพย์สินเสียหาย ซึ่งไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย

วันเดียวกัน รายงานข่าวจากกองทัพบกแจ้งว่า เกิดเหตุกระสุนปืนใหญ่ตกจริง บริเวณรอยต่อระหว่างสนามฝึกซ้อมของทหารกับบ้านเรือน ซึ่งสร้างอยู่ใกล้เขตสนามซ้อม โดยกระสุนปืนซ้อมไปโดนต้นไม้ ทำให้สะเก็ดระเบิดกระเด็นไปโดนบ้านเรือนประชาชนในบริเวณดังกล่าว แต่ไม่ได้รับความเสียหายมากนัก รวมทั้งไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทหารได้รับผิดชอบเข้าไปซ่อมแซมบ้านเรือนให้แล้ว


มอบตัวแล้ว โจรอีโต้ บุกเดี่ยวปล้นทอง 10 ถุง หลังโรงพัก กลางวันแสกๆ รับติดหนี้พนัน

จากกรณีที่คนร้ายสูงราว 160 ซม. แต่งกายมิดชิดด้วยเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว สวมหมวกกันน๊อกสีแดงปิดบังใบหน้า ถือมีดอีโต้บุกเข้าไปชิงทองคำ ภายในร้านขายโทรศัพท์มือถือและรับจำนำ “พูนสินโฟน” ติดกับร้านจำหน่าย โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย ถ.พิพัฒน์ เขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ห่างจากส ภ.เมืองบุรีรัมย์ เพียง 300 เมตร โดยคนร้ายได้ทองคำที่ลูกค้านำมาจำนำไว้ 10 ถุง โดยเหตุเกิดช่วงเทียงของวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา ตามที่เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 17 ม.ค. ที่สภ.เมืองบุรีรัมย์ นายพิสิฎฐ์ พ่อค้า หรือปิงปอง อายุ 29 ปี ชาวบ้านโคกสะอาด ต.สะแกซำ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เดินทางเข้ามอบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีญาติและผู้นำชุมชนพาเข้ามอบตัว หลังจากที่ถูกทางตำรวจกดดันอย่างหนัก

โดยพิสิฎฐ์ นำของกลางมามอบให้กับตำรวจ ประกอบด้วย สร้อยคอทองคำ น้ำหนัก 7.6 กรัม, สร้อยคอทองคำ น้ำหนัก 3.8 กรัม, แหวนทองคำ น้ำหนัก 0.9 กรัม, รถจยย. ยามาฮ่า สปาร์ค สี แดง-ดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ที่ใช้เป็นยานพาหนะในการก่อเหตุ, หมวกกันน็อก สีแดง แบบครึ่งใบ, ชุดที่สวมใส่ในวันก่อเหตุ, กระเป๋าสะพายข้าง สีน้ำตาล 1 ใบ และเงินสด 4,000 บาท ที่คนร้ายได้มาจากการนำทองไปขาย ส่วนมีดอีโต้ที่ใช้ในวันเกิดเหตุคนร้ายอ้างว่าได้โยนทิ้งสระน้ำข้างทางระหว่างหลบหนี

จากการสอบสวนนายพิสิฎฐ์ ให้การรับสารภาพว่า ก่อเหตุจริงเพราะติดหนี้การพนัน จึงต้องการหาเงินไปใช้หนี้พนัน โดยหลังก่อเหตุได้นำทองบางส่วนไปขายแล้ว ได้เงินมาประมาณ 30,000 บาท และนำไปใช้หนี้ ใช้จ่ายส่วนตัวจนเหลือเงิน4,000 บาท และทองบางส่วนเท่านั้น

ส่วนทองที่คนร้ายขโมยไปจากการตรวจสอบพบมีทั้งหมด 6 ชิ้น รวมน้ำหนักประมาณ 3 บาทเศษ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ลักทรัพย์ โดยมีอาวุธ และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิด หรือเพื่อพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ก่อนดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

เร่งล่าโจรบุกเดี่ยว จี้ชิงทอง หนัก 5บาท กลางตลาดดังภูเก็ต ตาวัย77เผยนาทีสู้

เมื่อเวลา 07.15 น. วันที่ 13 ม.ค. ร.ต.ท.ธปพน แพงพิมพ์โล้ รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.เมืองภูเก็ต รับแจ้งเหตุคนร้ายจี้ชิงสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองของประชาชน บริเวณหน้าร้านจำหน่าย โฟมกันรอย,โฟมกันกระแทก ปากซอยนิมิตร 1 ใกล้ตลาดเกษตร ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมสายตรวจ และชุดสืบสวน

ที่เกิดเหตุอยู่หน้าปากซอยกลางชุมชนและใกล้ตลาดสดที่มีคนเดินพลุกพล่าน พบ นายสถิตย์ พงศ์ธนาพาณิช อายุ 77 ปี ผู้เสียหาย ยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ข้างรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า วีออส สีบรอนซ์เงิน ทะเบียบ กท335 ภูเก็ต โดยประตูรถด้านคนขับเปิดอ้าอยู่ ที่พื้นถนนใกล้รถคันดังกล่าว พบไขควงด้ามสีฟ้า 1 อันและรองเท้าแตะแบบหนีบสีฟ้า 1 ข้าง

จากการสอบถาม นายสถิตย์ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้จอดรถเก๋งไว้ที่หน้าปากซอยตรงจุดเกิดเหตุ จากนั้น ได้เดินไปซื้อของที่ตลาดสดที่อยู่ใกล้เคียง ขณะเดินกลับมาถึงรถ ได้เปิดประตูรถด้านหลังคนขับ เพื่อเก็บของที่ซื้อมา พร้อมกับเปิดประตูฝั่งคนขับและปิดประตู จู่ ๆ มีชายฉกรรจ์ 1 คน แต่งกายชุดดำ เปิดประตูฝั่งคนนั่งพร้อมกับเข้ามานั่งที่เบาะ และพยายามจะล็อคคอตนพร้อมกับบังคับให้ถอดสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท พร้อมหลวงพ่อแช่มรุ่น 1 เลี่ยมทองหนัก 1 บาท จนมีการต่อสู้กันขึ้น

นายสถิตย์ กล่าวต่อว่า เมื่อตนสะบัดมือคนร้ายได้ จึงวิ่งมาเปิดประตูด้านที่คนร้ายนั่ง เพื่อกระชากตัวคนร้ายออกมาและพยายามจะจับตัว แต่ได้มีการกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันที่พื้นถนน โดยคนร้ายพยายามกระชากสร้อยคอทองคำ แต่ไม่ขาด ขณะเดียวกันตะขอสร้อยเกิดอ้า จากแรงกระชากของคนร้าย ทำให้สร้อยและพระตกลงที่พื้นถนน คนร้ายได้คว้าไป

นายสถิตย์ กล่าวอีกว่า โดยคนร้ายได้ใช้ไขควงแทงเข้าที่มือขวาของตน ก่อนวิ่งหนีไปขึ้นรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า คลิก จำสีและทะเบียบไม่ได้ ขับหลบหนีไปทางวงเวียนม้าน้ำ โดยได้สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท ราคาราว 1 แสนบาท พร้อมพระเครื่องหลวงพ่อแช่มรุ่น 1 เลี่ยมทองคำหนัก 1 บาท ประเมินค่าไม่ได้ไป

ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง เพื่อตรวจสอบรูปพรรณของคนร้ายและยานพาหนะที่ใช้ในการหลบหนี เพื่อติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



โจ๋ห้าวสาดกระสุนมั่ว! งานกาชาดบุรีรัมย์ตาย 1 เจ็บ 11 พ่อช็อกลูก 18 คนดีด่วนลาลับ(คลิป)

วันที่ 10 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเหตุวัยรุ่นทะเลาะวิวาทใช้อาวุธปืนยิงกัน หลังการแสดงคอนเสิร์ตศิลปินชื่อดังที่มาแสดงในงานกาชาดประจำปี ที่จัดขึ้นที่บริเวณตลาดหนองแปบข้างโรงงานผลิต ถุงซิปล็อค,ซองซิปล็อค ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เมื่อเวลา 01.00 น. ที่ผ่านมา

ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ได้รับบาดเจ็บ 11 ราย เป็นชาย 8 ราย หญิง 3 ราย ถูกนำตัวส่งรักษาที่ร.พ.ศูนย์บุรีรัมย์ หลังเกิดเหตุพบอาวุธปืนพกสั้นไทยประดิษฐ์ 1 กระบะตกอยู่ที่จุดเกิดเหตุ ขณะที่ตำรวจรวบกลุ่มวัยรุ่นต้องสงสัยกว่า 10 คนมาเค้นสอบสวนแต่ทุกคนยังให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนยิง

โดยเรื่องนี้ที่บ้านพัก หมู่ 2 ต.บ้านไทร อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ครอบครัวได้รับศพนายบูรพา หรือเจมส์ อายุ 18 ปี ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตกลับมาตั้งสวดอภิธรรมศพ ท่ามกลางความเสียใจของครอบครัว ญาติๆ และเพื่อน บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า โดยเฉพาะนายสุวรรณ อายุ 47 ปี ผู้เป็นพ่อที่ยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียลูกชาย

ขณะที่เพื่อนๆระบุว่า คืนวันที่ 9 ม.ค.วัยรุ่นในหมู่บ้านทั้งชายและหญิง อายุตั้งแต่ 13-21 ปี รวม 15 คน พากันนั่งรถกระบะไปดูคอนเสิร์ตศิลปินที่ชื่นชอบ โดยไปถึงงานประมาณ 4 ทุ่ม ซึ่งก็มีกลุ่มวัยรุ่นมาเที่ยวจำนวนมาก ขณะดูคอนเสิร์ตไม่ได้มีเรื่องเขม่นหรือทะเลาะวิวาทกับวัยรุ่นกลุ่มไหนเลย พอช่วงเที่ยงคืนหลังจบคอนเสิร์ตก็ทยอยกันเดินออกมาขึ้นรถที่จอดไว้ข้างวัดใกล้งาน

” ช่วงที่ยืนรอเพื่อนๆอยู่รอบรถได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จากนั้นเจมส์ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังรถก็ล้มลง เพื่อนๆรีบเข้าไปดูถึงเห็นว่าถูกยิงเข้ากลางหน้าอก และขาขวา พวกเราพยายามจะช่วยเพื่อน แต่ยังไม่ทันได้ช่วยก็มีเสียงปืนดังขึ้นอีกหลายนัด นอกจากนั้นเพื่อนทั้งชายและหญิงที่ไปด้วยกันยังถูกยิงบาดเจ็บอีก 7 คน รวมทั้งคนที่มาดูคอนเสิร์ตถูกยิงบาดเจ็บอีก 4 รายด้วย”

ด้านนายสุวรรณ เปิดเผยว่า หลังจากลูกชายเรียนจบชั้น ม.3 ก็ไปทำงานเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์กับพี่ชายและเรียนกศน.ไปด้วย โดยจะรับงานแถวกรุงเทพฯถึงชียงใหม่ เมื่อได้เงินก็จะส่งมาช่วยส่งเสียน้องสาว 2 คนเรียนหนังสือ ลูกชายเพิ่งกลับมาเยี่ยมบ้านช่วงปีใหม่ และกำลังจะกลับไปทำงานต่อ แต่ก็มาเสียชีวิตเสียก่อน

“ที่ผ่านมาลูกชายไม่เคยมีเรื่องทะเลาะกับใคร ช่วยทำงานแบ่งภาระของพ่อไม่คิดว่าจะต้องมาจบชีวิตแบบนี้ อยากให้ตำรวจเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว และหากมีจิตสำนึกก็อยากให้มาขอขมาศพ ซึ่งตนก็พร้อมจะอโหสิกรรมให้ แต่ก็อยากจะถามว่ายิงลูกพ่อทำไม ลูกไม่เคยไปทำอะไรให้ “



หวิดเกิดอุบัติเหตุหมู่! หนุ่มหน้าตาดีเดินเปลือยกลางถนน ทำรถเบรกตัวโก่งนับสิบคัน

หนุ่มหน้าตาดีเดินเปลือยข้ามถนนตัดหน้ารถ เบรกหยุดรถจนตัวโก่งระนาวนับสิบคัน หวิดกลายเป็นอุบัติเหตุหมู่ หนุ่มโรงงานวัย 22 ปี เบรกไม่ทัน ขี่ จยย. พุ่งเสยท้ายรถกระบะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (5 ม.ค.) เวลา 22.45 น. ศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 ตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่กำลังใช้เส้นทางอยู่บนถนนสาย 314 ฉะเชิงเทรา-บางปะกง (สิริโสธร) ว่ามีชายหนุ่มหน้าตาดี วัยประมาณ 30 ปี เดินแก้ผ้าเปลือยกาย เดินข้ามถนนไปมาที่บริเวณด้านหน้าหมู่บ้านการเคหะบ้านโพธิ์ (ลาดขวาง) ฝั่งตรงข้ามกับโรงงานผลิตรถยนต์ชื่อดังรายใหญ่แห่งหนึ่ง พื้นที่ ม.3 ต.ลาดขวาง อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา จนทำให้เกือบเกิดอุบัติเหตุถูกรถยนต์พุ่งชนหลายครั้ง

ขณะที่หนุ่มโรงงานผลิต เทปใส,เทปกาว รายหนึ่งกำลังขับรถจักรยานยนต์มาบนถนนในเลนด้านขวาสุด ฝั่งขาออกมุ่งหน้าไปยัง อ.บางปะกง จากทั้งหมด 3 ช่องจราจร ไม่สามารถที่จะเบรกหรือหยุดรถได้ทัน จนทำให้ตัวรถพุ่งชนเข้ากับด้านท้ายของรถกระบะที่กำลังเบรกหยุดรถแบบกะทันหันอยู่ด้านหน้า ส่งผลทำให้รถจักรยานยนต์ล้มลงอย่างแรง ตัวรถพังเสียหายยับเยิน และคันชนด้านท้ายของรถยนต์กระบะเสียหาย

ส่วนตัวของผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลที่นิ้วมือและรอยถลอกตามร่างกายเพียงเล็กน้อย แต่ในด้านความเสียหายกลับถูกทางฝ่ายของรถยนต์กระบะ ที่เดินทางมาจาก จ.ศรีสะเกษ พยายามที่จะเรียกร้องค่าเสียหาย ให้เจ้าของรถจักรยานยนต์ชดใช้ให้อย่างหนัก จนไม่สามารถที่จะตกลงกันได้ ก่อนที่จะถูกพาตัวไปลงบันทึกประจำไว้เป็นหลักฐาน ยังที่ สภ.แสนภูดาษ

ขณะเดียวกัน หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ร.ต.อ.สังวาน เนื่องชมภู รอง สวป. สภ.แสนภูดาษ ปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรงานป้องกันและปราบปราม พร้อมอาสาสมัครหน่วยกู้ภัยในพื้นที่ ได้พยายามที่จะติดตามหาตัวชีเปลือยหนุ่มคนดังกล่าว

ใช้เวลานานถึงกว่า 30 นาที จนสุดท้ายสามารถค้นหาตัวจนพบ ขณะที่ชายคนดังกล่าวกำลังเดินอยู่บริเวณหน้าหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง ก่อนถึงทางสามแยกสัญญาณไฟคลองประเวศ และได้เข้าทำการควบคุมตัวเอาไว้ได้ในที่สุด

ทั้งนี้ จุดดังกล่าวอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเดิมมาประมาณถึงเกือบ 2 กิโลเมตร แต่เมื่อทำการซักถามกลับไม่สามารถที่จะทำการสื่อสารหรือพูดคุยกันได้รู้เรื่อง ก่อนที่จะนำตัวเข้าไปควบคุมไว้ยังภายในห้องขัง เพื่อรอให้ญาติเข้ามาติดต่อขอรับตัวกลับไปดูแลต่อไป



พ่อเคลียร์ปัญหาให้ลูกชาย โจ๋คู่อริเดือดไม่จบ รุมตื้บ ฟันหัว โคม่ายังไม่ฟื้น!

ฟันหัว – วันที่ 1 ม.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ภาพชายมีบาดแผลบริเวณศีรษะ พร้อมข้อความระบุ “แชร์ให้โลกรู้ว่าคนชั่วต้องได้รับผิด ฝากแชร์หน่อยนะคะ พ่อหนูอาการสาหัส เย็บหลายร้อยเข็ม” และข้อความ “พ่อคะ อย่าเป็นอะไรมากเลยนะคะ รอหนูก่อนนะ กฎหมายจะเอาผิดคนชั่วให้ได้ หนูเชื่อว่าต้องเอาคนทำผิดมาลงโทษให้ได้ สู้นะพ่อ”

จากการตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2562 ต่อเนื่องวันที่ 1 ม.ค.2563 นายอุทิศ กมลมูล อายุ 59 ปี ถูกวัยรุ่นในหมู่บ้านใช้มีดฟันศีรษะและทำร้ายร่างกาย ในหมู่บ้านติดกับร้านจำหน่าย ที่ตัดเทป,ตัวตัดเทป บ้านโคกกว้าง ม.10 .โคกงาม อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น มีญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านเห็นเหตุการณ์จำนวนมาก

นางสะอ้าน แก้วเศษ ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ บอกว่า ขณะนอนดูทีวีในบ้าน ก็ได้ยินเสียงเอะอะคล้ายคนทะเลาะวิวาทบนถนนหน้าบ้าน จึงรีบลุกมาดู พบชายวัยรุ่นกำลังใช้มีดสปาต้าฟันร่างของนายอุทิศ โดยมีเพื่อนบ้านอีกคนเข้าห้ามปรามเอาร่างบังตัวนายอุทิศเอาไว้

“ยายเห็นวัยรุ่น 3 คนรุมทำร้ายนายอุทิศ โดย 1 ใน 3 ใช้มีดฟันที่ศีรษะ ครั้งแรกยายห้ามไม่ทัน พอเขาจะฟันซ้ำครั้งที่สอง ยายจึงตะโกนห้ามและว่าอย่าทำ มันเป็นการกระทำที่รุนแรง ระวังจะถูกจับเข้าคุก ยายก็ถูกวัยรุ่นตะคอกกลับว่า ยายไม่รู้เรื่อง อย่ายุ่ง จากนั้นก็มีชาวบ้านมาที่เกิดเหตุมากขึ้น วัยรุ่นทั้ง 3 คนจึงวิ่งหลบหนีไป”

นายชัชวาลย์ กมลกุล หรือ กิ๊ฟ อายุ 20 ปี ลูกชายของนายอุทิศ กล่าวว่า เรื่องทั้งหมดเกิดจากเมื่อคืนวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีงานบวชในหมู่บ้าน เจ้าภาพจ้างหมอลำมาฉลองและจัดการแสดงภายในวัดประจำหมู่บ้าน การแสดงหมอลำจบลงเวลาประมาณ 02.00 น. วันที่ 30 ธ.ค. ก็เดินกลับบ้าน จู่ๆ มีเพื่อนบ้านชื่อนายบุ๋ม เดินเข้ามาถามพร้อมกับชกต่อยหลายครั้งว่าทำร้ายหลานกูทำไม ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนไม่รู้รายละเอียด จึงตอบกลับไปว่าไม่รู้เรื่อง และชกต่อยคืน

จนถูกนายบุ๋ม นายโจ และนายหมู อายุ 20-25 ปี เข้ามารุมทำร้าย จนต้องวิ่งหนีกลับบ้าน ทั้ง 3 คนยังวิ่งไล่ตาม และบุกเข้าไปทำร้ายถึงในบ้าน จนเพื่อนบ้านและผู้ใหญ่บ้านมาห้ามและเคลียร์กัน เรื่องก็จบกันไปเรียบร้อย

ต่อมาวันที่ 31 ธ.ค. ที่บ้านจัดกินเลี้ยงฉลองปีใหม่ ก็มีเด็กอายุประมาณ 10 ขวบขับขี่รถจักรยานยนต์มาหาที่บ้านบอกว่ากลุ่มนายบุ๋ม นายโจ และนายหมู เรียกไปเคลียร์กันที่หน้าร้านเกม ซึ่งอยู่ใกล้กับศาลาเอนกประสงค์ของหมู่บ้าน แต่ญาติพี่น้องและพ่อห้ามไม่ให้ไป กระทั่งหลังเคานต์ดาวน์ก็มีคนมาเรียกไปคุยเรื่องเดิมอีก ครั้งนี้พ่อหงุดหงิด เพราะเรื่องที่ทั้ง 3 คนจะเคลียร์มันจบไปเรียบร้อยแล้ว ต่างฝ่ายต่างไม่ยุ่งกัน

“พ่อจึงเดินถือท่อนไม้ไปหาทั้ง 3 คนที่หน้าร้านเกม  ผมเป็นห่วงพ่อจึงเดินตามไป ก็เห็นทั้ง 3 คนรุมทำร้ายพ่อ นายโจ เป็นคนใช้มีดสปาต้าฟันศีรษะ ส่วนนายบุ๋มและนายโจ พากันรุมเตะ เห็นท่าไม่ดี จึงวิ่งมาเรียกญาติพี่น้องที่บ้าน พอไปถึงพ่อก็นอนจมกองเลือดแล้ว ญาติพี่น้องจึงหามใส่รถส่งโรงพยาบาลจนถึงขณะนี้พ่อยังไม่ฟื้น”

น.ส.อำนวย กุลตรี อายุ 43 ปี ญาติผู้บาดเจ็บกล่าวว่า พี่เขยถูกทำร้ายที่ศีรษะเย็บร้อยกว่าเข็ม สลบยังไม่ฟื้น ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ตลอด 24 ชม. ในครอบครัวคุยกันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด โดยได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.บ้านฝาง ให้เอาผิดกับวัยรุ่นทั้ง 3 คนในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่า

รวมถึงถ้าพี่เขยฟื้นจากการบาดเจ็บ ก็ต้องรอดูว่าจะกลับมาทำมาหากินได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ วัยรุ่นทั้ง 3 ต้องรับผิดชอบครอบครัวของพี่เขยด้วย เนื่องจากพี่เขยมีอาชีพขับรถดูดส้วม เป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัวมาทั้งชีวิต ถ้าทำงานไม่ได้ก็ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูครอบครัวพี่เขย ไปตลอดชีวิต