จับผัว-เมียแสบ ตระเวนลักทรัพย์ตามวัด ลวงหลวงพ่อ งัดกุฏิ สบง-จีวรก็ไม่เว้น

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. พ.ต.ท.สุอารีย์ สาแก้ว สว.สภ.ช่องสามหมอ อ.คอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ รับแจ้งจาก พระอธิการเดี่ยว อนาวะโร อายุ 62 ปี เจ้าอาวาสวัดป่าห้วยยาง หมู่12 ตำบลช่องสามหมอ อำเภอคอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ ว่ามี2คนร้ายเข้างัดกุฏิลักทรัพย์ภายในวัด

คนร้ายได้ทรัพย์สินไปหลายรายการ รวมทั้งเงินในตู้บริจาคไปจำนวนหนึ่ง ซึ่งหลังก่อเหตุกำลังใช้รถกระบะยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บย.835 ชัยภูมิขับหลบหนีมุ่งหน้าเข้าไปหลังโรงงาน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์ อำเภอคอนสวรรค์

หลังรับแจ้งพ.ต.ท.สุอารีย์ แจ้งตร.ตั้งด่านสกัดและประสานชุดสายสืบลงพื้นที่เพื่อหาเบาะแส และนำกำลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุทันทีโดยในที่เกิดเหตุพบที่กุฏิเจ้าอาวาสมีร่องรอยการงัดแงะบานหน้าต่างและทุบบานเกร็ดศาลาการเปรียญ จึงให้จนท.กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบหาลายนิ้วมือของคนร้าย

จากการสอบถามพระอธิการเดี่ยว เจ้าอาวาส เล่าว่า เมื่อตอนช่วงบ่ายขณะจำวัดอยู่ในวัดอยู่องค์เดียว ได้มีผัว-เมียวัยกลางคนขับรถกระบะเข้ามาในวัดพร้อมถามหาซื้อของเก่า จึงบอกว่ามีพวกขวดพลาสติกและขวดน้ำอัดลมที่ญาติโยมนำมาถวายอยู่หลังวัด

ฝ่ายเมียแกล้งชักชวนให้พาดูก่อนชักชวนคุยอีกด้านหนึ่ง ขณะที่ฝ่ายอาศัยจังหวะ ที่หลวงพ่อเผลอ ใช้ไขควงงัดบานเกร็ดศาลาการเปรียญเข้าไปขโมยเงินในตู้บริจาคจำนวนหลายพันบาท และพระเครื่องอีกจำนวนหลายองค์

คนร้ายยังย่ามใจบุกงัดกุฏิเจ้าอาวาสขโมยชุดไตรจีวรที่ญาติโยมนำมาถวายไปกว่ายี่สิบฝืนมูลค่าหลายพันบาท หลังได้ทรัพย์แล้วจึงพากันขับรถหลบหนีไป

หลังทั้งคู่ไปแล้วจึงนึกเอะใจเพราะเคยโดนคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์หลายครั้งและสูญเงินไปนับแสนบาท เลยเดินเข้าไปตรวจสอบก็พบว่ามีร่องรอยการงัดแงะและมีของมีค่าหายไปจึงได้โทรแจ้ง จนท.ตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบเหตุดังกล่าว

ต่อมาเวลา19.00น. จนท.ตร.ได้สกัดจับรถคนร้ายตามที่ได้รับแจ้งได้ขณะขับวนเวียนอยู่ใกล้วัด จนท.จึงได้นำตัวผู้มาสอบสวนที่ สภ.ช่องสามหมอ และได้ตรวจสอบสิ่งของบนรถกระบะของคนร้ายก็พบทรัพย์สินทั้งหมดที่ขโมยมาจากวัดอยู่บนรถคันดังกล่าว เป็นจำนวนมากรวมอยู่กับขวดพลาสติกและของเก่าอื่นๆ

สอบสวนทราบชื่อคือนายอ๊อด นาถเหนือ อายุ 43 ปี และน.ส.กัลยาณี บุแก้ว อายุ 45 ปี เป็นชาว ต.ห้วยต้อน อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เมื่อตำรวจเทกระสอบของเก่าออกก็พบถาดสแตนเลสสำหรับใส่อาหารสภาพใหม่และพานทองเหลืองโบราณด้านข้างถาดเขียนชื่อวัดแห่งหนึ่งในอ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น หลายสิบใบ

เบื้องต้นทั้งคู่อ้างว่าพระที่วัดดังกล่าวขายเป็นของเก่า หลังจากนั้นจนท.ตร.จึงได้นำตัว 2 ผัวเมียเดินทางไปที่วัดทั้ง 2 แห่งเพื่อยืนยันว่าได้ขายสิ่งของเหล่านี้ให้กับคนร้ายหรือไม่ ซึ่งเจ้าอาวาสทั้ง 2 แห่งก็ตอบตรงกันว่าไม่ได้ขายทั้งจีวรและถาดสแตนเลสและพานทองเหลืองให้กับคนร้ายแต่อย่างได แต่ขายเพียงขวดพลาสติกและของชำรุดอื่นๆให้เท่านั้นจนที่สุดคนร้ายยอมรับสารภาพจำนนด้วยพยานหลักฐาน

ด้าน พล.ต.ต.สมพจน์ ขอมปรางค์ ผบก.ตร.จ.ชัยภูมิ ได้ฝากแจ้งเตือนไปยังวัดต่างๆและประชาชนทั่วไปให้ระวังบุคคลที่เข้ามาภายในหมู่บ้านหรือตระเวนไปตามวัดต่างๆที่แฝงตัวเข้ามาตีสนิทแล้วเข้าลักทรัพย์สิน

โดยคนร้ายจะเลือกวัดหรือบ้านเรือนที่มีแต่คนแก่อยู่ตามลำพังหรือวัดที่พระสงฆ์สูงอายุอยู่ลำพังและห่างไกลชุมชน ล่าสุดเบื้องต้น นำตัว 2 ผัวเมียแสบ ส่งพนง.สอบสวนแจ้งข้อหาลักทรัพย์และรับของโจร ก่อนส่งตัวดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป


รวบ 2 หนุ่มกะเหรี่ยง ขนกระท่อมผง ซุกใต้กล้วยตบตา มูลค่าเกือบ 2 ล้าน

เมื่อวันที่ 20 ก.พ. พ.อ.ธีรยุทธฑ์ เส้งรอด รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก กองกำลังสุรสีห์ พร้อมด้วย พ.ต.ต.สันติ อ่อนน้อม สารวัตร ตม.ประจวบคีรีขันธ์ (ด่านสิงขร) นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.จงอางศึก, ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ตชด.146, ตำรวจ สภ.คลองวาฬ, กองร้อยอาสาสมัครรักษาดินแดน และฝ่ายปกครอง อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ตรวจพบรถต้องสงสัยขณะขับผ่านจุดตรวจ บริเวณจุดตรวจด่านสิงขร ชายแดนไทย-เมียนมาร์ หมู่ 6 บ้านด่านสิงขร ต.คลองวาฬ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้น

พบเป็นรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ ตอนเดียว รุ่นดีแม็กซ์ สีขาวติดป้ายร้าน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์ ทะเบียน ผฉ 820 นครปฐม มีนายทองมี เวนะ อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 96 หมู่ 6 ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เป็นผู้ขับขี่ และนายวิชัย จันทร์อุปถัมภ์ อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 7/2 หมู่ 11 บ้านแพรกตะคร้อ ต.บึงนคร อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั่งมาด้วย ทั้งคู่เป็นชาวกะเหรี่ยงบ้านป่าเด็ง

ตรวจสอบที่บริเวณท้ายกระบะซึ่งมีลูกกรงเหล็กสูง บรรทุกเครือกล้วยดิบหลายสิบเครือเรียงซ้อนมาเต็มกระบะรถ แต่เมื่อขนย้ายกล้วยออกมาตรวจสอบอย่างละเอียด พบกระสอบปุ๋ยจำนวน 18 กระสอบ เปิดดูภายในพบเป็นกระท่อมผงทั้งหมด เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวชายชาวกะเหรี่ยงทั้งสองคนพร้อมของกลาง มาตรวจนับที่จุดตรวจประชารัฐ ถนนทางหลวงชนบท สาย ปข.1039 จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันชั่งน้ำหนักกระท่อมผง จำนวน 18 ถุง แต่ละถุงน้ำหนักประมาณ 30-35 กิโลกรัม นับรวมทั้ง 619 กิโลกรัม

สอบสวนนายทองมี เวนะ คนขับรถยอมรับสารภาพว่า รับกระท่อมผงบดละเอียด มาจากเพื่อนชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่บริเวณบ้านมูด่อง สะพาน 5 อ.ตะนาวศรี จ.มะริด ประเทศเมียนมาร์ โดยได้ค่าแรงขนกิโลกรัมละ 100 บาท นำส่งให้ลูกค้ารายใหญ่ที่ อ.ปราณบุรี ซึ่งทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางอีกทอดหนึ่ง นำไปขายให้ลูกค้ากิโลกรัมละ 3,000 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 1,857,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าผู้ใช้แรงงานตามโรงงานอุตสาหกรรม และสวนยางพารา

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คน และของกลางทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองวาฬ พร้อมแจ้งข้อหา ร่วมกันมียาเสพติดโทษประเภท 5 (กระท่อมผงบดละเอียด) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ออกหมายจับ’ดนุสรณ์’ ค้นห้องเจอกล่องลูกปืน-สูทชุดยิง พยานชี้มีพัสดุปริศนามาส่งก่อนออกไปรัวปืน

วันที่ 18 ก.พ. จากกรณี นายดนุสรณ์ หรือเจ พนักงานโรงงานผลิต ถุงแก้วเทปกาว,ถุงแก้วฝากาว บุกยิง น.ส.ปิยานุช อายุ 28 ปี อดีตภรรยา พนักงานคลินิกเสริมความงาม ซึ่งเพิ่งจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา เสียชีวิตภายในคลินิกเสริมความงาม ชั้น 4 ห้างดังย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี นอกจากนั้นยังมีเพื่อนพนักงานถูกกระสุนปืนได้รับบาดเจ็บอีก 1 คน แล้วหลบหนีไป

ล่าสุดเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติออกหมายจับ นายดนุสรณ์ 5 ข้อหา คือ 1.ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, 2.พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, 3.มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, 4.พกพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร และโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว, 5.ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน หรือที่ชุมชน

หลังศาลพิจารณาแล้วออกหมายจับ นายดนุสรณ์ เลขที่ จ.154/2563 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ให้ตำรวจติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบภายในห้องพักนายดนุสรณ์ ย่านทราชเทวี พบชุดที่ใช้ก่อเหตุ กล่องกระสุนปืน รองเท้า อยู่ภายในห้อง เมื่อสอบถามผู้ดูแลห้องพัก ทราบว่า นายดนุสรณ์ได้พาแฟนใหม่ไปส่งที่ทำงานเมื่อช่วงเวลา 12.00 จากนั้นกลับมาที่ห้องพักซึ่งเห็นเดินวนไปวนมาในห้องพัก ต่อมาช่วงเวลาประมาณ 14.00 น. มีพัสดุมาส่งให้นายดนุสรณ์ ซึ่งเจ้าตัวได้ออกมารับพัสดุปริศนาเข้าไปในห้อง

จากนั้นนายดนุสรณ์ ก็ออกจากห้องพักมาขี่รถจักรยานยนต์ออกไป ซึ่งคาดว่าน่าจะไปก่อเหตุ โดยพบกล่องพัสดุถูกแกะทิ้งไว้ในถังขยะ ต่อมาเวลาประมาณ 15.30 น. นายดนุสรณ์ ขี่รถจักรยานยนต์กลับข้ามาจอดแล้วรีบวิ่งขึ้นห้องพักไปแบบมีท่าทางลุกลี้ลุกลน ก่อนจะขึ้นเปลี่ยนชุดวิ่งออกจากห้องพักไป ซึ่งคาดว่าน่าจะไปก่อเหตุแล้วหนีกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนหลบหนีไป


อาลัยเหยื่อ9ศพ! ตั้งเสาอนุสรณ์หน้าวัดป่าศรัทธารวม ศพจ่าไร้ญาติมารับยังอยู่ร.พ.(คลิป)

วันที่ 12 ก.พ. ที่วัดป่าศรัทธารวม อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นอีกจุดเกิดเหตุคดีสะเทือนขวัญคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงจนมีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต 29 ศพ ส่วนคนร้ายถูกจับตายอีก 1 ศพในห้างเทอร์มินอล 21 รวม 30 ศพ ขณะที่ผู้บาดเจ็บมีมากกว่า 50 ราย เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งบริเวณวัดป่าศรัทธารวม และบนถนนใกล้วัด มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 9 ศพไปจนถึงหน้าร้าน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์

โดยวันนี้มีประชาชนนำดอกไม้มาวางไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิต และยืนสงบนิ่งบริเวณริมประตูทางวัดป่าศรัทธารวม ด้านทิศตะวันตกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ นายกิตติพงษ์ พงษ์สุรเวช อดีตประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา ได้เดินทางมาตรวจการทำงานของช่างที่ขุดหลุมเตรียมตั้งเสาอนุสรณ์ติดรายชื่อผู้เสียชีวิตทั้ง 9 ราย

นายกิตติพงษ์ เปิดเผยว่า ชาวบ้านทุกคนมีความเห็นเหมือนกันว่า ต้องการให้ตั้งเสาอนุสรณ์โดยมีรายชื่อผู้เสียชีวิตบริเวณนี้ 9 ราย เพื่อแสดงความอาลัยให้ทุกคนกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น

สำหรับผู้เสียชีวิตราย 9 รายประกอบด้วย 1.น.ส.อาริยา กลีบเมฆ อายุ 40 ปี 2.นางนริศรา โชติกลาง อายุ 52 ปี 3.นางชญาภา แสงครบุรี อายุ 57 ปี 4.นายจิรวัฒน์ รัดกลาง อายุ 41 ปี 5.ด.ต.ชัชวาล แท่งทอง อายุ 50 ปี 6.นายทัศนะ หริรักษ์ อายุ 35 ปี 7.ร.อ.ศิริวัฒน์ แสงประสิทธิ์ อายุ 55 ปี 8.ด.ช.รัชชานนท์ กาญจนเมธี อายุ 13 ปี และ 9.นางพัชรา จันทร์เพ็ง อายุ 54 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับศพคนร้าย ขณะนี้ยังอยู่ในห้องเก็บศพโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา โดยยังไม่มีญาติมาติดต่อขอรับศพไปบำเพ็ญกุศล




เมียพามาปล้น! จับแล้ว โจรปล้นแบงก์ กรุงเทพ ฉก 8 แสน ผบ.ตร.รุดสอบเอง

โจรปล้นแบงก์ / เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 ก.พ. ที่ธนาคารกรุงเทพสาขาโลตัส ประชาอุทิศ 58 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร., พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น, พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.สันติ ชัยนิรามัย ผบก.สส.บช.น., พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผบก.น.8, พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส.ฯ, พ.ต.อ.มานพ สุคนธะนพันน์ รอง ผบก.น.8, พ.ต.อ.สุรเวช การวัฒนาศิริกุล ผกก.สน.ทุ่งครุ, พ.ต.อ.เผด็จ งามละม่อม ผกก.สส.1บก. สส.บช.น., พ.ต.อ.ภิญโญ ป้อมสถิต ผกก.สส.5 บก.สส.บช.น.

ร่วมกันแถลงการจับกุมตัว 1.นายชัยวัฒน์ มีชะคะ อายุ 32 ปี ชาว ต.คลองสวน อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ตามหมายจับของศาลอาญาที่ 58/2563 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 2.น.ส.ผกามาศ ประดับวงศ์ อายุ 29 ปี ชาว ต.คลองสวน อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ตามหมายจับของศาลอาญาที่ 59/2563 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 โดยต้องหาว่าได้กระทําความผิดฐาน “ร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืน โดยใช้ผ้าคลุมศีรษะและใบหน้าเพื่อไม่ให้ เพื่อไม่ให้เห็นหรือจําหน้าได้ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทําความผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือให้พ้นจากการจับกุม”

โดยจับกุมตัวได้ที่หน้าร้านจำหน่าย ที่ตัดเทป,ตัวตัดเทป เวลาประมาณ 15.50 น เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่บริเวณกลางซอยท่าเรือแดง แขวง พระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ที่มีคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้ชิงทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาเทสโก้โลตัส ถนนประชาอุทิศ แขวงทุ่งครุ เขตทุ่งครุ เมื่อวันที่ 22 ม.ค. โดยคนร้ายได้ทรัพย์สินเป็น เงินสดประมาณ 870,500 บาท และ อาวุธปืนลูกโม่ จํานวน 1 กระบอก จากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของธนาคาร กรุงเทพ (ที่เกิดเหตุ) จากนั้นขี่รถจักยานยนต์ หลบหนีไป หลังเกิดเหตุทาง เจ้าหน้าที่ตํารวจฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ รวบรวมพยานหลักฐาน

ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลภาพของกล้องวงจรปิด เส้นทางมาก่อเหตุ และหลบหนีของคนร้าย พบว่าหลังก่อเหตุคนร้ายได้นํา รถจักรยานยนต์ เสื้อผ้าและหมวกนิรภัย ที่สวมใส่ขณะก่อเหตุ ไปทิ้งไว้ที่คูน้ำข้างทาง ภายในซอยโปร่งอารมณ์ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน และพบว่าข้อมูลภาพของกล้องวงจรปิด พบว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุอีก 1 คน คือ น.ส.ผกามาศ (ภรรยา) ผู้ต้องหา ทําหน้าที่เป็นคนขับรถยนต์มาส่งคนร้าย (ที่บ้านพัก ) ย่านสมุทรปราการ ก่อนที่ตัวผู้ต้องหาจะขี่รถจยย.มาเพื่อมาก่อเหตุ และพาหลบหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จึงดําเนินการรวบรวม พยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิด และพยานหลักฐานที่ได้จากทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะลายนิ้วมือแฝง ของคนร้ายที่พบบนหมวกนิรภัยที่ถูกทิ้งไว้

ซึ่งจาการตรวจสอบจากฐานข้อมูลประวัติอาชญากร พบว่าตรงกับลายพิมพ์นิ้วมือของ นายชัยวัฒน์ มีชะคะ จนนําไปสู่การออกหมายจับ นายชัยวัฒน์ และน.ส.ผกามาศ ผู้ร่วมก่อเหตุ ทําหน้าที่ขับรถยนต์พานายชัยวัฒน์ มาก่อเหตุและพาหลบหนี

จนสามารถจับกุม ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนได้ พร้อมทั้งได้ตรวจยึดของกลางที่เกี่ยวข้องในคดีจากผู้ต้องหา ดังนี้ 1.เงินสดรวมจํานวน 401,000 บาท โดยตรวจยึดได้ จากนายชัยวัฒน์ และเงินที่นายชัยวัฒน์นําไปฝาก ไว้กับพ่อและแม่หลังจากก่อเหตุ 2.อาวุธปืน พกสั้น รีวอลเวอร์ ยี่ห้อสมิทแอนด์เวสสัน ขนาด .38 ทะเบียนเลขที่ กท.18019759 จํานวน 1 กระบอกและเครื่องกระสุนปืน ขนาด .38 จํานวน 4 นัด ที่นายชัยวัฒน์ แย่งจากรปภ.ของธนาคาร

3.รถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง รุ่นซีวิคไดแมนชั่น หมายเลขทะเบียน วพ9406 กรุงเทพมหานคร จํานวน 1 คัน พร้อมกุญแจ จํานวน 1 ดอก โดยเป็นยานพาหนะที่น.ส.ผกามาศ ขับมาส่ง นายชัยวัฒน์ เพื่อมาก่อเหตุและพาหลบหนี 4.รองเท้าแตะ ยี่ห้อ CROCS สีเทา จํานวน 1 คู่ โดยนายชัยวัฒน์ผู้ถูกจับสวมใส่อยู่ ขณะก่อเหตุ

5.โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อซัมซุง รุ่นโน้ตแฟนอีดิชั่น ด้านหลังสีน้ำเงิน (เครื่องเก่า) เบอร์โทรพร้อมซิมการ์ดหมายเลข 062-432-0685 จํานวน 1 เครื่อง 6.โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อซัมซุง รุ่นกาเล็คซีโน้ต เบอร์โทร 062-432-0685 สีดํา จํานวน 1 เครื่อง 7.สร้อยคอรูปพรรณ 3 บาท 8.ตั๋วโรงรับจำนำ จำนวนหนึ่ง

ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาทั้ง 2 คน ในความผิดฐาน “ร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืน โดยใช้ผ้าคลุมศีรษะและใบหน้าเพื่อไม่ให้ เพื่อไม่ให้เห็นหรือจําหน้าได้ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทําความผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือให้พ้นจากการจับกุม”

โดยผู้ต้องหาอ้างว่า สาเหตุที่ทำไปเพราะต้องการเงินมาใช้จ่าย ส่วนปืนที่ใช่ก่อเหตุ ผู้ต้องหาอ้างว่าเป็นอาวุธปืนปลอมและโยนทิ้งไปแล้วหลังก่อนเหตุ ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางส่ง พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งครุ ดําเนินคดีตามกฎหมาย

ทั้งนี้จากการตรวจสอบประวัติอาชญากร พบว่านายชัยวัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 1 เคยมีประวัติคดี การโทรมหญิง เมื่อวันที่ 27 มี.ค.2547 ประวัติการกระทําผิดขับรถขณะเมาสุราเมื่อวันที่ 2 เม.ย.2552 และประวัติการครอบครองยาบ้า เมื่อปี เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2552 ส่วนนางสาวผกามาศ ผู้ต้องหาที่ 2 มีหมายจับข้อหา รับของโจร และความผิดเกี่ยวกับเอกสาร อยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับของศาลอาญาธนบุรี ที่ 54/2560 ลงวันที่ 2 มี.ค.2560 พล.ต.อ.จักรทิพย์ มอบเงินสด 401,000 บาท ที่ได้ตรวจมาได่ส่งคืนให้กับเจ้าหน้าที่ธนาคาร

ต่อมาเวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวนายชัยวัฒน์ มาชี้จุดเกิดเหตุ ที่จอดรถจักรยานยนต์ไว้ด้านข้างของห้าง ก่อนจะเดินเข้าธนาคารเป็นจุดที่สอง แล้วนำปืนไปจี้รปภ.เพื่อชิงปืนพกสั้นของเจ้าหน้าที่ ก่อนกระโดดขึ้นเคาน์เตอร์พนักงานเพื่อชิงเงิน แล้วกลับออกทางเดิมที่เข้ามา ก่อนจะขี่จักรยานยนต์หลบหนีมุ่งหน้าถนนประชาอุทิศขาเข้า