พิษเศรษฐกิจ! เจ้าของพรีเวดดิ้งชื่อดัง ผูกคอดับ หนีหนี้กว่า 50 ล้าน ร่างทรงบอกตรง

ผูกคอดับ วันที่ 20 มี.ค. พ.ต.ต.จิรวัฒน์ อ่องสา สารวัตร (สอบสวน) สภ.สำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ ได้รับแจ้งพบผู้ผูกคอเสียชีวิตอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้านชั้น 2 ของร้านพรีเวดดิ้งแห่งหนึ่งติดกับร้านจำหน่าย เทปใส,เทปกาว ซึ่งเป็นร้านให้เช่าชุดแต่งงาน และจัดงานแต่งครบวงจร ถนนศรีนครินทร์ ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต๊กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้นครึ่ง 2 คูหา ซึ่งเปิดเป็นสตูดิโอ สำหรับถ่ายรูป พรีเวดดิ้ง ที่บริเวณกระจกหน้าร้านได้มีกระดาษเขียนข้อความว่า เป็นหนี้จ่ายด้วย และคำด่าที่หยาบคายมาติดอยู่ 4 แผ่น ส่วนที่ระเบียงด้านหน้าชั้น 2 พบศพ นายสมเกียรติ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี เจ้าของสตูดิโอดังกล่าว ใช้เชือกผูกคอตัวเองกับโครงเหล็กป้ายหน้าร้าน คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 วัน จากการตรวจสอบภายในห้องพบกระดาษที่คาดว่าผู้ตายน่าจะเขียนข้อความสั่งเสียเอาไว้ว่า “ขอโทษน้าและนันทาด้วยนะ ฝากแม่และฝนด้วยนะ เจอกันชาติอื่นๆ” เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถาม นายณรงค์ศักดิ์ กิตติไกรรันต์ อายุ 60 ปี เจ้าของอาคารที่เกิดเหตุ กล่าวว่า ผู้ตายเพิ่งมาเช่าอาคารเพื่อเปิดเป็นสตูดิโอ ให้เช่าชุดแต่งงาน และจัดงานแต่งแบบครบวงจร ได้ประมาณ 3 เดือน แต่ระหว่างนั้นไม่เคยชำระค่าน้ำและค่าไฟและค่าเช่าอาคารเลย รวมทั้งถูกตัดไฟฟ้าแล้ว วันนี้จึงไปจ่ายค่าไฟฟ้า เนื่องจากประตูเหล็กม้วนด้านหน้าใช้ระบบไฟฟ้า และตั้งใจที่จะมาทวงถาม

พบว่าประตูเหล็กม้วนด้านหน้าปิดอยู่ จึงคิดว่าผู้เช่าน่าจะขนข้าวของหนีไปแล้ว เพราะไม่เคยมาจ่ายค่าเช่าเลย จึงประตูเข้าไปตรวจสอบ พบว่าประตูห้องที่ชั้น 2 ด้านหน้าถูกล็อกจากด้านใน จึงได้ให้ช่างปีนลงมาจากระเบียงชั้น 3 ลงมาเพื่อเข้าทางหน้าต่างในห้องชั้น 2 เพื่อไปปลดล็อก กระทั่งพบศพดังกล่าว ช่างจึงวิ่งลงมาตามให้ตนขึ้นไปดู และก่อนหน้านี้ทราบว่าผู้ตายมีหนี้สินอยู่หลายสิบล้าน และมีหมายศาลมาติดไว้ที่ร้านเก่าที่เปิดอยู่ในย่านถนนปู่เจ้าสมิงพรายเป็นจำนวนเงินสูงถึง 50 กว่าล้านบาท

ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบที่เกิดเหตุ นางจงกลนี (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 66 ปี แม่ของผู้ตายได้เดินทางมาที่เกิดเหตุ พอทราบว่าลูกชายผูกคอตายถึงกับเข่าอ่อน พร้อมทั้งเล่าว่า ตนติดต่อลูกชายไม่ได้มากว่า 1 สัปดาห์แล้ว และได้ตระเวนตามหาตามสถานที่ต่างๆ แต่ก็ไม่พบ จนกระทั่งหมดหวังต้องหันไปพึ่งร่างทรงให้ดูว่าลูกชายตนอยู่ที่ไหน และร่างทรงได้บอกว่าลูกชายตนน่าจะกลับมาอยู่ที่ร้านในย่านถนนศรนครินทร์ ตนจึงได้เดินทางมาดู จนมาทราบเรื่องดังกล่าว ส่วนสาเหตุคาดว่าน่าจะเครียดเรื่องหนี้สินที่ถูกฟ้องร้องอยู่ในขณะนี้

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าผู้ตายน่าจะมีปัญหาเรื่องหนี้สินกว่า 50 ล้านบาทที่ถูกฟ้องอยู่ในขณะนี้ และถูกเจ้าหนี้มาตามทวงรวมทั้งเขียนข้อความใส่กระดาษมาปิดไว้ที่กระจกหน้าร้าน ทำให้ผู้ตายเกิดความเครียดหาทางออกไม่ได้ จึงตัดสินใจเขียนจดหมายสั่งเสีย ก่อนที่จะผูกคอตัวเอง อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้งเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


สาวเผาตัวดับปริศนาคาห้องนอน พี่เห็นศพสุดสลดร่ำไห้-แม่ช็อกหนัก

สลดสาวเผาตัวเองคาห้องนอนดับปริศนา ขณะพี่สาวกับแม่ไม่อยู่ ช็อกกลับเจอไฟไหม้เห็นศพ ญาติเผยไม่รู้เกิดจากสาเหตุอะไร อาจจะป่วยซึมหรือเรื่องส่วนตัว ส่วนตร.ฟันธงฆ่าตัวตายโดยการจุดไฟเอาตัวเอง

เมื่อค่ำวานนี้ ศูนย์วิทยุร่มโพธิ์ทอง สภ.เมืองอุดรธานี รับแจ้งเหตุมีคนเผาตัวเองฆ่าตัวตาย อยู่ภายในบ้านหลังหนึ่ง บ้านดงล้ำพัฒนา หมู่ 14 ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี หลังรับแจ้ง ร.ต.อ.ชินาธิป บัวเข็ม รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี จึงออกไปสอบสวนเหตุ พร้อมด้วย แพทย์เวรโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี และ อาสากู้ภัยมูลนิธิส่งเสริมธรรมแห่งอุดรธานี

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียวสภาพเก่า ภายในแบ่งกั้นเป็นห้องนอน ตรวจสอบภายในห้องนอนห้องที่ 2 พบร่างของ น.ส.วิภารัตน์ โยธะคง อายุ 36 ปีพนักงานร้าน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์ อยู่ ถ.เชิดสมบัติ ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี เสียชีวิตอยู่บนที่นอนขนาด 6 ฟุต ที่วางบนพื้นห้อง บนเตียงนอนช่วงติดฝาผนัง ที่มีร่องรอยถูกไฟเผา มีรอยเขม่าควันไฟสีดำติดอยู่ที่ข้างผนังห้อง โดยมีร่างของผู้เสียชีวิตนอนตะแคงคว่ำหน้าบนที่นอน เสื้อผ้าและกางเกงด้านหลัง ถูกไฟไหม้ละลายติดตามร่างกาย ตรวจสอบไม่พบน้ำมันเชื้อเพลิง คาดว่าผู้ตายคงจะจุดไฟเผาผ้าห่ม แล้วคลุมร่างตัวเองไว้ จนถูกไฟไหม้เสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่ได้นำศพไปที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

นางเล็ก โสทะหา อายุ 60 ปี อยู่บ้านดงล้ำพัฒนา หมู่ 14 ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี แม่ของผู้เสียชีวิต ทราบข่าวได้เดินทางมา ดูร่างของลูกสาวด้วยความเสียใจ ไม่คิดว่าลูกสาวมาคิดสั้นอย่างนี้ โดยบอกว่า ตนมีลูก 5 คน ผู้ตายเป็นคนสุดท้อง ปกติจะอยู่บ้านในเมือง ที่ผ่านมาลูกสาวเคยทำงานโรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ แล้วออกจากงาน จึงมาอยู่กับตนที่บ้านหลังนี้ มาช่วยตนทำงานอยู่ วันก่อนก็ยังช่วยตนทำงานเป็นปกติ ไม่ได้บ่นว่าเครียดอะไร วันนี้พี่สาวกลับมาก็ยังเห็นดีๆอยู่ ที่ผ่านมา ตนก็เคยดุด่าลูกว่า ถ้าไม่หางานทำก็จะให้ไปทำพาสปอร์ตไปทำงานต่างประเทศกับพี่ชาย

“ตอนเกิดเหตุตนทำงานอยู่ใกล้ๆ สนามบิน แล้วพี่สาวก็โทรมาบอกว่าน้องเผาตัวเอง เพราะคนข้างบ้านโทรไปบอกพี่สาวว่าที่บ้านไฟไหม้ ซึ่งพี่สาวก็คิดว่าไฟไหม้บ้านไม่คิดว่าลูกคนเล็กจะฆ่าตัวตาย แต่สาเหตุนั้นตนไม่รู้จริงๆ เพราะลูกจะเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่เมื่อก่อเหตุแบบนี้คงเพราะเขาไม่มีงานทำ ก่อนหน้าเขาบอกว่าจะไปขายของ แต่ก็ไม่ได้ไปขาย เขาก็บ่นเรื่องนี้ แต่วานนี้เขาก็ไปช่วยทำงานอยู่ ก็ไม่เห็นว่ามีอาการผิดปกติอะไร ไมได้ซึมเศร้า ไม่ได้บ่นอะไรเลย ไม่รู้จริงๆ ว่าเพราะอะไร ทำให้คิดสั้นอย่างนี้”

ด้าน น.ส.ลัดดา โยธะคง อายุ 39 ปี พี่สาวของผู้ตาย บอกว่า ก่อนเกิดเหตุตนเพิ่งออกจากบ้านไปทำธุระ ยังบอกกับน้องว่า พี่จะออกไปทำธุระเดี๋ยวจะกลับมา ไปส่งหลานอีกคนไปหาแม่เขา ตอนจะออกไปยังบอกให้น้องปิดประตูหน้าบ้าน ไมได้คิดว่าน้องจะมาตัดสินใจอย่างนี้ ส่วนเรื่องที่น้องเครียดเรื่องอะไร ตนก็ไม่รู้ วานนี้ก็บอกแต่ว่าจะกลับบ้าน แม่ก็บอกว่าจะกลับไปทำอะไร พอกลับมาก็ปิดประตูอยู่แต่ในห้อง ไม่ได้ออกมาพบใคร ตนก็เข้านอนตามปกติ ปกติทุกวันตนจะอยู่กับน้อง แต่วันนี้ตนออกไปกับแม่ตั้งแต่เช้า และเขาก็เป็นคนไม่ค่อยพูด จึงไม่รู้ว่ามีปัญหาอะไร และจะเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ใครถามอะไรก็ไม่เคยบอก แฟนน้องก็ไม่มี เลยไม่ทราบว่าเพราะเรื่องอะไร น้องจึงมาคิดสั้นอย่างนี้ ถ้าใช่คงจะเป็นเรื่องที่กำลังตกงาน

นายชัชวาลย์ ลือคำหาญ อายุ 29 ปี เพื่อนบ้านที่สนิทกับผู้ตาย บอกว่า ตนกับผู้ตายรู้จักกันมานานตั้งแต่เล็กๆ ก็สนิทกัน ก่อนหน้าจะเกิดเหตุเคยคุยกันเขาก็บ่นเครียดเรื่องไม่มีงานทำ หลังจากออกจากงานที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ ก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงออกจากงาน ก่อนจะเกิดเหตุ มีคนแถวนี้เห็นควันออกมา ก็คิดว่ามีคนเผาขยะ เลยวิ่งมาดูก็เห็นควันออกจากบ้าน คิดว่าไฟไหม้บ้าน ก็วิ่งเข้าไปเห็นตัวเขาถูกไฟไหม้ จึงเอาน้ำมาดับ ตอนนั้นเขาหมดสติไปแล้ว เพราะไฟไหม้เกือบหมดทั้งตัว ตนจึงรีบโทรศัพท์แจ้งหน่วยกู้ชีพให้รีบออกมาช่วย แต่ก็ไม่ทัน เพราะเขาเสียชีวิตไปแล้ว

หลังจากนั้นพี่สาวเขาก็มา พบว่าน้องเขาตายก็ร้องไห้ ส่วนที่เขาเผาตัวเองก็ไม่รู้ว่าเขาใช้อะไรเผาตัว ว่าจะใช้น้ำมันราด หรือมีแก๊สอะไรหรือไม่ แต่ตำรวจบอกว่าเขาฆ่าตัวตาย แล้วตอนนั้นเขาก็อยู่บ้านเพียงคนเดียวด้วย ก่อนหน้าที่เขามาจากวัดประมาณสักหกโมงเย็น เขาขี่รถมาที่บ้านตน มาถามว่าแถวนี้มีคนเฒ่าคนแก่ที่เล่นของหรือไม่ ตนก็บอกว่าไม่มี แล้วเขาก็ขี่รถออกไปอ้อมบ้านแล้วจึงเข้าไปบ้าน แล้วก็มาทราบว่าเขาเผาตัวเองฆ่าตัวตาย ไม่ได้คิดว่าเขาจะมาทำอะไรแบบนี้

แค้นสุดๆ! เมียโมโหทะเลาะหนัก บีบคอผัว ตายคามือ ก่อนเดินขึ้นโรงพักมอบตัว

แค้นสุดๆ! เมียโมโหทะเลาะหนัก บีบคอผัว ตายคามือ ก่อนเดินขึ้นโรงพักมอบตัว หลังเวลาเมาผัวชอบทะเลาะเป็นประจำ รับตรงๆ โมโหพลั้งมือบีบคอจนตาย

บีบคอผัว วันที่ 10 มี.ค. ร.ต.อ.(หญิง) บุญสิตา หาสิน รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองชลบุรี ได้รับแจ้งว่ามีคนถูกฆ่าตาย ภายในห้องเช่าแห่งหนึ่งติดกับโรงงาน ถุงซิปล็อค,ซองซิปล็อค ซอยฑีฆามารค ต.บางปลาสร้อย อ.เมือง จ.ชลบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวร ร.พ.ชลบุรี และกู้ภัยมูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์

ที่เกิดเหตุเป็นห้องเช่าแบ่งซอยเป็นห้องๆ ภายในห้องนอนพบศพ นายพิภพ ขยันการ อายุ 48 ปี อาชีพประมงและขับวินจยย. หน้าศาล เบอร์ 4 นอนเสียชีวิตสภาพลำคอเขียวช้ำ ใส่กางเกงยีนสีดำ เสื้อยืดสีน้ำเงิน มีร่องรอยการต่อสู้และที่หน้าห้องพบกระเป๋าพลาสติกมีเสื้อผ้าใส่ไว้

จากการสอบถามญาติๆ และเพื่อนทราบว่า ผู้ตายอยู่กินและพักอยู่กับ น.ส.ตรีรัตน์ จำนอง อายุ 41 ปี อาชีพแม่บ้าน และเวลาผู้ตายกินเหล้าเมาแล้วจะทะเลาะวิวาทกันเป็นประจำ ก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงทั้งคู่ทะเลาะกันข้าวของแตกกระจาย แต่ก็ไม่มีใครออกมาดู กระทั่งมีคนผ่านมาเห็นประตูเปิดแง้มอยู่จึงพบสภาพดังกล่าว

ต่อมา น.ส.ตรีรัตน์ ได้เดินทางไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยไม่ยอมพูดอะไร บอกเพียงแต่ว่าทะเลาะกันแล้วผู้ตายตบตีก่อน จึงโมโหพลั้งมือบีบคอจนเสียชีวิตคามือ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจให้กู้ภัยนำศพไปผ่าพิสูจน์หาหลักฐานเพิ่มเติมที่ ร.พ.ชลบุรี และจะได้สอบสวน น.ส.ตรีรัตน์ เพื่อจะได้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่แท้พ่อค้า ฆ่าตำรวจ สุดอำมหิต อ้างถูกรถเหยียบ เผยปมฉุนโหด ก่อนหนีกบดาน

จากกรณีพบศพ ด.ต.สมพงษ์ ชำนาญศิลป์ ผบ.หมู่ ป.สภ.สำนักทอง จ.ระยอง เสียชีวิตบนถนนสุขุมวิท ก่อนถึงทางเข้าวัดคลองทุเรียน ต.ชากพง อ.แกลง จ.ระยอง สภาพศพถูกของแข็งตีเข้าที่กกหูขวาและ ตามลำตัวจนแผลเหวอะ ด้านภรรยาและเพื่อนเผยเพิ่งกลับจากสังสรรค์ เชื่อถูกฆ่า ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 9 มี.ค. พ.ต.อ.สุรพณ มงคลยุทธ รองผบก.ภ.จว.ระยอง พร้อมด้วย พ.ต.อ.พิสิษฐ์ พูลทรัพย์ ผกก.สภ.บ้านกร่ำ และเจ้าหน้าที่ตำรวจสายสืบ เข้าทำการจับกุมตัว น.ส.จรรยา ราแรง อายุ 36 ปี, นายเพชร พิมเสน อายุ 47 ปี และ นายคมสันต์ อินยา อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาทำร้ายร่างกาย ด.ต.สมพงษ์ ชำนาญศิลป์ พร้อมตรวจยึดรถกระบะตู้ทึบ ยี่ห้ออีซูซุ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน บจ-5568 อ่างทอง ก่อนนำตัวมาสอบสวนที่ บก.ภ.จว.ระยอง

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายเพชร ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขับรถกลับจากการขาย กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์ ที่ตลาดนัดเขาไร่ยา จ.จันทบุรี พร้อมด้วย นางจรรยา ซึ่งเป็นภรรยา และนายคมสันต์ น้องชายคนละพ่อกัน ขณะขับรถได้เล่นโทรศัพท์มือถือจนรถเสียหลักแฉลบไปอีกช่องทางหนึ่ง เป็นจังหวะที่รถยนต์ของ ด.ต.สมพงษ์ขับมาพอดี

นายเพชร ให้การต่อว่า หลังจากนั้น ก็มีการขับปาดหน้ากันไปมา จนกระทั่งมีการบังคับให้จอด ก่อนที่ผู้เสียชีวิตจะถือท่อนเหล็กลงมาแล้วก็ชกต่อยกันชุลมุนอยู่กลางถนน โดยมีน.ส.จรรยาร้องห้าม หลังจากนั้น นายคมสันต์ได้วิ่งมาทางด้านหลังแล้วใช้เหล็กตีเข้าที่ท้ายทอย ทำให้ด.ต.สมพงษ์สลบล้มแน่นิ่งไปบนกลางถนน ก่อนที่มีรถบรรทุกสิ่งของมาเหยียบทับร่าง ตนจึงรีบให้นายคมสันต์ขับรถหนีไปกบดานที่บ้านพักที่ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง กระทั่งมาถูกจับกุมตัวที่ห้องพักดังกล่าว

ด้าน นายคมสันต์ ให้การว่า ตนนั่งหลับมาในรถ กระทั่งน.ส.จรรยาปลุกให้ตื่นพร้อมกับบอกว่า นายเพชรกำลังมีเรื่อง จึงรีบลงไปช่วย และรีบวิ่งเข้าไปใช้เหล็กตีเข้าที่ท้ายทอย จนด.ต.สมพงษ์ล้มนิ่งไปกับถนน เป็นจังหวะเดียกับที่รถบรรทุกวิ่งมาทับร่างผู้เสียชีวิตพอดี จึงรีบพากันหลบหนีกลับที่บ้านพัก ท่ามกลางเสียงร้องด้วยความกลัวของน ส.จรรยาที่พยายามห้ามอยู่ตลอด

ขณะที่ พ.ต.อ.พิสิษฐ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ติดตามกล้องวงจรปิดจนสามารถนำไปจนเจอเบาะแสของคนร้าย จากการสอบสวนนายเพชร และนายคมสันต์ ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือรุมทำร้าย ด.ต.สมพงษ์จริง เพราะถูกท้าทายหลังมีการขับรถกันไปมา ส่วน น.ส.จรรยาเป็นคนลงมาห้าม จึงควบคุมตัวมาทำการสอบสวนเพิ่มเติม

ส่วนข้อหาเบื้องต้นยังต้องรอสรุปผลอย่างเป็นทางการของแพทย์ว่า เสียชีวิตก่อนหรือหลังรถทับ ถ้าเสียชีวิตก่อนก็จะเป็นข้อหาฆ่าผู้อื่น หากเสียชีวิตหลังจากถูกรถทับ ก็จะเป็นข้อหาทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งจะมีการทำแผนในวันนี้เวลา 16.00 น.




6ขวบ ยังผวาหนัก ไอ้หื่นวัย40 อุ้มด.ญ.เข้าป่า หวังขืนใจ ชาวบ้านรับไม่ได้ พฤติกรรมเสื่อม

จากกรณีที่ชาวบ้านโคกเขา ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ช่วยกันจับตัว นายบุญชู อายุ 40 ปี หลังพยายามล่วงละเมิดทางเพศ ด.ญ.วัยเพียง 6 ขวบ โดยนายบุญชู อุ้ม ด.ญ.เข้าไปในป่าข้างทาง ห่างจากถนนราว 30 เมตร จากนั้นพยายามปิดปากไม่ให้ด.ญ.ร้องส่งเสียง โชคดีที่ ด.ญ. ดิ้นหลุด ก่อนวิ่งมาหายายด้วยอาการหวาดกลัวจนถึงร้านจำหน่าย เทปใส,เทปกาว แล้วร้องขอความช่วยเหลือ ขณะเดียวกันนายบุญชู ยังให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ก่อเหตุ ตามที่เสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุด วันที่ 2 มี.ค. นางเวียง อายุ 62 ปี ยายของด.ญ. และน.ส.ญาดา อายุ 31 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ เดินทางเข้าให้การเพิ่มเติมกับ ร.ต.ท.หญิง พิชญานิน ปลั่งกลาง รองสว.(สอบสวน)สภ.เมือง บุรีรัมย์ โดยทั้งสองยืนยันว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นความจริง โดยระหว่างที่ญาติกำลังให้การกับตำรวจ ด.ญ.เอ มีอาการผวา โผเข้ากอดยายเป็นระยะๆ ในช่วงที่ตำรวจสวนถามถึงเหตุการณ์

นางเวียง เปิดเผยว่า จากการพูดคุยกับหลานนั้น หลาเล่าว่า ช่วงที่กำลังเล่นข้างถนนหน้าบ้าน นายบุญชู ได้อุ้มหลานวิ่งเข้าป่าพร้อมปิดปากหลานสาว ในขณะที่นายยุญชูกำลังแก้กางเกง ยังได้พูดขู่หลานอีกว่า ”อย่าไปบอกให้ยายนะ” แต่โชคดีที่หลานสามารถดิ้นหลุดออกมาได้ เมื่อตรวจสอบสภาพร่างกายหลานแล้วพบว่ามีรอยเล็บอยู่ที่แก้มหลาน ซึ่งคาดว่าเป็นรอยเล็บของนายบุญชู ระหว่างปิดปากหลานไม่ให้ส่งเสียงดัง

นางเวียง เผยต่อว่า นายบุญชู อยู่บ้านเดียวกันแต่คนละหมู่ เป็นคนไม่มีญาติ พ่อแม่เสียชีวิตแล้ว เป็นคนชอบดื่มสุราและมักจะมาเดินเล่นแถวบ้านเป็นประจำ การกระทำดังกล่าวของนายบุญชู ชาวบ้านรับไม่ได้ และยืนยันจะเอาเรื่องจนถึงที่สุด

ขณะที่ทางตำรวจเปิดเผยว่า เบื้องต้นนายบุญชู ให้การภาคเสธว่า ก่อเหตุอุ้มเด็กหญิงเข้าไปในป่าจริง แต่ไม่ได้ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ทั้งนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อหานายบุญชูแต่อาจเข้าข่ายความผิด “พรากผู้เยาว์” โดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรอผลตรวจร่างกายเด็กและสอบสวนเพิ่มเติมก่อนดำเนินคดีต่อไป