รวบหนุ่มวัย 40 ปี ข่มขืนลูกเลี้ยงนานร่วม 5 ปี จนตั้งท้อง

กองปราบตามรวบหนุ่มวัย 40 ปี ข่มขืนลูกเลี้ยงนานร่วม 5 ปี ความแตกเพราะเด็กตั้งท้องได้ 4 เดือน

ตำรวจกองปราบปราม ร่วมกันจับกุม นายเก็ด (นามสมมติ) อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.101/2557 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2557 ข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น” โดยจับกุมได้ที่ หน้าร้านจำหน่าย ซองไปรษณีย์พาสเทล และ ซองไปรษณีย์สีพาสเทล ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

พฤติการณ์ สืบเนื่องมาจาก นายเก็ด (นามสมมติ) ซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงของ ด.ญ.หน่อย (นามสมมติ) ได้อาศัยโอกาสที่แม่ของเด็กหลับ แอบใช้กำลังข่มขืนกระทำชำเรา ด.ญ.หน่อย จนสำเร็จความใคร่ และข่มขู่ห้ามไม่ให้เด็กบอกแม่ หลังจากนั้นผู้ต้องหาก็ได้ข่มขืนกระทำชำเราเรื่อยมาอีกหลายครั้ง

ต่อมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2556 ด.ญ.หน่อย ได้ไปปรึกษาครูประจำชั้น เนื่องจากประจำเดือนไม่มาตามกำหนด และได้เล่าเรื่องที่ ตนถูกพ่อเลี้ยงข่มขืนกระทำชำเรามาตลอดให้ครูประจำชั้นฟัง ครูประจำชั้นจึงได้พา ด.ญ.หน่อย ไปที่บ้านพักเด็กและครอบครัว เพื่อปรึกษาเจ้าหน้าที่ และตรวจพบว่า ด.ญ.หน่อย ตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เชียงดาว และพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับผู้ต้องหาในเวลาต่อมา

จนกระทั่งวันที่ 26 กรกฎาคม 2563 ชุดสืบสวนได้สืบสวนจนทราบว่า ผู้ต้องหานี้ได้หลบหนีมาพักอาศัยบริเวณ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ จึงเข้าจับกุม

จากการสอบถามผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยยอมรับว่าตนได้ก่อเหตุข่มขืนกระทำชำเรา ด.ญ.หน่อย ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2551 – 2556 จริง เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.สารภี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

13 ปีที่รอคอย! ผลดีเอ็นเอยืนยัน คนไทยไม่ใช่ฆาตกรสังหาร “โทโมโกะ” คดีดังข้ามชาติ

กระทวงยุติธรรมมั่นใจผล DNA ยันคนไทยไม่ใช่ฆาตกรฆ่า “โทโมโกะ” เร่งประสานญี่ปุ่นตามตัวชายคนสนิท ยังไม่ฟันคนผิดคือใคร

(23 ก.ค.63) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย พันตำรวจโท กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และนายโทโมยูกิ ฟูจิยามะ หัวหน้านายตำรวจญี่ปุ่น ร่วมแถลงผลการสืบสวนสอบสวน กรณี นางสาวโทโมโกะ คาวะชิตะ นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นถูกฆาตกรรมที่จังหวัดสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ. 2550

โดยนายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า การตรวจดีเอ็นเอที่ติดอยู่บริเวณขอบกางเกงของโทโมโกะ เทียบเคียงกับดีเอ็นเอของผู้ต้องสงสัยชาวไทย ซึ่งเป็นการสืบสวนของตำรวจกระทั่งคดีมาสู่ความรับผิดชอบของดีเอสไอ ตั้งแต่ปี 2550-2562 ตรวจดีเอ็นเอชาวไทยไปทั้งหมด 379 คน ซึ่งไม่พบว่ามีบุคคลใดดีเอ็นเอตรงกับที่พบบริเวณขอบกางเกงของผู้ตาย

ด้าน ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ใกล้โกงดังเก็บสินค้า ตัวตัดเทป และ ที่ตัดเทป ตรวจพิสูจน์ทราบอีกครั้งโดยใช้น้ำยาใหม่ ซึ่งสามารถหาสารพันธุกรรมโครโมโซม Y ก่อนนำไปเชื่อมโยงกับข้อมูลของสารพันธุกรรมโลก พบว่าตรงกับกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออก 7 กลุ่ม ซึ่งไม่มีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย

ขณะเดียวกัน อธิบดีดีเอสไอ ระบุว่า คดีนี้มีชายชาวญี่ปุ่นที่เป็นผู้ใกล้ชิดกับโทโมโกะ เดินทางกลับต่างประเทศหลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน ซึ่งชาวญี่ปุ่นรายนี้ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจหาดีเอ็นเอ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการประสานต่างประเทศเพื่อแจ้งเบาะแส และดีเอสไอจะยังคงทำคดีนี้อย่างต่อเนื่องเพราะการกระทำความผิดเกิดขึ้นในประเทศไทย

ขณะที่ นายโทโมยูกิ กล่าวขอบคุณผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้ที่ให้ความสำคัญกับการเสียชีวิตของ โทโมโกะ ส่วนผลการตรวจดีเอ็นเอหลังจากนี้จะแจ้งให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตทราบต่อไป ส่วนประเด็นเรื่องชายชาวญี่ปุ่นต้องสงสัยอีกรายนั้น ยังไม่ขอให้รายละเอียด เพราะผลตรวจดีเอ็นเอบอกเพียงว่าเป็นกลุ่มชาติเอเชียตะวันออก อย่างไรก็ตาม ทางการญี่ปุ่นพร้อมประสานความร่วมมือกับทางการไทยเพื่อสืบหาตัวคนร้าย

เคลื่อนศพ “ซีอุย” ไปยังวัดบางแพรกใต้ เตรียมฌาปนกิจวันนี้

เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ร่วมเคลื่อนย้ายศพนายซีอุย แซ่อึ้ง อดีตนักโทษประหารจากคดีฆาตกรรมเด็กวัย 5 ขวบ ที่จังหวัดระยอง จากแผนกนิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ไปบำเพ็ญกุศลที่วัดบางแพรกใต้ ใกล้ร้านจำหน่าย ถุงแก้วฝากาว และ ถุงแก้วแถบกาว หลังจากที่ยุติการจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์กายวิภาคศาสตร์มากว่า 60 ปี

ศาสตราจารย์นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า หลังจากการที่มีการท้วงติงจากประชาชนและนักสิทธิมนุษยชนว่าการจัดแสดงร่างของนายซีอุยภายในพิพิธภัณฑ์กระทบสิทธิ์ของผู้เสียชีวิตเนื่องจากมีทั้งการระบุชื่อและข้อความว่า มนุษย์กินคน แต่จากพยานหลักฐานก็ยังไม่แน่ชัดว่านายซีอุยก่อเหตุจริงหรือไม่ ทำให้คณะแพทยศาสตร์ฯ ได้ร่วมประชุมกับทั้งกรมราชทัณฑ์ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อหารือในการจัดการร่างของนายซีอุยเพื่อความเหมาะสม

คณะแพทยศาสตร์ฯ ได้พยายามประกาศตามหาญาติของนายซีอุย ซึ่งผ่านมาประมาณ 1 เดือน ก็ไม่พบจึงพิจารณาตามข้อกฎหมายซึ่งกฎหมายเดิมเมื่อ 60 ปีที่แล้วกำหนดให้จัดการร่างของนักโทษประหารด้วยการฝังเท่านั้น เพื่อกรณีที่ญาติมาติดต่อภายหลังจะสามารถนำกระดูกให้ไปบำเพ็ญกุศลตามศาสนาได้ แต่ในปี 2542 กระทรวงยุติธรรมได้ประกาศให้สามารถทำการฝังหรือฌาปนกิจก็ได้ วันนี้จึงส่งร่างให้กรมราชทัณฑ์นำไปดำเนินการต่อ

สำหรับนายซีอุย ถูกนำมาจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์กายวิภาคศาสตร์นั้น ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ในวงการแพทย์สมัยนั้นเป็นอย่างมาก เพราะด้วยเทคโนโลยีที่ยังมีไม่มากนัก การเรียนภาควิชานิติเวชศาสตร์จึงจำเป็นต้องใช้ร่างของมนุษย์มาศึกษา ทั้งร่องรอยวิถีกระสุน และวัตถุพยานที่พบเจอในที่เกิดเหตุ รวมทั้งการเก็บข้อมูลในร่างกายไว้ศึกษาในอนาคตที่มีเทคโนโลยีทันสมัยขึ้น ขณะเดียวกันนายซีอุยก็ได้เป็นเครื่องเตือนใจกับคนที่มาเยี่ยมชมไม่ให้กระทำผิดในลักษณะเช่นเดียวกันอีก

ศ.นพ.ประสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า การนำร่างนายซีอุย ออกจากการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากการล่ารายชื่อให้งดจัดแสดง แต่หากมีการท้วงติงจากเพียงบุคคลเดียวทางคณะแพทยศาสตร์ฯ ก็พร้อมน้อมรับและปรับปรุงปฏิบัติตามแนวทางที่กฎหมายกำหนดไว้ เพราะการจัดแสดงดังกล่าวก็เกิดขึ้นมาแล้วกว่า 60 ปี ซึ่งในการถ้วงติงช่วงแรกก็ได้ปลดชื่อของนายซีอุยออก แต่ยังทราบว่าเป็นบุคคลใดเพราะด้วยการจัดแสดงมายาวนาน หลังจากนี้การจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์กายวิภาคศาสตร์ก็จะปรับปรุงให้มีความเหมาะสมและเคารพต่อผู้เสียชีวิตทุกคน

แม่ช็อกเจอแชทครูพละ ข่มขืนลูกสาว ป.6 สั่งกินยาคุมฉุกเฉิน ขู่ฆ่าล้างโคตร

แม่เห็นลูกสาวผิดปกติ ไม่สบาย ไม่พูดกับใคร เปิดมือถือเจอแชทครูพละสั่งให้ลูกกินยาคุมฉุกเฉิน

วานนี้ (19 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน ในเขต อ.นางรอง ว่าเกรงจะได้รับอันตราย หลังลูกสาววัย 12 ปี เรียนอยู่ชั้น ป.6 ถูกครูสอนพละ ข่มขืนภายในโรงเรียน แล้วมีครูอีกหลายคนมาเจรจาคล้ายข่มขู่ ไม่ให้นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปแจ้งกับใคร และอยากให้เรื่องจบ ทั้งยังขู่ฆ่าล้างโคตรผ่านเด็กหญิงที่ถูกข่มขืน จนต้องย้ายบ้านหนี ไปอยู่กับญาติต่างอำเภอ

น.ส.เอ๋ (นามสมมติ) อายุ 32 ปี แม่ของเด็กหญิงวัย 12 ปี เล่าว่า เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา ลูกสาวมีอาการผิดปกติ ปวดท้องน้อย ไม่กินข้าว ไม่พูดกับใคร ตนก็หายาให้กิน ระหว่างที่ลูกนอนซมอยู่นั้น ตนได้มีโอกาสไปดูโทรศัพท์ของลูก ถึงกับตกใจเพราะมีข้อความของ ครูบอย อายุ 33 ปี เป็นครูอัตราจ้าง และเป็นครูสอนพละและสุขศึกษาในโรงเรียน

คุยกับลูกสาวว่า อย่าลืมกินยาคุมฉุกเฉินที่ซื้อไปให้ และอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด เพราะครูจะต้องโดนไล่ออก และถ้าเอาไปบอกใครครูจะฆ่าล้างโคตร นอกจากนี้ยังมีอีกหลายข้อความที่ตนรับไม่ได้ ที่ครูจะคุยกับเด็กเพียงแค่ ป.6

โดยหลังเกิดเหตุ ตนก็ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.นางรอง อ.นางรอง จากนั้นพนักงานสอบสวน ได้เรียกไปพบทั้งหมด โดยครูบอยไม่พูด และยอมรับสารภาพ แล้วมากราบขอโทษ

กระทั่งตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาครูบอย โดยมีคนมาประกันตัวครูบอย ที่ศาลจังหวัดนางรอง แต่หลังจากนั้นได้มีครูในโรงเรียน 2-3 คน มาพูดคุยที่บ้าน เพื่อมาขอเจรจาคล้ายเหมือนข่มขู่ ขอให้ยุติเรื่องราวทั้งหมด แต่ตนไม่ยอม

ทั้งนี้ ครอบครัวรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย และเกรงว่าคดีจะไม่คืบหน้า เพราะครูบอยเคยก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวมาแล้ว แต่ก็รอดพ้นมาได้ จึงตัดสินใจย้ายลูกสาวออกจากโรงเรียน และย้ายครอบครัวมาอยู่กับญาติ ที่ อ.ประโคนชัย ใกล้โรงงานผลิต ซองไปรษณีย์พาสเทล และ ซองไปรษณีย์สีพาสเทล จนกว่าเรื่องทั้งหมดจะคลี่คลาย

หนุ่มบ็อกเซอร์หื่น บุกขืนใจพยาบาล เจอ 2 ข้อหาหนัก

ที่ สภ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น พ.ต.ท.ชาญศักดิ์ สุนทะโรจน์ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.ภูผาม่าน ทำการสอบสวน นายสมชาติ  พนักงานโรงงานถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว ผู้ต้องหาในคดีก่อเหตุพยายามข่มขืนพยาบาลสาว ในตึกผู้ป่วยในในโรงพยาบาลภูผาม่าน จ.ขอนแก่น เหตุเกิดเมื่อเช้าของวันที่ 5 ก.ค. ที่ผ่านมาภายหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแกะรอยจากกล้องวงจรปิดพบเส้นทางเข้ามาก่อเหตุ และหลบหนีโดยรถจักรยานยนต์ กระทั่งทำการจับกุมได้ในเวลา 11.00 น. วันนี้โดยขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการเร่งสอบปากคำผู้ต้องหา

เบื้องต้นให้การรับสารภาพเนื่องจากจำนนต่อหลักฐานที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนสอบสวนได้มา ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด พยานที่พบเห็นขณะผู้ต้องหาขับรถจักรยานยนต์หลบหนีด้วยชุดที่ก่อเหตุ พร้อมทั้งได้แจ้ง 2 ข้อหา คือ บุกรุกเคหะสถาน สถานที่ราชการ และข้อหาอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย ส่วนมูลเหตุจูงใจที่ก่อเหตุนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ขอเปิดเผยซึ่งอยู่ระหว่างการสอบปากคำผู้ต้องหาอย่างละเอียด โดยในวันพรุ่งนี้จะคุมตัวมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพตามขั้นตอนก่อนคุมตัวส่งฟ้องศาลฝากขังผัดแรกที่ศาล จ.ชุมแพต่อไป

พ.ต.อ.รัฐพล เหลาพรม ผกก.สภ.ภูผาม่าน กล่าวว่าตำรวจสามารถรวบรวมพยานหลักฐานมัดแน่นสามารถเอาผิดผู้ต้องหาได้อย่างแน่นอน ทั้งกางเกงบ็อกเซอร์ เสื้อยืดลายพราง รถจักรยานยนต์ กล้องวงจรปิดภายในโรงพยาบาล และกล้องวงจรปิดจากร้านค้าริมถนนซึ่งบันทึกเส้นทางหลบหนี รวมทั้งพยานที่เห็นผู้ต้องหาขับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวหลบหนีไปทั้งชุดที่ก่อเหตุ

หนุ่มขับเก๋งหัวร้อน รปภ. ไม่ให้เข้าหมู่บ้าน เพราะไม่รู้บ้านเลขที่ ด่าลั่นสมควรแล้วที่ทำอาชีพนี้

หนุ่มขับเก๋งหัวร้อน รปภ. ไม่ให้เข้าหมู่บ้าน เพราะไม่รู้บ้านเลขที่-ติดต่อลูกบ้านไม่ได้ ด่าลั่นสมควรแล้วที่ทำอาชีพนี้

(5 ก.ค.63) ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Boom Chakkrit ซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยหน้าหมู่บ้านข้างโรงงานกล่องคราฟท์ กล่องกระดาษคราฟท์ ได้โพสต์คลิปชายคนหนึ่งที่เดินทางมาที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านพุทธบูชา ระบุข้อความว่า…

“ในเมื่อเขาจ้างให้ พวกผมมารักษาความปลอดภัยให้ พวกผมก็ต้องทำหน้าที่ของพวกผมให้ดีที่สุด เพื่อให้ลูกบ้าน มีความปลอดภัยมากที่สุด และอีกอย่าง ทุกอาชีพก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกันหมด คุณไม่ควรจะมาพูดดูถูกอาชีพ ของพวกผมแบบนี้…..#ทำดีทำต่อไปอย่าไปท้อ”

โดยชายคนดังกล่าวขับเก๋งมาหยุดตรงป้อมยามหน้าหมู่บ้าน เมื่อ รปภ. สอบถามเลขที่บ้านที่ต้องการจะเข้าไปพบ แต่ชายคนดังกล่าวกลับตอบไม่ได้ อ้างว่าไม่รู้เพราะไม่เคยมา และบอกว่าติดต่อเจ้าของบ้านไม่ได้ เมื่อ รปภ.ไม่เปิดไม้กั้นให้ผ่านเข้าไป ชายคนดังกล่าวก็แสดงท่าทีไม่พอใจก่อนลงมาจากรถ และถือวิสาสะเดินเข้าหมู่บ้านไปโดยไม่ฟังคำทัดทานของ รปภ. พร้อมบอกว่า “ก็แล้วแต่ มึงจะแจ้งจับก็จับกูไป”

อีกประมาณ 20 นาที ต่อมา ชายคนดังกล่าวเดินกลับมาที่รถ รปภ.ก็ถามว่าไปบ้านเลขที่เท่าไหร่มา ชายคนดังกล่าวก็แสดงความไม่พอใจอย่างมาก ด่าด้วยคำหยาบว่า รปภ.หาเรื่อง และอ้างว่าเจ้าของบ้านเดินออกมาบอกแล้วว่าตนมาทำอะไร แต่ รปภ.ก็ยืนยันว่า อยู่ที่ป้อมตลอดไม่มีลูกบ้านเดินออกมาหาตน ชายคนดังกล่าวยังบอกด้วยว่า สมควรแล้วที่จะทำอาชีพนี้ต่อไป อย่าเปลี่ยนอาชีพ เพราะไม่มีวิจารณญาณ สมควรแล้วที่อาชีพนี้

อย่างไรก็ตาม ภายหลัง รปภ.เจ้าของคลิปได้โพสต์ชี้แจงเพิ่มเติมว่า “ไม่มีลูกบ้านเดินออกมา มีแต่ปั่นจักรยานออกมา ลูกบ้านมาแจ้งว่าจะมีช่างขี่รถกระบะเข้ามาบ้านเขา แต่ไอ้คนที่มาเขาขับรถเก๋งมา แล้วไม่ได้แจ้งว่าเป็นช่าง เขาบอกว่ามาติดต่อธุระส่วนตัว”

ตำรวจล่าเก๋งสีขาวชนพระบิณฑบาตรมรณภาพ

ภูเก็ต-ตำรวจไล่ดูภาพวงจรปิดหารถเก๋งเฉี่ยวชนพระขณะออกบิณฑบาตร พลัดตกคูน้ำมรณภาพ

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2563 เวลา 05.30 น. ร.ต.ท.จารุวิทย์ ขุนเจริญ รอง สว.(สอบสวน) สภ.ฉลอง ได้รับแจ้งเหตุรถชนคนเดินเท้าบริเวณตรงข้ามโรงงานกล่องกระดาษ กล่องกระดาษสำเร็จรูป บริเวณถนนเจ้าฟ้าตะวันออกฝั่งมุ่งหน้าเข้าเมือง หน้าหมู่บ้านแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบพระภิกษุ 1 รูป นอนคว่ำหน้าอยู่ในคูน้ำข้างทางและมรณภาพในเวลาต่อมา ทราบชื่อคือ พระรุ่งโรจน์ พัดง่วน พระลูกวัดลัฎฐิวนาราม(วัดใต้) อ.เมือง จ.ภูเก็ต

จากการสอบสวนนายมนต์ชัย ปานสกุล พยานผู้เห็นเหตุการทราบว่า ขณะที่พระภิกษุเดินบิณฑบาตร อยู่ข้างทางได้มีเก๋ง คันสีขาวไม่ทราบทะเบียน และยี่ห้อรถ ขับขี่มาทางถนนเจ้าฟ้าตะวันวันออกมุ่งหน้าเข้าเมือง ได้ไปเฉี่ยวชนกับพระ จนกระเด็นตกลงไปในคูน้ำ และได้ขับขี่รถหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

พนักงานสอบสวนจึงได้ทำการสอบสวนปากคำพยาน วาดแผนที่ ถ่ายภาพที่เกิดเหตุ แจ้งชุดสืบสวน สภ.ฉลอง ติดตามรถยนต์คันที่ชนพระภิกษุแล้วหลบหนีจากกล้องวงจรปิดเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดและจะได้ดำเนินการตามกฎหมายและส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

เจ้าอาวาสยัน “ช่องส่องผี” หาเงินสร้างโบสถ์จริง ให้กำลังใจ “มารไม่มี บารมีไม่เกิด”

เจ้าอาวาสวัดแก้วฟ้ายืนยัน พิธีกรรายการช่องส่องผี ทั้ง 3 คน บริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ เผยคนชอบจับผิดเป็นบาป

(2 ก.ค. 63) จากกระแสสังคมในโลกออนไลน์ ที่กำลังจับตามองการเปิดโปงเรื่องการเปิดบัญชีรับบริจาคเงินทำบุญให้กับวัดต่างๆ ของรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่ง จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันในสังคมขณะนี้ โดยหนึ่งในวัดที่ทางรายการนำไปเปิดบัญชีรับบริจาคด้วยนั้น คือ วัดแก้วฟ้า ตรงข้ามโรงงานซองไปรษณีย์พาสเทล ซองไปรษณีย์สีพาสเทล หมู่ 5 ต.บางขนุน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

วันนี้ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบยังวัดแก้วฟ้าแห่งนี้ โดยได้พบกับ พระโสภณรัตนภรณ์ เจ้าอาวาสวัดแก้วฟ้า เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า อาตมายืนยันว่าทางรายการนี้ได้มาขออนุญาตรับเป็นเจ้าภาพกฐินปี 63 ให้กับทางวัดจริง โดยถูกต้อง ซึ่งมีทั้งคณะกรรมการวัดและสาธารณชนทั้งหลายรับทราบ เนื่องจากในช่วงสถานการณ์โควิด ทางรายการได้มาออกโรงทานช่วยเหลือชาวบ้านที่วัดแห่งนี้ แล้วมาทราบว่าโบสถ์หลังใหม่ของวัดที่สร้างมานานกว่า 30 ปี ยังไม่แล้วเสร็จ ทางรายการจึงอาสาที่จะเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งพิธีกรของรายการทั้ง 3 คนจึงขออนุญาตอย่างเป็นทางการและถูกต้องในการรับเป็นเจ้าภาพกฐินในปีนี้ให้กับทางวัด ในวันที่ 9 ต.ต.63 

เจ้าอาวาสวัดแก้วฟ้า กล่าวว่า พิธีกรรายการทั้งสามรายเขามีกลุ่มแฟนคลับกลุ่มคนที่สนับสนุนพวกเขาอยู่พอสมควร จึงอาสาบอกบุญผ่านรายการของเขาไป ซึ่งนี้เป็นโอกาสอันดีที่นักทำบุญทั้งหลายจะได้ร่วมบุญสร้างโบสถ์ซึ่งเป็นอานิสงส์ยิ่งใหญ่ ส่วนเรื่องเงินบริจาคทำบุญผ่านรายการของวัดนั้น ทางวัดได้รับทราบทุกขณะจากทางรายการ อาตมาเชื่อว่า ทั้งสามคนในรายการนี้เป็นคนตรงไปตรงมา ยิ่งต้องมาทำรายการแบบนี้ซึ่งเกี่ยวกับภพชาติ จะต้องมีความบริสุทธิ์ทางกาย วาจา ใจ หากพวกเขาไม่มีก็จะไม่สามารถทำรายการแบบนี้ได้หรืออยู่ไม่ได้นาน รายการนี้พาคนมาสวดมนต์นั่งสมาธิ และช่วยเหลือวัดในส่วนที่ชำรุดหรือขาดแคลน เป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนามากกว่า 

เจ้าอาวาสวัดแก้วฟ้า กล่าวอีกว่า คนที่พูดจับผิดบุคคลอื่นนั้น ต้องดูว่าตัวเองมีสัมมาทิฏิไหม มีจิตอกุศลไหม ไม่ใช่วันๆ จับผิดแต่คนอื่นไปเรื่อย โดยไม่รู้ว่าตัวเองถูกโมโหจริตครอบงำ ดูตัวเองไม่เป็น มองคนอื่นไม่ดีไปหมด จะเกิดเป็นบาปที่ต้องรับกรรมติดขัดปัญหาต่างๆ ในชาตินี้เพราะมีจิตอกุศล ชาวพุทธที่ทำบุญด้วยจิตศรัทธาจะได้บุญอย่างเต็มเปี่ยม เต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่างพิธีกรทั้ง 3 คน เท่าที่ดูก็ไม่ได้มีจิตคิดร้าย แม้จะถูกกล่าวร้ายโจมตี ก็ไม่คิดร้าย ไม่อาฆาตไม่จองเวรต่อ ตามหลักธรรมคำสั่งสอน ทางวัดเองก็รอผู้จิตศรัทธามาบริจาคร่วมทำบุญเพื่อสร้างโบสถ์ที่ก่อสร้างมาตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.33 จนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้วที่ยังไม่แล้วเสร็จ

จนกระทั่งทางรายการรับที่จะช่วยเป็นเจ้าภาพกฐิน หาปัจจัยมาช่วยทางวัดในการสร้างโบสถ์ ซึ่งปัจจุบันดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จไปประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ อีก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องของการทาสีลงรักปิดทองติดกระจก ที่ต้องใช้ปัจจัยอีกจำนวนมาก ดังนั้นผู้ที่มีจิตศรัทธาอย่างมั่นคงในพระพุทธศาสนา สามารถร่วมบุญกับทางวัดเพื่อสร้างโบสถ์หลังนี้ให้แล้วเสร็จ ซึ่งวัดแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2095 หรือ 468 ปีมาแล้ว เป็นวัดที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับพระเจ้าแก้วฟ้า กษัตริย์องค์ที่ 14 แห่งราชวงศ์กรุงศรีอยุธยา และขอให้กำลังใจกับทางรายการไว้ว่า มารไม่มี บารมีไม่เกิด

เพื่อนบ้านแฉ! สาวหลอนยา จุดไฟเผาบ้าน เคยขู่เผาแต่ไม่คิดว่าจะทำจริง

เพื่อนบ้านแฉ! สาวหลอนยา จุดไฟเผาบ้าน เคยขู่เผาแต่ไม่คิดว่าจะทำจริง

จากกรณีเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ได้เกิดเหตุไหม้บ้านเรือน ที่บ้านนาเชือก หมู่ 11 ต.นาเชือก อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ โดยเพลิงได้ไหม้บ้านของ นางสวาท ภูมาตนา อายุ 72 ปี จนเกลี้ยง ซ้ำแรงลมยังพัดไปไหม้บ้านใกล้เรือนเคียงอีก

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นากุง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสวน ก่อนทราบว่ามือวางเพลิงคือ น.ส.จารุวรรณ ศรีคำ อายุ 23 ปี พนักงานโรงงานถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ หลานสาว นางสวาท ซึ่งจากการนำตัวไปตรวจสอบ เจ้าตัวยอมรับว่าได้เสพยาบ้าไป และผลตรวจปัสสาวะออกมามีสารเสพติด ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปพูดคุยกับ นางหนูแดง จุตาทิพย์ อายุ 57 ปี เพื่อนบ้านที่ถูกไฟลุกลามเสียหายเกือบทั้งหลัง

นางหนูแดง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้ยินเสียงทะเลาะกันของ หลานสาว กับ หลานชาย นางสวาทบ่อยครั้ง บางครั้งก็อาละวาดขู่ที่จะเผาบ้านมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่คิดว่าครั้งนี้จะจุดไฟเผาบ้านตนเองจริง จนลุกลามมาถึงบ้านตนจนเสียหาย

เรื่องการเรียกร้องค่าเสียหาย คงต้องรอจัดการเก็บสิ่งของเสร็จก่อนถึงจะมีการพูดคุยกัน ซึ่งบ้านที่อยู่ติดกันก็เป็นเสมือนญาติพี่น้องกัน

ส่วนสาเหตุคาดว่าน่าเกิดจากการเสพยาเสพติดจนหลอน ก่อนก่อเหตุ ในทางคดีก็ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของครอบครัวเขา และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องดำเนินการต่อไป