สิ้นแล้ว “อ๊อด จินดานุช” อดีตดาราเด็กชื่อดัง หลังชีวิตตกอับ-ต้องดูแลเมียพิการ

วงการบันเทิงสูญเสีย “เด็กชายอ๊อด จินดานุช” อดีตดาราเด็กคนดัง ดีกรีรางวัลตุ๊กตาทอง เสียชีวิตแล้ว หลังตกอับและต้องดูแลภรรยาพิการ

วานนี้ (25 ส.ค.) อดีตนักแสดงเด็กชื่อดัง สุรัตน์ ปานทโชติ หรือเป็นที่รู้จักในวงการบันเทิงว่า เด็กชายอ๊อด จินดานุช หลังป่วยเรื้อรังมานานด้วยโรคตับและโรคมะเร็ง เมื่อเวลา 23.20 น. ได้เสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาล ใกล้ร้านจำหน่าย ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ จากอาการน้ำท่วมปอด โดยมีกำหนดสวดพระอภิธรรม ณ วัดมะลิ ซอยจรัญสนิทวงศ์ 37 กำหนดสวด 3 คืน 26-28 ส.ค. และจะมีพิธีฌาปนกิจ วันที่ 29 ส.ค.นี้

อ๊อด จินดานุช หรือ สุรัตน์ ปานทโชติ บุตรชายของนักแสดงอาวุโสผู้ล่วงลับ ผจญ ดวงขจร และเป็นหลานของ ตุ๊กตา จินดานุช ผ่านการเล่นหนังและละครมามากกว่า 100 เรื่อง เช่น ใต้ฟ้าสีคราม ทองพูนโคกโพธิ์ เสือภูเขา ฯลฯ และยังเป็นเจ้าของรางวัลตุ๊กตาทอง สาขารางวัลเด็กดีเด่น จากเรื่องใต้ฟ้าสีคราม เมื่อ 30 กว่าปีก่อน โดยหลังจากเริ่มโตงานแสดงก็เริ่มหดหายจนหายหน้าหายตาไปจากวงการบันเทิง

แฟนๆ ทราบข่าวของ อ๊อด จินดานุช ครั้งสุดท้ายจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก เมศ เมศ เจ้าชายน้อย ได้เผยแพร่เรื่องราวชีวิตของอดีตดาราเด็กชื่อดัง โดยระบุว่า อ๊อด จินดานุช ตกอับ อาศัยอยู่ในห้องเช่าเล็กๆ เดือนละ 1,500 บาท ย่านฝั่งธนฯ และใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก บางครั้งซื้อแกงมา 1 ถุง ต้องเก็บไว้กินถึง 7 วัน และต้องดูแลภรรยาที่พิการ ขาซ้าย ขาขวา ไม่เท่ากัน โดยที่ตนเองก็ป่วยเป็นตับแข็ง และติดเชื้อในกระแสเลือด ทั้งยังตรวจพบก้อนเนื้อมะเร็ง ทั้งๆ ที่ไม่ได้ดื่มเหล้า

เหมือนหนังหายนะ! บ้านทาวน์เฮาส์ทรุดตัว 5 หลัง แตกหักพังพินาศ ถีบประตูวิ่งหนีตาย

เสียงดังบึ้มเหมือนระเบิด ก่อนบ้านทาวน์เฮาส์ทรุดตัวพร้อมกัน 5 หลัง แตกร้าวพร้อมถล่มได้ทุกนาที

(19 ส.ค.63) เมื่อเวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีบ้านเรือนประชาชน ที่อยู่ภายภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง บริเวณหน้าโรงงานผลิต ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก ถนนเทพารักษ์ กม.25 ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง สมุทรปราการ เกิดเหตุบ้านทรุดตัวเสียหาหลายหลังคาเรือน หลังรับแจ้งจึงได้เดินทางตรวจสอบ 

ที่เกิดเหตุเป็นทาวน์เฮาส์สองชั้นปลูกติดกันเป็นล็อก ล็อกละ 19 คูหา พบว่าตัวโครงสร้างเกิดการทรุดตัวจนคานและผนังบ้านแตกหักได้รับความเสียหายจำนวน 5 คูหา บ้านเลขที่ 109/23 , 109/25 , 109/27 , 109/29 และ 109/31 พบว่าภายในและภายนอกตัวบ้านพบรอยแตกร้าวหลายแห่ง บางหลังเพดานถึงกับแตกแยกออกจากผนัง และผนังห้องถึงกับขาดครึ่ง ทำให้บรรดาเจ้าของบ้านต้องเสี่ยงชีวิตกลับเข้าไปนำทรัพย์สินขนขึ้นรถเพื่อที่จะย้ายไปอาศัยอยู่กับญาติเป็นการชั่วคราว 

นายวิศรุต เจ้าของบ้านเลขที่ 109/29 ได้พาทีมข่าวเข้าไปสำรวจและชี้จุดแตกร้าวภายในบ้าน พบว่ามีร่องรอยแตกร้าวทั้งหลังจนโครงสร้างแอ่นตัวอย่างมาก ซึ่งนายวิศรุต ได้เล่านาทีระทึกว่า เมื่อช่วงสายของวันนี้ เวลาประมาณ 11 .00 น. ขณะที่ตนเองและมารดากำลังพักผ่อนในบ้านจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงโครมสนั่นหวั่นไหวเมื่อหันไปมองรอบบ้านพบรอยแตกร้าวตามตัวบ้านจากนั้นก็มีเสียงดังลั่นตามมาเป็นระยะพร้อมรอยแตกร้าว จนหวั่นว่าอาจจะถล่มลงมา ทำให้ตนเองและทุกคนในบ้านต้องถีบประตูห้องพักออกเพื่อวิ่งหนีตายออกมาจากตัวบ้านรอจนเสียงสงบจึงรีบเข้าไปเก็บข้าวของที่จำเป็น 

ด้าน นายวีรยุทธ  เจ้าของบ้านเลขที่  109/25  ได้เล่านาทีระทึกว่า ขณะที่ตนเองกำลังเตรียมจะออกไปทำธุระด้านนอก จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงบึ้มสนั่นและพบตัวบ้านพังอย่างหนักจนต้องหนีตายออกมาข้างนอก โดยไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เนื่องจากตนเองเพื่อมาซื้อบ้านมือสองหลังนี้และผ่อนธนาคารได้เพียง 3 ปี หลังเกิดเหตุตนเองพยายามติดต่อกับทาง อบต.ซึ่งก็ยังไม่ได้รับความชัดเจนและแจ้งว่าจะเร่งส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบแต่ในเบื้องต้นทาง อบต. ชี้แจงว่าทางโครงการยกแต่ถนนหลักของหมู่บ้านให้กับทาง อบต. ดูแลเท่านั้นซึ่งยังไม่รวมถึงหมู่บ้าน อย่างไรก็ตามอยากวอนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและโครงการเข้ามาตรวจสอบและหาทางช่วยเหลือชาวบ้าน หากปล่อยไว้แบบนี้มีแต่จะทรุดลงและดึงโครงสร้างไปยังบ้านหลังข้างเคียงอีกด้วย  

ส่วน นายวัชระ เจ้าของบ้านเลขที่ 109/23 ออกมาเปิดใจทั้งน้ำตาว่า ตนเองซื้อบ้านหลังนี้ในราคามือสอง 9 แสนกว่าบาทและกำลังผ่อนกับทางธนาคาร วันนี้ตนเองและภรรยาออกไ ปทำงานตามปกติ จนมีเพื่อนบ้านโทรไปแจ้งว่าบ้านทรุดและพัง ซึ่งตอนแรกก็ไม่คาดคิดว่าจะพังเสียหายมากมายแบบนี้ แต่พอมาเห็นสภาพบ้านของตนเองแล้วถึงกับเข่าทรุดตามบ้าน เนื่องจากไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยได้อีกต่อไป และยังพบว่ายังมีเสียงลั่นของตัวโครงสร้างทรุดดังตลอดจนถึง ณ ตอนนี้  

ขณะที่ผู้สื่อข่าวติดต่อไปยัง นายเกษม แซ่ลี้ นายก อบต.บางเสาธง ออกมาให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า หมู่บ้านแห่งนี้ก่อสร้างมานานกว่า 20 ปี ก่อนที่จะมีการก่อตั้ง อบต.บางเสาธงอีก ซึ่งที่ผ่านมาย้อนกลับไปเมื่อกว่า 3 ปีที่แล้วชาวบ้านได้รับความเดือนร้อนจากถนนทรุดตัวต่ำกว่าตัวบ้านเกือบ2 เมตร จนกลายเป็นข่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ได้มอบถนนให้กับทาง อบต. ดูแล จนพอเป็นข่าวจึงยกถนนและไฟทางให้กับทาง อบต. ดูแล ซึ่งก็ได้ถมและทำถนนให้กับชาวบ้านไปแล้วจนมาเกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกในครั้งนี้

ซึ่งในเบื้องต้นจะต้องดูสัญญาของทางโครงการว่าเป็นเช่นใดและจะมีทางออกให้กับชาวบ้านอย่างไร แต่ในเบื้องต้นตนเองได้ประสานไปยังสมาชิก อบต. ที่รับผิดชอบในพื้นที่ให้เข้าไปดูแลความเป็นอยู่ของผู้ที่ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถพักอาศัยได้ ด้วยการจัดหาเช่าบ้านพักในซอยดังกล่าวให้เข้าพักเป็นการชั่วคราว โดยที่ตนเองจะดูแลค่าใช้จ่ายเองเบื้องต้นเพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่ยังไม่มีที่พักพิง ส่วนในวันที่ 20 ส.ค. จะส่งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบโครงสร้างบ้านว่าเกิดจากอะไร 

ตำนานมีจริง! พบถ้ำเสรีไทยยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 กลางป่าเทือกเขาภูพาน

พบถ้ำเสรีไทยกลางป่าเทือกเขาภูพาน คาดใช้ในการเก็บอาวุธและเสบียงในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นายอำเภอนาคู จ.กาฬสินธุ์ เตรียมสำรวจและพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (13 ส.ค.) นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอนาคู จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยผู้นำชุมชนในพื้นที่บ้านชาดนาคู และสมาชิกสภาวัฒนธรรมอำเภอนาคู ได้ออกเดินเท้าเข้าออกสำรวจหาถ้ำเสรีไทยที่ใช้ในการเก็บอาวุธ และเสบียงใส่ ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 บนเทือกเขาภูพานรอยต่อระหว่างบ้านชาดนาคู อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์-บ้านกลาง อ.เต่างอย จ.สกลนคร ซึ่งอยู่ห่างจากถนน สาย กส.4001 แยก ทล.2291- บ.โคกกลาง อ.นาคู ประมาณ 200 เมตร ใช้เวลาเดินขึ้นไปบนถ้ำประมาณ 20 นาที ก็จะถึงถ้ำที่ค้นพบ หลังจากเจ้าหน้าที่ใช้เวลาค้นหาถ้ำแห่งนี้นานกว่า 2 สัปดาห์
นายวิลัย ไชยศิลา อายุ 72 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านชาด ม.14 ต.นาคู อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า จากตำนานของผู้เฒ่าผู้เเก่ในพื้นที่เล่ามานั้น ถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำเสี่ยงของ หรือถ้ำซ่อนของ อาทิ  เสบียง อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ฝ่ายประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา (ฝ่ายสัมพันธมิตร) ส่งมาให้ โดยการส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ในระยะแรกมีเพียงการทิ้งร่มเป็นครั้งคราว พลพรรคเสรีไทยจึงมีการนำอาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียงต่างๆ ไปเก็บหลบซ่อนไว้ในถ้ำ เพื่อหลบสายตาทหารญี่ปุ่น
นายวิลัย กล่าวอีกว่า สำหรับถ้ำที่ค้นพบล่าสุดนี้ คาดว่าน่าจะเป็นถ้ำเสรีไทยที่มีการเล่าต่อกันมารุ่นต่อรุ่น ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะมีการค้นพบถ้ำในเทือกเขาภูพานบริเวณป่าชุมชนบ้านชาดหมู่ 5 มาบ้างเเล้วก็ตาม แต่คิดว่าถ้ำที่เจอก่อนหน้านี้ไม่น่าจะใช่ถ้ำเสรีไทยซึ่งต่างจากถ้ำที่ค้นพบในวันนี้ พบว่าบริเวณทางเข้าถ้ำเหมือนมีการนำดินมาถมปิดเอาไว้ไม่เหมือนหินหรือดินเกิดการทับถมจากธรรมชาติ สำหรับดินเเละหินที่นำมาถมนั้น คิดว่าเพื่อไม่ให้มีคนสามารถเข้าออกได้ และไม่ให้ใครรู้ว่าถ้ำนี้เป็นถ้ำเก็บเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์
ด้าน นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอนาคู จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ถ้ำดังกล่าวตั้งอยู่ห่างจากสนามบินเสรีไทย ประมาณ 7 กิโลเมตร สำหรับสนามบินเสรีไทยเป็นสนามบินลับ เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการของขบวนการเสรีไทย ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อต่อต้านกำลังพลของญี่ปุ่น และรักษาอธิปไตยของชาติ
สนามบินเสรีไทยเป็นที่ขึ้น-ลงของเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตร ในการขนส่งอาวุธยุทธภัณฑ์และครูฝึกเข้ามาฝึกยุทธวิธีให้แก่พลพรรคเสรีไทย เพราะวงการเสรีไทยสายภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องพึ่งอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ฝ่ายประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา (ฝ่ายสัมพันธมิตร) ส่งมาให้
นายพิรุณโรจน์ กล่าวอีกว่า ถ้ำแห่งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นถ้ำเสรีไทยที่ใช้จัดเก็บเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทางอำเภอจะมีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจ และจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไปในอนาคต

แอร์ อินเดีย เอกซ์เพรส ชนแรง! หลังไถลออกรันเวย์ขณะลงจอด ดับแล้ว 16 รวมนักบิน

เครื่องบินสายการบินแอร์ อินเดีย เอกซ์เพรส ชนหลังจากพยายามบินลงจอด (แลนดิง) ที่สนามบินนานาชาติกาลีกัฏ รัฐเกระละ ทางใต้ของอินเดีย แต่ไถลออกนอกรันเวย์ เมื่อช่วงดึกวานนี้ (7 ส.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ราย ซึ่งรวมนักบิน 2 คนของเครื่องบินลำนี้ ขณะที่ผู้บาดเจ็บมีจำนวนมาก โดยมีอาการสาหัส 15 คน

ก่อนเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวขึ้น เครื่องบินลำนี้เดินทางมาจากนครดูไบ รับขนส่ง ซองไปรษณีย์พาสเทล และ ซองไปรษณีย์สีพาสเทล ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือรวมทั้งหมด 191 คน ซึ่งเที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินที่อำนวยความสะดวกให้กับพลเมืองอินเดียที่ต้องการกลับประเทศในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

สภาพอากาศขณะเกิดอุบัติเหตุนั้น มีรายงานว่ามีลมมรสุมและฝนตกตลอดทั้งวัน คาดว่าน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งของการไถลออกนอกรันเวย์ดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีการรายงานว่ามีดินถล่มในพื้นที่รัฐเกระละอีกด้วย

พ่อสุดทน! แฉ รพ.เพิ่งเสนอช่วย หลังเรื่องถึงผู้ว่าฯ ปมลูกปวดท้องหาหมอ แต่จบที่ป่วยติดเตียง

พ่อของน้องรุ้ง ผู้ป่วยติดเตียงอายุ 18 ปี เผยว่า โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ใกล้โรงงานผลิต ถุงฟอยด์ และ ถุงเมทัลไลท์ ที่ลูกสาวเคยไปรักษาเพราะมีอาการปวดท้อง แต่สุดท้ายต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงนั้น เพิ่งติดต่อเสนอความช่วยเหลือมายังครอบครัว หลังจากคำร้องเรียนของตนที่ให้ตรวจสอบโรงพยาบาลแห่งดังกล่าวไปถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อไม่นานมานี้

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวไม่ใช่การช่วยเหลือทางการเงินแก่ครอบครัว

เริ่มจากปวดท้องแต่กลายเป็นติดเตียง

พ่อของน้องรุ้งเผยจุดเริ่มต้นของเรื่องว่า ลูกสาวของตน ที่กำลังจะเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย รู้สึกปวดท้อง จึงไปโรงพยาบาล แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านและรักษาตัว อาการกลับไม่ดีขึ้น หลังจากนั้นจึงกลับไปอีกครั้ง และฉีดตัวยาบางอย่างเข้าสู่ร่างกาย จนทำให้ลูกสาวช็อกและกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงในสภาพเจ้าหญิงนิทรา

คุณพ่อรายนี้เล่าอีกว่า ระหว่างรักษาที่โรงพยาบาลแห่งดังกล่าว เจ้าหน้าที่การแพทย์คนหนึ่งพูดกับตนด้วยถ้อยคำที่บั่นทอนจิตใจว่า “จะรับลูกสาวให้ไปเสียชีวิตที่บ้านหรือไม่” แต่หลังจากนั้นโรงพยาบาลก็ปฏิเสธว่า ตน (พ่อ) เข้าใจผิดหรือได้ยินขณะเจ้าหน้าที่คุยกับญาติผู้ป่วยคนอื่นหรือไม่ ซึ่งตนยืนยันว่าเจ้าหน้าที่พูดกับตนจริง และมีพยานในเหตุการณ์ด้วย

ฟื้นปาฏิหาริย์หลังย้ายโรงพยาบาล

อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นว่าอาการไม่ดีขึ้น จึงตัดสินใจย้ายลูกสาวมารักษายังโรงพยาบาลอีกแห่ง ที่ให้ความสนใจเคสนี้มาก เพราะมองว่าเป็นกรณีที่หายาก ซึ่งหลังจากย้ายมารักษาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ไม่นาน ลูกสาวก็ฟื้นจากการเป็นเจ้าหญิงนิทราและลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แต่ยังขาดความรู้สึกของร่างกายช่วงล่าง

พ่อของน้องรุ้งเผยว่า ระหว่างนั้นโรงพยาบาลแห่งเก่าไม่ติดต่อและไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ เลย ที่ขณะนั้นรักษาลูกสาวของตนโดยที่ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าลูกสาวของตนป่วยด้วยโรคอะไร

แม้ภายหลังโรงพยาบาลแห่งแรกชี้แจงว่าลูกสาวของตนอาจมีอาการแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) แต่แพทย์จากโรงพยาบาลอีกแห่งกลับเห็นแย้ง และมองว่าลูกสาวของตนไม่มีอาการที่เข้าข่ายโรคดังกล่าว

จำนำทรัพย์สินหมดตัวเพื่อลูกสาว

คุณพ่อรายนี้ บอกอีกว่า ขณะนี้อาการของลูกสาวดีขึ้น และมีโอกาสที่ร่างกายท่อนล่างจะกลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง แต่ก็ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หลังจากนี้จะต้องไปกายภาพบำบัด เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเองเร็วขึ้น

ถึงอย่างนั้นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ก็ทำให้ตนต้องนำทรัพย์สินที่มีอยู่ไปจำนำเพื่อนำเงินมารักษาลูกสาว ทั้งที่ค่าใช้จ่ายตรงนี้ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก

ลูกสาวจิตใจย่ำแย่

นอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับร่างกายแล้ว คุณพ่อยังเผยอีกว่า ลูกสาวของตนยังเผชิญกับความเสียหายทางจิตใจด้วย เพราะเมื่อตื่นขึ้นมา กลับพบว่าร่างกายของตนขยับไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ความฝันที่อยากจะเรียนต่อในมหาวิทยาลัย และใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นคนอื่นๆ ต้องพังทลายลง จนหลายครั้งคิดเลือกจบชีวิตของตัวเอง

จุดนี้ทำให้ตนและคนอื่นๆ ในครอบครัว ต้องให้กำลังใจลูกสาวมากๆ ทั้งยังกล่าวให้เห็นว่ายังมีความหวังที่ร่างกายจะกลับมาดีขึ้น แม้อาจจะไม่ 100% ก็ตาม

เผยนาทีช้างโขลงแม่มารับลูกช้างพลัดหลง ยื่นงวงแตะกัน แต่เจ้าตัวเล็กยังไม่ยอมตามไป

ช้างโขลงแม่มารับลูกช้างพลัดหลงห้วยขาแข้ง ยื่นงวงแตะกัน แต่ลูกช้างยังห่วงคอกไม่ยอมตามโขลงไป

(30 ก.ค.63) นางสาวอังสนา มองทรัพย์ นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานความคืบหน้าจากการเตรียมปล่อยลูกช้างห้วยขาแข้ง จากนายรังสิต เหล่าพิมพา หัวหน้าชุดเฝ้าระวังช่วยเหลือลูกช้าง ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ประจำหอต้นผึ้ง ว่าในช่วงเวลา 18.00-19.00 น. ของวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 มีช้างตัวผู้เดินเข้ามาสำรวจที่บริเวณคอกก่อน 1 ตัว มีการร้องตอบรับกันในช่วงเวลาแรก และช้างตัวผู้มีการเดินเอางวงมาสัมผัสกับงวงตัวลูกช้างพลัดหลง

หลังจากนั้นก็เดินกลับไปหาฝูงที่หากินอยู่บริเวณข้างร้าน ถุงแก้วฝากาว และ ถุงแก้วแถบกาว ต่อมา เวลา 19.18-21.30 น. มีกลุ่มโขลงช้าง วนกลับมาที่หน้าคอกลูกช้างพลัดหลงอีกรอบ รวมแล้วนับได้ 18 ตัว มีการส่งเสียงร้องตอบโต้กันบ้างในบางครั้งแต่ไม่บ่อยนัก ตัวเล็กที่อยู่ในฝูงมีพฤติกรรมที่อยากจะเข้ามาเล่นกับลูกช้างพลัดหลง แต่โดนช้างในโขลงปรามๆ โดยดึงหางไว้บ้าง ต้อนให้เกาะกลุ่มอยู่ในโขลงบ้าง ส่วนลูกช้างพลัดหลงยังแสดงอาการนิ่ง และเงียบ มีการร้องกลับไปบ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้น

เช้าของวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 เวลา 05.00-07.30 น. เริ่มได้ยินเสียงโขลงช้างหักไม้ไผ่และส่งเสียงร้อง ดังเข้ามาในระยะใกล้หอต้นผึ้ง อีกครั้ง สักพักเสียงค่อยๆ เงียบลงอีก และเวลา 10.15-15.35 น. ได้ยินเสียงโขลงช้างส่งเสียงร้องดังมาในระยะใกล้รอบหอต้นผึ้ง ลูกช้างพลัดหลงร้องตอบบ้างเป็นครั้งคราว

ขณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่ ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ เฝ้าดูแลลูกช้างอย่างต่อเนื่องต่อไป มีการจัดชุดเจ้าหน้าที่จุดสกัดที่ 3 (ห้วยก้อย) ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จำนวน 2 นาย และเจ้าหน้าที่จากสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จำนวน 1 นาย และเสริมชุดเฝ้าระวังเพิ่มเติม อีก 5 นาย ไว้เพื่อเป็นชุดสำรองเคลื่อนที่เร็วในการเฝ้าระวังช้างโทนและกลุ่มสัตว์ผู้ล่า

จากการที่โขลงช้างเข้ามาหาลูกช้างแบบใกล้ชิต และมีช้างบางตัวมาแตะงวงกับลูกช้างแล้ว ดร.ศุภกิจ วินิตพรสวรรค์ ผู้อำนวยการส่วนสารสนเทศด้านอนุรักษ์สัตว์ป่า ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการปล่อยลูกช้างคืนป่า ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช บอกว่าถือเป็นสัญญาณที่ดี แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ว่า อย่าตัดใจว่าโขลงไม่รับแล้ว ให้ใจเย็นๆ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ช้างจะใช้เวลาในการสื่อสารกัน บางตัวเร็ว แต่บางตัวใช้เวลานานหลายวัน ส่วนตัวเชื่อว่า ช้างโขลงแม่จะวนมารับลูกช้างไปอยู่กับฝูง จนสำเร็จ

ทั้งนี้ นายสมโภชน์ ดวงจันทราศิริ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ได้ทำการตรวจสอบระบบวิทยุ VHF ที่ติดอยู่ตรงขาหลังขวาของลูกช้างพลัดหลง ตรวจสอบพบว่าสามารถตอบสนองกลับมาของสัญญาณได้ไกลสุดที่ระยะ แค่ 80 เมตร จะได้ประสาน สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แก้ไข หรือเปลี่ยนวิทยุตัวใหม่ เพื่อไว้ใช้ตามติดลูกช้าง กรณีแม่ช้างมารับได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป