มุมานะ! จับแล้ว 2 โจ๋ ซิ่งจยย.ข้ามจังหวัด จี้ปั๊มน้ำมันโคราช กวาด 3.5 หมื่น หลังวืดมา 2 ปั๊ม

มุมานะ! จับแล้ว 2 โจ๋ ซิ่งจยย.ข้ามจังหวัด จี้ปั๊มน้ำมันโคราช กวาด 3.5 หมื่น หลังวืดมา 2 ปั๊ม

มุมานะ! จับแล้ว 2 โจ๋ ซิ่งจยย.ข้ามจังหวัด จี้ปั๊มน้ำมันโคราช กวาด 3.5 หมื่น หลังวืดมา 2 ปั๊ม ตร.ตามรวบถึงบ้านที่สารคาม อีกคนวัย 17 ญาติพาเข้ามอบตัว

จากกรณีเกิดเหตุชิงทรัพย์ภายในปั๊มปตท.สีดาทวีชัยการปิโตเลียม สี่แยกไฟแดงสีดา หน้าโรงงานผลิตถุงแถบกาว ถุงแพ็คเสื้อ อ.สีดา จ.นครราชสีมา โดยชายวัยรุ่น 2 ราย ขับขี่จยย.ได้เข้ามาที่ปั๊ม ทำทีขอหลบฝน ก่อนฉวยโอกาสชักมีดจี้พนักงานแคชเชียร์ฉกเงินสดไปได้ประมาณ 35,000 บาท แล้วหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว โดยที่กล้องวงจรปิดของปั๊มจับภาพไว้ได้

ล่าสุด วันที่ 27 ส.ค.64 ผู้ปกครองของหนึ่งในผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นเยาวชนชาย อายุ 17 ปี ชาว จ.มหาสารคาม ได้พาเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สีดา จ.นครราชสีมา ท้องที่เกิดเหตุ หลังจากถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่อย่างหนัก ในขณะที่คนร้ายอีกราย ทราบชื่อต่อมาคือ นายโสภณ มูลพาที อายุ 25 ปี ชาว อ.นาดูน เช่นกัน ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาดูน จ.มหาสารคาม ควบคุมตัวได้ขณะนอนพักผ่อนอยู่ในบ้านญาติหลังหนึ่ง โดยพบเงินสดของกลาง 4,730 บาท พร้อมรถจยย. อาวุธมีดและเสื้อผ้าที่ใส่ในวันก่อเหตุ ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สีดา จะเดินทางไปอายัดตัวนำกลับมาดำเนินคดี โดยทั้ง 2 คนให้การรับสารภาพว่า นำเงินที่ได้ไปซื้อยาเสพติดมาเสพ

สำหรับพฤติการณ์ของคนร้ายทั้ง 2 คน ซึ่งเป็นชาว อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ได้ขี่รถจยย.เข้ามาพยายามก่อเหตุที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในเขต อ.ประทาย และปั๊มน้ำมันใน อ.โนนแดง จ.นครราชสีมา แต่ไม่สบโอกาส จึงได้มาก่อเหตุที่ปั๊ม ปตท.สี่แยก อ.สีดา โดยใช้อาวุธมีดที่พกมาจี้ชิงทรัพย์ ได้เงินไป 3.5 หมื่นบาท ก่อนหลบหนีไปเปิดรีสอร์ตนอนกบดานและเปลี่ยนที่พักไปเรื่อยๆ จนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวได้ 1 คน และญาติได้พาเข้ามอบตัว 1 คน โดยทั้งสองสารภาพว่าได้นำเงินที่ได้ไปซื้อยาเสพติดมาเสพ จากนั้นจึงควบคุมตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับหนุ่มหื่นอ้างตัวเป็นตำรวจล่อซื้อสาวไซด์ไลน์

จับหนุ่มหื่นอ้างตัวเป็นตำรวจล่อซื้อสาวไซด์ไลน์

ตำรวจ 191 ไปจับกุมชายอายุ 34 ปี อ้างตัวเป็นตำรวจหลอกซื้อบริการสาวไซด์ไลน์ไปร่วมหลับนอน ก่อนทำทีจะเข้าจับกุม แล้วต่อรองให้เหยื่อสำเร็จความใคร่ เมื่อสบโอกาสก็ลักทรัพย์เหยื่อ รับสารภาพทำแบบนี้มาแล้วกว่า 40 ครั้ง ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

นายกิตติภพ อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาในหลายข้อหา ทั้งข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น, ข่มขืนใจ, หน่วงเหนี่ยวกักขัง และลักทรัพย์โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน ถูกตำรวจสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ หรือตำรวจ 191 ไปจับกุมตัวได้ที่ย่านซอยโชคชัย 4 ซอย 70 แขวงและเขตลาดพร้าว หลังหลบหนีไปกบดานตัวอยู่ในห้องพักรายวัน ใกล้กับโรงงานผลิต กล่องเบเกอร์รี่ กล่องเค้ก แห่ง หนึ่ง

สำหรับพฤติการณ์ของผู้ต้องหาตามที่มีผู้เสียหายที่ไปแจ้งความไว้ที่ สน.โชคชัย ว่า มีบุคคลแอบอ้างเป็นตำรวจ ติดต่อหาหญิงที่ลักลอบขายบริการผ่านอินเทอร์เน็ตหรือไซด์ไลน์ เมื่อผู้เสียหายหลงกลไปตามนัด ผู้ต้องหาก็จะแสดงตัวเองว่าเป็นตำรวจจะทำทีจับกุมไปดำเนินคดีฐานค้าประเวณีฯ และกักขังผู้เสียหายให้อยู่ภายในที่เกิดเหตุ เพื่อล่อลวงให้ผู้เสียหายสำเร็จความใคร่ให้แลกกับการไม่ต้องถูกดำเนินคดี ต่อมาผู้ต้องหาอาศัยจังหวะเผลอ ลักโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องของผู้เสียหาย มูลค่า 55,000 บาทแล้วหลบหนีไป

จากการสอบสวนนายกิตติภพ ยอมรับว่า ไม่ได้เป็นตำรวจ แต่ช่วยงานที่บ้านทำงานดูแลร้านขายเครื่องเขียน ยอมรับว่ามีความหมกมุ่นในเรื่องทางเพศและก่อเหตุดังกล่าวจริง โดยทำมาแล้วไม่ต่ำกว่า 40 ครั้ง ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เหตุเกิดในหลายพื้นที่ ทั้ง สน.บางนา, สน.ดินแดง, สน.สุทธิสาร, สน.ลาดกระบัง และล่าสุดในพื้นที่ สน.โชคชัย ส่วนการตรวจสอบประวัติยังพบว่าก่อนหน้านี้เคยก่อคดีทำนองนี้มาแล้วกว่าสิบครั้ง เคยถูกจับกุมดำเนินคดีและพ้นโทษออกมาเมื่อช่วงต้นปี 2564 ก่อนจะกลับมาก่อเหตุซ้ำ หลังตำรวจแจ้งข้อหาก็ได้พาตัวไปส่ง สน.โชคชัย ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ประสานเสียงค้าน โครงการผันน้ำยวม นักวิชาการชี้แก้ขาดแคลนน้ำไม่ถูกจุด

ประสานเสียงค้าน โครงการผันน้ำยวม นักวิชาการชี้แก้ขาดแคลนน้ำไม่ถูกจุด

ประสานเสียงค้าน โครงการผันน้ำยวม นักวิชาการชี้แก้ขาดแคลนน้ำไม่ถูกจุด แต่ละปีปล่อยน้ำรั่วไหลจากระบบมหาศาล ติง“บิ๊กป้อม” นั่งควบ 2 ตำแหน่งขาดถ่วงดุล

วันที่ 24 ส.ค.64 ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมชลประทานผลักดันโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล ฝั่งหลังโรงงานผลิตถุงซิปล็อค ถุงซิปล็อคใส่เสื้อผ้า ด้วยการผันน้ำจากลุ่มน้ำสาละวิน แม่น้ำยวม อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ผ่านอุโมงค์ลอดผืนป่ากว่า 60 กิโลเมตร และผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) เรียบร้อยแล้ว ว่า รู้สึกแปลกใจที่โครงการนี้ผ่าน คชก.ได้อย่างรวดเร็วทั้งๆ ที่มีประเด็นที่ คชก. ควรตรวจสอบเพราะสิ่งที่หน่วยงานเสนอมายังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ

ดร.สิตางศุ์ กล่าวว่า จริงๆแล้วตนไม่ได้มองแค่โครงการผันน้ำจากแม่น้ำยวมเพียงโครงการเดียว แต่ยังมีโครงการผันน้ำขนาดใหญ่อีกหลายโครงการ เช่นในภาคอีสานมีโครงการผันน้ำโขง ในภาคตะวันออกมีโครงการการผันน้ำข้ามลุ่ม ซึ่งอยู่ในชุดเดียวกัน คือ การพัฒนาแหล่งน้ำด้วยการหาน้ำต้นทุนเพิ่ม

เนื่องจากในการบริหารจัดการน้ำนั้นมี 2 ด้าน คือ อุปสงค์และอุปทาน โดยที่ทางการไทยทำไม่หยุดยั้ง คืออุปทานอย่างเดียว ต่อให้จัดหาหรือทำอย่างไรก็ไม่เพียงพอ แม้ต้องไปหาทรัพยากรน้ำมาจากประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม

ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนแนวคิดโดยการจัดการน้ำของตัวเองมากกว่า ซึ่งกรณีผันน้ำจากแม่น้ำยวม โครงการเฟสแรก มีปริมาณน้ำราว 2,000 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และในเฟส 2 อีก 2,000 ล้าน ลบ.ม. โดยอ้างว่าช่วยพื้นที่ชลประทาน 1.6 ล้านไร่

“เขาบอกพื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนล่างและภาคกลาง มีน้ำไม่พอ จึงต้องหาน้ำมาแก้ปัญหาเพื่อให้พอสำหรับพื้นที่เดิม แต่พอเพิ่มน้ำอีก 2,000 ล้าน ก็จะขยายพื้นที่ใหม่อีก เมื่อถึงเวลาน้ำไม่พอก็หาน้ำมาเติมอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่มีวันที่น้ำจะพอ และไม่รู้จักจบจักสิ้น

ที่สำคัญคือไม่มีแนวทางเรื่องของความสมดุลจากการพัฒนากับทรัพยากร ถ้าเราต้องการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำการเกษตร ควรเพิ่มศักยภาพการใช้น้ำเกษตร ควรเป็นเกษตรแบบเทคโนโลยีได้แล้ว ไม่ใช่เกษตรแบบเมื่อร้อยปีก่อน ตอนนี้ประสิทธิภาพของการใช้น้ำในภาคเกษตรมีแค่ 50% เราปล่อยให้สูญเสียน้ำไป 50% ทำไมเราถึงไม่เพิ่มประสิทธิภาพของระบบชลประทาน ถ้าเราไม่ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง น้ำก็หายไปอยู่ตลอดเวลา” นักวิชาการผู้นี้ กล่าว

ดร.สิตางศุ์ กล่าวว่า นอกจากน้ำเพื่อการเกษตรแล้ว ในกรณีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เราก็ทำน้ำหายไป 30% ในระบบท่อที่จ่ายน้ำไปให้ประชาชน เฉพาะแค่ 3 จังหวัดคือ กทม. นนทบุรีและ สมุทรปราการ ปัจจุบัน การประปานครหลวง ผลิตน้ำวันละ 5.5 ล้าน ลบ.ม. แต่ทำน้ำหายไปในระบบท่อจ่ายน้ำวันละ 1.2 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งสามารถนำไปทำนาได้วันละ 1,200 ไร่ หรือ 30 วันสูญเสียน้ำทำนาไป 36 ล้าน ลบ.ม.หรือ ปีละกว่า 400 ล้าน ลบ.ม. หรือเท่ากับปริมาณน้ำครึ่งหนึ่งของเขื่อนป่าสักฯ

แล้วยังมีการประปาภูมิภาคอีก ซึ่งมีพื้นที่เยอะกว่าการประปานครหลวง น้ำที่หายไปวันละ 30% จากระบบส่งน้ำ เช่น ท่อรั่ว ท่อแตก แทนที่จะเอาเงินลงทุนหาน้ำมาเติม สู้เราเอามาลงทุนกับระบบเพื่อไม่ให้น้ำหายไปไม่ดีกว่าหรือ ถ้าเราลดเปอร์เซ็นสูญเสียน้ำลงสัก 5% หรือวันละ 2.7 แสน ลบ.ม. เดือนละ 8 ล้าน ลบ.ม. เราจะทำนาได้เพิ่มอีก 8 พันกว่าไร่

นักวิชาการ เสนอพัฒนาประสิทธิภาพระบบส่งน้ำ
“เราไม่ตื่นเต้นกับการได้น้ำคืนมา แต่กลับไปตื่นเต้นกับโครงการที่ให้จีนเข้ามาช่วยลงทุนหาน้ำต้นทุนมากกว่า ในฐานะนักวิชาการด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำมองว่า แทนที่จะหาทางเอาน้ำมาเติมแบบไม่รู้จักจบ อยากเสนอให้ช่วยกันพัฒนาประสิทธิภาพของระบบส่งน้ำของเราเอง ทั้งระบบชลประทาน ระบบจ่ายน้ำประปา

เราบอกว่าอยากส่งออกข้าวเป็นที่ 1 ของโลก เราอยากพัฒนาอุตสาหกรรรม เราอยากได้ทุกอย่างเยอะหมด แต่ไม่รู้จักความสมดุลของการพัฒนา ไม่ได้ดูว่าเรามีทรัพยากรเท่าไร วิธีคิดของผู้บริหารต้องเปลี่ยน การลงทุนผันน้ำเพื่อมาทำนา ชาวนาประเทศไทยยังต้องทำงานด้วยวิถีเดิมๆ ไม่มีชาวนารวยทั้งที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ เพราะไม่มีการพัฒนาเลย ควรใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยชาวนาให้ทำน้อยแต่ได้มาก ไม่ใช่คาดหวังว่าพอน้ำเพิ่มแล้วชาวนาจะปลูกข้าวได้ 3-4 ครั้งต่อปี จะมาอ้างว่าเกษตรกรไม่ปรับตัวไม่ได้ ” ดร.สิตางศุ์ กล่าว

นักวิชาการด้านน้ำ กล่าวอีกว่า โครงการผันน้ำจากแม่น้ำยวม เราจะมองแค่ปริมาณน้ำแบบเอาตัวเลขมาบวกหรือลบไม่ได้ โครงการที่ต้องสร้างอุโมงค์ผ่านพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ โดยผ่านป่าอุทยานฯ 1 แห่ง ป่าสงวนแห่งชาติ 6 แห่ง นี้ ส่งผลต่อความสมดุลในแง่ทรัพยากรธรรมชาตติด้วย

การได้น้ำมา 1 หน่วยไม่ใช่แค่การแลกกับป่าแค่ 1 หน่วย แต่ป่า 1 หน่วยนั้นยังมีความหมายไปถึงสัตว์ป่า สัตว์น้ำ ความสมดุลของทรัพยากรดิน น้ำ และชีวิตอื่นๆ ที่พึ่งพาอาศัยกันตามห่วงโซ่อาหารและวัฎจักรของนิเวศด้วย และการผันน้ำข้ามลุ่มทำให้เกิดการโยกย้ายถิ่นฐานของเอเลี่ยนสปีชีส์ ซึ่งอาจทำให้ปลาบางสายพันธุ์สูญพันธุ์ และทำให้ปลาท้องถิ่นบางชนิดหายไป แต่ไม่มีการประเมินเรื่องโอกาสของการสูญพันธุ์ในรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพราะมันประเมินไม่ได้ ทรัพยากรธรรมชาติบางอย่างที่เราจะสูญเสียไปนี้เป็นการสูญเสียตลอดกาลที่เอาคืนมาไม่ได้

ติง“บิ๊กป้อม”ประธานบอร์ดสิ่งแวดล้อม-กนช.คนเดียวกัน ขาดการถ่วงดุล
“หลังจากที่รายงานนี้ผ่าน คชก. แล้ว และจะถูกส่งไปถึงคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เราพบว่าตัวประธานคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนๆ เดียวกับประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) แล้วโครงการนี้จะไม่ผ่านได้อย่างไร

กล้องหน้ารถจับภาพ วัยรุ่นซ้อน 3 หลุดโค้ง เสียชีวิต 2 สาหัส 1

24 ส.ค. 64 เมื่อเวลา 11.30 น เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.บางศรีเมือง ได้รับแจ้งรถจักรยานยนต์ เสียหลักหลุดโค้ง ชนรถปูนเสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บสาหัส 1 ราย บริเวณหน้าร้านจำหน่าย เทปใส เทปกาว มุ่งหน้าวัดเฉลิมพระเกียรติ ต.บางกร่าง อ.เมือง จ.นนทบุรี จึงพร้อมด้วยแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูรุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบ รถปูน10 ล้อ จอดอยู่ข้างทางเลนซ้ายมุ่งหน้าวัดเฉลิมพระเกียรติ บริเวณล้อหน้าพบศพเด็กชาย อายุ 14 ปี นอนเสียชีวิต สภาพศพกะโหลกแตก ส่วนอีก 1 ราย เป็นชาย อายุ 15 ปี เสียชีวิตคาอยู่บริเวณล้อขวาหลัง ส่วนคนซ้อนซึ่งเป็นผู้หญิง 1 ราย ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยร่วมกตัญญูนำตัวส่งโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า

จากการสอบถามนายธีรวัตร์ ธีรวรุตม์ คนขับรถปูน กล่าวว่า ตนขับรถมาจากเส้นราชพฤกษ์กำลังมุ่งหน้าไปบางกรวย จังหวะที่เลี้ยวโค้ง มีรถจักรยานยนต์สวนข้ามเลนมาหา ตนจึงหักหลบแต่ไม่ทัน เพราะมาเร็วมาก ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ทั้ง 3 ราย น่าจะเสียหลักทำให้เบรกไม่อยู่ หลุดโค้งเสียชีวิตดังกล่าว เบื้องต้นอยู่ระหว่างรอแพทย์ชันสูตร

ชายขี่รถ จยย.สะดุดร่องแผ่นปูนกลางถนน บาดเจ็บสาหัส จ.นนทบุรี

ชายขี่รถ จยย.สะดุดร่องแผ่นปูนกลางถนน บาดเจ็บสาหัส จ.นนทบุรี

ทีมสนามข่าว 7 สี ได้รับเรื่องร้องขอความเป็นธรรมจากชายอายุ 24 ปี ขี่รถจักรยานยนต์สะดุดร่องแผ่นปูนคอนกรีต บริเวณกลางถนน ทำให้รถเสียหลักล้มลง กระแทกเข้ากับพื้นถนน บาดเจ็บสาหัส แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น กลับไร้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแสดงความรับผิดชอบ

จากกรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ทีมสนามข่าวได้สอบถามข้อเท็จจริงกับ นายไกรวิทย์ โตคํา อายุ 24 ปี ผู้บาดเจ็บ โดยเล่าว่าก่อนเกิดเหตุ ตนเองกำลังขี่รถจักรยานยนต์อยู่บนถนนติวานนท์ ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี หน้าร้านจำหน่าย ถุงฝาเกลียว ซองฝาเกลียว

กระทั่งถึงจุดเกิดเหตุ ทันใดนั้น รถจักรยานยนต์เกิดสะดุดร่องแผ่นปูนคอนกรีต ที่ปูอยู่บริเวณกลางถนน ส่งผลให้ผู้บาดเจ็บกระเด็นตกจากรถ ฟาดเข้ากับพื้นถนนอย่างแรง ก่อนที่ชาวบ้านในละแวกนั้นจะเข้ามาช่วยเหลือ และโทรศัพท์ประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวส่งโรงพยาบาล

อุบัติเหตุดังกล่าวทำให้กระดูกสะบ้าหัวเข่าข้างขวาแตก กระดูกแขนและขาข้างขวาหัก ซึ่งผู้บาดเจ็บต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจากหลายที่ เพื่อใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล จนกระทั่งออกมารักษาตัวต่อที่บ้าน ก็ยังไม่มีวี่แววหน่วยงานใดที่เกี่ยวข้องเข้ามาแสดงความรับผิดชอบ ทั้งนี้ผู้บาดเจ็บเกรงว่า หากปล่อยให้นานกว่านี้ อาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

กระทั่งเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (19 ส.ค.) นายไกรวิทย์ ผู้เสียหาย พร้อมกับทนายความ เดินทางเข้าพบตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ เพื่อสอบถามความคืบหน้าของคดีที่เกิดขึ้น เบื้องต้นตำรวจชี้แจงว่า ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาสำนวนคดี รวมถึงการรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

หนุ่ม ขี่จยย.มาจากสมุทรปราการ หวังกลับนครพนม สุดท้ายไม่ถึงบ้าน

หนุ่ม ขี่จยย.มาจากสมุทรปราการ หวังกลับนครพนม สุดท้ายไม่ถึงบ้าน

หนุ่ม ขี่จยย.มาจากสมุทรปราการ หวังกลับนครพนม สุดท้ายไม่ถึงบ้าน ดับสลดข้างทาง ตำรวจคาดสาเหตุเบื้องต้น อาจง่วงหลับในจนรถตกลงร่องกลางถนน

เมื่อเวลา 06.40 น. วันที่ 18 ส.ค.64 พ.ต.ต.สำเนียง ศรีพรหม สารวัตรเวรสอบสวน สภ.หนองหาน จ.อุดรธานี รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์เสียหลักชนป้ายทางหลวงตกลงร่องกลางถนน บริเวณถนนสายอุดรธานี หลังโรงงานผลิตซองใส่ขนม ซองใส่คุกกี้ สกลนคร ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 50-51 ใกล้จะถึงบ้านหันน้อย หมู่ที่ 4 ต.บ้านยา อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ตรวจสอบพร้อม หน่วยกู้ชีพส่งเสริมธรรมอุดรธานี จุดบริการอำเภอหนองหาน

ที่เกิดเหตุพบศพชายนอน ใกล้รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สีดำขาว ทะเบียน สมุทรปราการ ใกล้บริเวณเกิดเหตุพบถุงเสื้อผ้า จำนวน 1 ถึง ถุงพลาสติกบรรจุปราหมึก 2 ถึง และพบรอยชนที่เสาป้ายทางหลวง

เจ้าหน้าที่ตำรวจมอบหน่วยกู้ภัยตรวจสอบหลักฐานผู้เสียชีวิต ต้องสวมใส่ชุด ppe เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 เนื่องจากผู้เสียชีวิตมาจากจังหวัดเสี่ยงสูง และในเวลาต่อมาทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายแสงสุรีย์ ปากดี อายุ 33 ปี ชาว อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม

สอบถามในเบื้องต้นคาดว่าผู้ตายขี่รถ จยย.ออกจากจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อกลับบ้านจ.นครพนม เป็นระทางไกลมาก ขับมาถึงที่เกิดอาจเกิดอาการง่วงหลับในเป็นเหตุให้รถ จยย.เสียหลักตกลงร่องกลางถนนเป็นเหตุให้เสียชีวิตกลับยังไม่ถึงบ้าน หน่วยกู้ภัยนำร่างผู้ตายไปเก็บไว้ที่ รพ.หนองหานเพื่อติดต่อญาติมารับศพนำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณี

สั่งจำคุก 12 ปี ลูกสาวอาม่าฮวย แอบถอนเงิน 250 ล้านบาท

สั่งจำคุก 12 ปี ลูกสาวอาม่าฮวย แอบถอนเงิน 250 ล้านบาท

ศาลอาญาพระโขนงสั่งจำคุก 12 ปี นางมาวดี ศรีวิรัตน์ อายุ 55 ปี บุตรสาวของ นางฮวย ศรีวิรัตน์ อายุ 84 ปี หรือ “อาม่าฮวย” ที่แอบถอนเงินไปจากมารดากว่า 250 ล้านบาท โดยแอบ แพ็ค เทปใส เทปกาว ระหว่างที่มารดานอนพักฟื้นรักษาตัวด้วยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบที่โรงพยาบาล ในคดีลักทรัพย์ โดยไม่รอลงอาญา

ซึ่งศาลพิเคราะห์พฤติกรรมแห่งคดีแล้ว พบว่าการกระทำความผิดของจำเลย เป็นการกระทำต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุพการี โดยใช้โอกาสที่จำเลยเป็นผู้ดูแลระหว่างโจทก์เจ็บป่วย ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ อีกทั้งเงินที่จำเลยลักไปเป็นเงินจำนวนสูงมาก นับเป็นเรื่องร้ายแรง ดังนั้นแม้ปรากฏว่าจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กรณีก็ไม่เป็นเหตุให้รอการลงโทษ

สุดรันทด หนูน้อยวัย 11 ปี โพสต์ขอข้าวกล่องให้พ่อตาบอดกับย่า ต่ออายุ 8 ชีวิต

สุดรันทด หนูน้อยวัย 11 ปี โพสต์ขอข้าวกล่องให้พ่อตาบอดกับย่า ต่ออายุ 8 ชีวิต

สุดรันทด หนูน้อยวัย 11 ปี โพสต์ขอข้าวกล่องให้ครอบครัว 8 ชีวิต ผ่านโซเชียล เผยโควิดทำหมดทางทำกิน พ่อตาบอด-ย่าหมดหนทางค้าขาย ไร้คนเหลียวแล

เมื่อวันที่ 11 ส.ค.64 ผู้สื่อข่าวรับแจ้งว่ามี ชีวิตที่สุดแสนจะลำบากของครอบครัวที่มีถึง 8 ชีวิต อาศัยที่ดินของญาติพักอยู่ในบ้านปูนซอมซ่อ หลังโรงงานถุงคุกกี้ฝากาว ถุงสบู่ ภายในซอยมาบยายเลีย 5 ซอยเนินพลับหวาน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี มานาน ปัจจุบันประสบปัญหาจนแทบไม่มีข้าวจะมาประทังชีวิต จนหนูน้อยวัย 11 ปี หรือน้องออย นักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านเนินพลับหวาน โพสต์ข้อความผ่านโลกโซเชียล เพื่อขอความเห็นใจจากสังคมในการขอรับบริจาคอาหารเพื่อมาให้ครอบครัวใช้ในการประทังชีวิต

ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่บ้านหลังดังกล่าว พบนางวันุสนา นิโรจน์รัมย์ อายุ 50 ปี ซึ่งเป็นย่าอยู่ภายในบ้าน พร้อมด้วย นายวีรยุทธ วารีดำ อายุ 28 ปี พ่อของเด็ก ซึ่งพิการตาบอดทั้ง 2 ข้าง รวมไปถึงน้องออย โดยพบว่าทั้งหมดอยู่บนที่รกร้างเนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา ซึ่งทราบว่าเป็นของญาติ พร้อมมีการก่อสร้างที่พักแบบเรียบง่ายจำนวน 2 หลัง

จากการสอบถามนางวันสุนา กล่าวว่า แต่ก่อนมีอาชีพค้าขายก๋วยเตี๋ยว ตอนช่วงกลางคืนตามสถานบันเทิงในเขตเมืองพัทยา เพื่อนำเงินมาหาเลี้ยงครอบครัวทั้ง 8 ชีวิตทั้งลูกๆ และหลาน แต่หลังจากมีโรคโควิดทำให้ค้าขายไม่ได้ จึงไม่มีเงินใช้ เพื่อซื้ออาหารมารับประทาน ขณะที่ลูกชายก็ตาบอดทั้ง 2 ข้าง แต่เดิมมาอาชีพเป็นหมอนวดที่อยู่ที่ภาคใต้ แต่เมื่อมีปัญหาโรคโควิดจึงกลับมาอยู่ร่วมกัน จากนั้นก็มาหานั่งร้องเพลงตามตลาดนัดเพื่อหารายได้ แต่สุดท้ายตลาดก็โดนปิดอีกจึงไม่มีรายได้ไปด้วย

ด้านน้องออย กล่าวว่า สงสารพ่อ ย่า และครอบครัวอย่างมาก จึงโพสต์เฟซบุ๊กดู เผื่อจะมีผู้ใจบุญให้ความสงสารบ้าง ทุกวันนี้อยู่กันด้วยความลำบาก ก็ต้องขอขอบคุณที่ทางผู้สื่อข่าวมาร่วมนำเสนอเพื่อภาครัฐจะรับรู้ และหันมาให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครับตนบ้าง

นอกจากนี้ น้องออยยังโชว์โทรศัพท์มือถือ สภาพเก่า หน้าจอแตกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ที่ตนใช้ในการเรียนออนไลน์ ซึ่งสอบถามผลการเรียน ทราบว่าเป็นเด็กเรียนดี เคยสอบได้ที่ 1 ที่ 2 สอบได้ต่ำสุดที่ 5 ของห้องอีกด้วย

พบร่างสาว ถูกสังหารโหด ห่อด้วยผ้าปูที่นอน ทิ้งศพริมคลอง คนหาปลาผวา

พบร่างสาว ถูกสังหารโหด ห่อด้วยผ้าปูที่นอน ทิ้งศพริมคลอง คนหาปลาผวา

พบร่างสาว ถูกสังหารโหด ห่อด้วยผ้าปูที่นอนมัดหัวท้าย ทิ้งศพริมคลอง คนหาปลาผวา คาดถูกนำมาอำพราง ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน ตร.เร่งสืบหาคนร้าย

เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 2 ส.ค.64 ร.ต.อ.สมหมาย รักษ์ชูชื่น ร้อยเวร สภ.เมืองพัทลุง รับแจ้งจากพลเมืองดี พบศพห่อด้วยผ้าปูที่นอนถูกมัดด้วยเชือกทิ้งริมคลองบ้านสะพานหยี หลังโรงงานผลิตถุงแถบกาว ถุงแพ็คเสื้อ ท้องที่ ม.6 ต.นาโหนด อ.เมือง หลังรับแจ้งจึงเดินทางรุดสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ เกตุขาว ผกก.สภ.เมืองพัทลุง พ.ต.ท.นาถพล บุญสนิท รอง ผกก(ป) เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานพัทลุง แพทย์เวร รพ.พัทลุง และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยพัทลุง

ในที่เกิดเหตุ ริมคลองสะพานหยี เจ้าหน้าที่พบศพถูกห่อด้วยผ้าปูที่นอนมัดหัวมัดท้ายด้วยเชือกไนล่อน เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดออกดูด้านในห่อซ้ำด้วยเสื้อกันฝน พบว่าเป็นศพหญิงสาว อายุ ราว 30-35 ปี มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซอง เข้าบริเวณชายโครงซ้ายและแขนซ้าย หลายหลาย โดยเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วัน ตรวจในกระเป๋าเสื้อผ้าไม่พบหลักฐานว่าเป็นใครมาจากไหน เจ้าหน้าที่จึงได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานก่อนนำศพชันสูตรยัง รพ.พัทลุง อีกครั้ง

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่าก่อนเกิดเหตุชาวบ้านในพื้นที่ได้ออกไปวางเบ็ด แล้วเจอศพที่มัดด้วยผ้าปูที่นอนก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ แต่ไม่ทราบว่าผู้ตายเป็นใครมาจากไหน และจากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุของเจ้าหน้าที่คาดว่าผู้ตายถูกฆ่ามาจากที่อื่นแล้วนำศพมาทิ้ง ไว้เพื่ออำพรางคดี

ซึ่งทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนว่าผู้ตายเป็นใครมาจากไหนก่อนออกติดตามคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป