อดีตสามีตามง้อภรรยาไม่สำเร็จ จ้วงแทง ก่อนจุดไฟเผา เสียชีวิตทั้งคู่ จ.ยโสธร

อดีตสามีตามง้อภรรยาไม่สำเร็จ จ้วงแทง ก่อนจุดไฟเผา เสียชีวิตทั้งคู่ จ.ยโสธร

อดีตสามีตามง้อขอคืนดีภรรยามานานหลายปี แต่ไม่สำเร็จ ก่อนจะบุกบ้านแม่ยาย ใช้มีดจ้วงแทงภรรยาหลายครั้งจนเสียชีวิต จากนั้นใช้น้ำมันราดศพ จุดไฟเผา จนเพลิงลุกไหม้บ้านทั้งหลัง เสียชีวิตในกองเพลิงทั้งคู่ ส่วนลูกสาวอายุ 13 ปี พยายามเข้าไปช่วยแม่ แต่ถูกเพลิงไหม้ได้รับบาดเจ็บ

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงช่วยกันฉีดน้ำสกัดเพลิงที่กำลังโหมลุกไหม้ที่บ้านหลังหนึ่ง ในหมู่บ้านหนองสนม ตำบลคำเตย อำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร ใกล้กับโรงงานผลิต ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้ หลังจากมีชายอายุ 48 ปี จุดไฟเผาบ้านพัก จนลุกลามไปยังบ้านข้างเคียง เจ้าหน้าที่ใช้เวลาควบคุมเพลิงนานนับชั่วโมงกว่าจะสงบ

เมื่อตรวจสอบบ้านต้นเพลิงเป็นร้านขายของชำ พบว่าเสียหายทั้งหลัง และมีผู้เสียชีวิต 2 คน คือ ชายอายุ 48 ปี ซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุ และหญิงอายุ 38 ปี อดีตภรรยาของผู้ก่อเหตุ ถูกเพลิงไหม้เกรียม ส่วนลูกสาวอายุ 13 ปี ได้รับบาดเจ็บมีแผลจากการถูกเพลิงไหม้ตามร่างกาย นอกจากนี้ยังมีบ้านหลังข้างเคียงได้รับความเสียหายจากการถูกเพลิงไหม้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์

เพื่อนบ้าน เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงเด็กหญิงอายุ 13 ปี ร้องกรี๊ดและวิ่งออกจากบ้านหลังเกิดเหตุ ก่อนจะยืนตะโกนห้ามผู้เป็นพ่ออยู่หน้าบ้าน จากนั้นก็วิ่งกลับเข้าไปในบ้าน สักพักก็วิ่งออกมาโดยที่เสื้อผ้ามีเปลวเพลิงลุกไหม้ ก่อนจะเห็นเด็กหญิงล้มกลิ้งไปกับพื้นเพื่อดับเพลิง หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดกลุ่มควันพวยพุ่งมาจากตัวบ้าน และเกิดเพลิงไหม้อย่างรวดเร็ว เพื่อนบ้านจึงรีบโทรศัพท์แจ้งผู้ใหญ่บ้าน และประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาช่วยเหลือ

ญาติของผู้เสียชีวิต เล่าว่า สามีภรรยาคู่นี้อยู่กินกันมาหลายปี มีลูก 2 คน ที่ผ่านมามีปากเสียงกันหลายครั้ง เรื่องสามีหึงหวงเกินเหตุ จนฝ่ายภรรยาเอ่ยปากขอเลิกเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ก่อนที่ฝ่ายภรรยาและลูกจะแยกออกมาอยู่บ้านของพ่อและแม่ ซึ่งเปิดเป็นร้านขายของชำ ห่างจากบ้านหลังเดิมประมาณ 200 เมตร แต่ฝ่ายสามียังพยายามตามง้อ ขอคืนดีมาตลอด เคยถึงขั้นขู่จะฆ่ายกครัวมาแล้ว กระทั่งวันเกิดเหตุคาดว่าน่าจะตามมาง้อเหมือนเดิม แต่ไม่สำเร็จ จึงก่อเหตุดังกล่าวขึ้น

ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดยโสธร ตรวจที่เกิดเหตุ พร้อมกับเก็บหลักฐานเพื่อประกอบสำนวนคดี ส่วนเด็กหญิงอายุ 13 ปี อาการปลอดภัยแล้ว แต่จะต้องดูแลใกล้ชิด โดยเฉพาะสภาพจิตใจที่บอบช้ำกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน นายปฏิวัติ ทองเพชรจันทร์ นายอำเภอไทยเจริญ พร้อมด้วยสมาชิกกิ่งกาชาดอำเภอไทยเจริญ ได้เดินทางเข้าให้กำลังใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งได้มอบเครื่องอุปโภคบริโภคจำนวนหนึ่ง เพื่อบรรเทาผลกระทบ

ฝ่ายปกครองเมืองกาญจน์ บุกรวบโจ๋ 12 คน มั่วสุมเสพกัญชา-ยาบ้า-เฮโรอีน กลางป่า

ฝ่ายปกครองเมืองกาญจน์ บุกรวบโจ๋ 12 คน มั่วสุมเสพกัญชา-ยาบ้า-เฮโรอีน กลางป่า

ฝ่ายปกครองเมืองกาญจน์ บุกรวบโจ๋ 12 คน มั่วสุมเสพกัญชา-ยาบ้า-เฮโรอีน กลางป่า อายุ 18-24 ปี พบฉี่ม่วง 4 ราย ยึดบ้องไม้ไผ่ พร้อมจยย. 13 คัน

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 10 ก.ย. 2564 นายธนณัฎฐ์ ศรีสันต์ นายกอำเภอเมืองกาญจนบุรี รับแจ้งจากศูนย์ดำรงธรรมอำเภอเมืองกาญจนบุรี ว่า มีพลเมืองดีแจ้งเบาะแสว่ามีกลุ่มวัยรุ่นจับกลุ่มกันมั่วสุมเสพยาเสพติด บริเวณสุสานเขาตอง หลังโรงงานผลิตซองใส่ขนม ซองใส่คุกกี้ หมู่ 3 ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี หลังรับแจ้งจึงรายงานนายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ก่อนรีบสั่งการให้นายอรรถพล แก่นทรัพย์ ปลัดอำเภอเมืองกาญจนบุรี ฝ่ายความมั่นคง นำกำลังเจ้าหน้าที่กองร้อย อส.อำเภอเมืองพื้นที่ 2 จังหวัดกาญจนบุรี เดินทางไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึงพบกลุ่มวัยรุ่นเป็นจำนวนมากกำลังนั่งมั่วสุมกันอยู่ภายในเพิงนั่งเล่นมุงด้วยผ้าใบ โดยมีรถจักรยานยนต์จอดอยู่หลายคัน เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเพื่อตรวจค้น แต่กลุ่มวัยรุ่นเห็นเจ้าหน้าที่ได้พยายามวิ่งหลบหนีไปคนละทิศละทาง สามารถติดตามจับกุมวัยรุ่นเป็นชายทั้งหมด อายุระหว่าง 18-24 ปี จำนวน 12 คน ยึดรถจักรยานยนต์ 13 คัน รถจักรยาน 1 คัน บ้องกัญชาที่ทำจากไม้ไผ่ 8 บ้อง บ้องกัญชาทำด้วยขวดพลาสติก 1 บ้อง กัญชาอัดแท่งที่ถูกหั่นเป็นท่อนน้ำหนักครึ่งกิโลกรัม เฮโรอีน หนัก 5 กรัม และยาบ้า 9 เม็ด นอกจากนี้ยังพบเงินสดจำนวนหนึ่ง

เจ้าหน้าที่จึงนำอุปกรณ์มาตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดในร่างกายเบื้องต้น พบฉี่เป็นสีม่วง จำนวน 4 ราย จากนั้นคุมตัวกลุ่มวัยรุ่นชายทั้ง 12 ราย รวมทั้งของกลางมาที่ บก.ร้อย อส.อ.เมืองกาญจนบุรี ที่ 2 เพื่อจดทำบันทึกเรื่องราว ก่อนที่จะนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี เพื่อสอบสวนสืบสวนในการขยายผลและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สาวไม่ท้อ ประกาศตามหาแมว เจอจ่าย 1 แสน แม้ผ่านไป 2 เดือนยังไร้วี่แวว

สาวไม่ท้อ ประกาศตามหาแมว เจอจ่าย 1 แสน แม้ผ่านไป 2 เดือนยังไร้วี่แวว

สาวไม่ท้อ ประกาศตามหาแมว เจอจ่าย 1 แสน แม้ผ่านไป 2 เดือนยังไร้วี่แวว คืนเลิกงานยังขับรถตระเวนหาทุกวัน รับยังทำใจไม่ได้ ยันจ่ายจริงขอแค่ได้แมว

กรณีโลกออนไลน์ ประกาศตามหาแมวสายพันธ์สก็อตติช เพศเมีย ซึ่งกำลังตั้งท้องได้หายตัวไป หลังโรงงานผลิตถุงแถบกาว ถุงแพ็คเสื้อ จนเจ้าของแมวประกาศตามหาพร้อมตั้งรางวัลให้กับผู้ที่นำแมวมาคืนให้จำนวน 1 แสนบาทนั้น

เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 7 ก.ย.64 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่หมู่บ้านโกลด์เด้นท์ทาวน์ ซอยติวานนท์ 45 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้ากับ น.ส.สุจิณณา รัดแรง อายุ 24 ปี เจ้าของแมว ที่หายออกจากบ้านไประหว่างที่เผลอเปิดประตูบ้านทิ้งไว้เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา

น.ส.สุจิณณา กล่าวเปิดเผยว่า นับตั้งแต่ที่เจ้าแบมโบ้แมวพันธุ์สก็อตติชเพศเมียหายตัวไป ตนได้ออกติดตามหาตัวในละแวกชุมชนพร้อมกับทำแผ่นพัน ป้ายประกาศติดตามหาแมวมาอย่างต่อเนื่อง นับจากวันที่เจ้าแบมโบ้หายตัวไปก็เป็นระยะเวลา 2 เดือนกับ 2 วันแล้ว แม้ว่าตนจะตั้งเงินรางวัลให้กับผู้ที่นำแมวมาคืนให้ได้ถึง 1 แสนบาท ก็ยังคงไร้วี่แว่วที่จะพบตัว เคยมีคนโทรศัพท์มาแจ้งเป็นบางครั้งแต่เมื่อไปตรวจสอบดูก็พบว่าไม่ใช่ ซึ่งแมวของตนนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวหูพับ สายสลิด และมีจุดส้มที่บริเวณหน้าอก นอกจากนี้ยังได้ฝังไมโครชิฟเอาไว้ด้วย ซึ่งหากตนได้พบเจอแค่เห็นตนก็จำแมวของตนได้แล้ว

น.ส.สุจิณณา กล่าวต่ออีกว่า ทุกวันนี้ตนได้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อตามหาแมวของตนมาแล้วทุกวิถีทาง ทั้งติดประกาศตามหาในชุมชน ทำใบปลิวแจก ขับรถติดเครื่องขยายเสียงตามหา ติดตามในโลกโซเซียลของกลุ่มคนเลี้ยงแมวทุกกลุ่ม แม้แต่การไปบนบานสานกล่าว พึ่งหมอดูแล้วก็ตาม

ทุกวันนี้เมื่อเลิกงานกลับมาถึงบ้านแล้วตนก็ขับรถไปตามชุมชนในละแวกที่แมวหาย ทั้งเดินหาทั้งขับรถตามเป็นแบบนี้ทุกวันไม่เคยหยุด ตนไม่ถอดใจ เพราะคิดว่ายังมีความหวังที่จะพบเจอกับเจ้าแบมโบ้อยู่ เนื่องจากเจ้าแบมโบ้เป็นแมวสายพันธ์สก็อตติช ไม่ใช่แมวสายพันธ์ทั่วไป

เมื่อใครเห็นก็จะรู้ทันทีว่าเป็นแมวมีราคา จึงอาจจะเก็บไปเลี้ยงรวมทั้งในตอนที่เจ้าแบมโบ้หายตัวไปนั้นกำลังตั้งท้องอยู่พอดี จึงอาจทำให้คนที่เจอเจ้าแบมโบ้เก็บไปเลี้ยงไปดูแลต่อเพราะไม่รู้ว่าจะหาทางติดต่อกับเจ้าของแมวได้ยังไง ประกอบกับเป็นแมวที่เชื่องและคุ้นเคยกับคน เพราะตนเลี้ยงดูแลเหมือนกับลูกคนหนึ่ง

น.ส.สุจิณณา กล่าวอีก เรื่องรางวัลที่ตั้งไว้ 1 แสนบาทสำหรับผู้นำแมวคืนให้กับตนได้นั้น เป็นเรื่องจริงตนยินดีจ่ายให้จริงตามที่ลงประกาศไว้ และยินดีจะมอบเงินรางวัลพิเศษให้กับคนที่เจอเจ้าแบมโบ้แล้วเก็บไปเลี้ยงต่ออีกด้วย และหากทางคนที่เก็บไปเลี้ยงอยากได้ลูกแมวที่เจ้าแบมโบ้คลอดไว้ตนก็ยินดียกให้ทั้งหมด

ตนขอแค่ได้ตัวเจ้าแบมโบ้แมวของตนคืนกลับมาเท่านั้น รู้ว่าตลอดเวลาที่ติดตามหาแมวของตนจะผ่านมาสองเดือนแล้วและยังไม่มีวี่แววใดๆ แต่จะไม่ถอดใจ พยายามตามหาต่อไป เพราะเป็นเรื่องที่ตัดใจได้ยากสำหรับตน

แต่หากถ้าเห็นซากหรือไมโครชิฟว่าเป็นเจ้าแบมโบ้แมวของตนก็อาจจะตัดใจได้ ความเสียใจยังคงมีที่สิ้นสุด แต่ถ้ายังไม่พบเห็นอะไรเลยแบบนี้ตนก็จะยังคงติดตาม ค้นหาเจ้าแบมโบ้แมวที่ตนรักเหมือนลูกต่อไป

ชายอายุ 67 ปี ถูกทำร้ายร่างกายหมดสติ ถูกนำมาทิ้งที่พงหญ้า ในสภาพบาดเจ็บที่ใบหน้า

ชายอายุ 67 ปี ถูกทำร้ายร่างกายหมดสติ ถูกนำมาทิ้งที่พงหญ้า ในสภาพบาดเจ็บที่ใบหน้า

ชายอายุ 67 ปี ถูกทำร้ายร่างกายจนหมดสติ ตื่นมาอีกทีพบว่าถูกนำมาทิ้งในพงหญ้าป่ากก ขณะที่ชาวบ้านให้เบาะแส เห็นกลุ่มชายในหมู่บ้านวนเวียนใกล้กับจุดเกิดเหตุ

กู้ภัยพัทลุง กำลังปฐมพยาบาลให้กับชายอายุ 67 ปี ชาวบ้านตำบลท่ามิหรำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุงใกล้กับโรงงานผลิต กล่องเบเกอร์รี่ กล่องเค้ก หลังได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลบริเวณศีรษะ เลือดไหลออกจมูก ใบหน้าปูดบวม จากการถูกรุมทำร้ายร่างกาย

ผู้เสียหาย เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ เขาขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างไปหาปลาบริเวณคลองในหมู่บ้าน แล้วพบกลุ่มชาย 3 คน เดินเข้ามาหา รุมทำร้ายร่างกายจนหมดสติไป โดยเขาไม่ทันได้เห็นผู้ก่อเหตุ พอรู้สึกตัวอีกทีพบว่ามานอนอยู่ที่พงหญ้าป่ากก พื้นที่ชุมชนบ้านควนปรง หมู่ 2 ห่างจากถนนสายเอเชียประมาณ 500 เมตร ในสภาพร่างกายเหลือแต่กางเกงในตัวเดียว ส่วนรถจักรยานยนต์พ่วงข้างหายไป จึงเดินไปขอความช่วยเหลือกับชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง ก่อนจะแจ้งตำรวจมาตรวจสอบ

ตำรวจ สภ.เมืองพัทลุง ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณพงหญ้าที่ผู้บาดเจ็บถูกนำมาทิ้งไว้ และจุดที่ถูกทำร้าย (บริเวณคลองหาปลา) พบกางเกงขายาว บัตรประจำตัวประชาชน บัตร ATM ของผู้บาดเจ็บตกอยู่ และพบร่องรอยล้อรถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่คาดว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุน่าจะขโมยไป

ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงจุดที่ถูกทำร้าย ให้ข้อมูลว่า เมื่อช่วงค่ำวานนี้ (2 ก.ย.) ได้ยินคนทะเลาะกันเสียงดังบริเวณคลองที่ผู้บาดเจ็บกำลังหาปลา จึงเดินออกมาดูก็เห็น นายโก้ ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้าน (มีพฤติกรรมเกเร ติดยาเสพติด) ยืนอยู่บริเวณดังกล่าว พออีกฝ่ายเห็นตนเอง (ผู้เห็นเหตุการณ์) ก็ทำท่าจะเดินเข้ามาทำร้าย ตนเองเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเดินเข้าบ้าน แล้วปิดประตูเพราะเกรงว่าจะถูกทำร้าย จากนั้นก็มาทราบภายหลังว่ามีคนถูกทำร้ายร่างกาย

จากนั้นตำรวจได้นำตัวผู้บาดเจ็บไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลพัทลุง ก่อนจะพามาแจ้งความและสอบปากคำ เพื่อหาสาเหตุของการถูกทำร้ายร่างกาย เบื้องต้น ผู้บาดเจ็บให้ข้อมูลว่า มีอาชีพหาปลาและขอข้าววัดกินในแต่ละวัน ไม่เคยมีปัญหากับใครมาก่อน คาดว่ากลุ่มคนที่เข้าทำร้ายอาจจะหวังชิงทรัพย์ (รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง) ตำรวจจะเร่งรวบรวมหลักฐาน ติดตามตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำและดำเนินคดีตามกฎหมาย

พริตตี้สาว ล่อซื้อหนังผู้ใหญ่เอง หลังพบเอาภาพตัวเองทำปกเร่ขาย

พริตตี้สาว ล่อซื้อหนังผู้ใหญ่เอง หลังพบเอาภาพตัวเองทำปกเร่ขาย

พริตตี้สาว ดีกรีทูตการท่องเที่ยวล่อซื้อหนังปลุกใจเสือป่าเอง หลังพบเอาภาพตนไปทำปกเร่ขายย่านคลองถม ชี้มีเน็ตไอดอลหลายคนโดยแบบนี้ แจ้งตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย ด้านคนขายเผยแค่รับมาขายไม่รู้เรื่อง

วันที่ 2 ก.ย.2564 ที่สน.พลับพลาไชย 1 น.ส.ธนัชชา พิงพิทยากุล อายุ 22 ปี หรือฟักแฟง พริตตี้คนดัง ดีกรีตำแหน่งMiss Tourism World Thailand เข้าแจ้งความกับตำรวจหลังถูกบุคคลนำภาพไปโฆษณาบนซีดีหนังผู้ใหญ่วางขายในย่านคลองถม บริเวณหลังร้านขายถุงแถบกาว ถุงแพ็คเสื้อ จนทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เพราะส่วนตัวก็เป็นทูตการท่องเที่ยวและทูตการกีฬา เขตสัมพันธวงศ์ อีกทั้งยังมีผู้ติดตามในอินสตาแกรมส์เป็นจำนวนหลักแสนเกรงว่าจะทำให้ผู้ติดตามเข้าใจผิด

น.ส.ธนัชชาเผยว่าเมื่อวานนี้ มีเพื่อนทักมาทางไอจีว่า เจอรูปของตนอยู่บนปกซีดีหนังผู้ใหญ่วางขายแถวตลาดคลองถม พร้อมส่งภาพมาให้ดู เมื่อเห็นเข้าก็ตกใจ ไม่คิดว่าจะมีคนนำรูปตนไปปกซีดีหนังประเภทนี้ จึงแจ้งคุณแม่ ก่อนมาแจ้งตำรวจในวันนี้ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ทั้งนี้ตนเห็นว่าภาพของตนเป็นเพียงภาพปก ยังไม่มีตัวแผ่น จึงไม่มีหลักฐานแจ้งความ เลยเดินทางมาล่อซื้อแผ่นซีดีหนังปลุกใจเสือป่าด้วยตัวเอง พบว่าผู้ขายและซีดีประเภทนี้มีรูปของเน็ตไอดอลหลายคนที่ถูกนำภาพมาเผยแพร่ลักษณะนี้ จึงแจ้งตำรวจเป็นคดีอาญา

ทั้งนี้หลังรับแจ้งความ ตำรวจได้จับกุมตัวนายจิรายุ ดวงสิมา อายุ 26 ปี ผู้ขายซีดีดังกล่าว รับว่าเป็นเพียงผู้ขายเท่านั้น ไม่ทราบที่มาใด ๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ดีตำรวจได้แจ้งข้อหาดำเนินคดีตามกฎหมายพร้อมขยายผลหาผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

มุมานะ! จับแล้ว 2 โจ๋ ซิ่งจยย.ข้ามจังหวัด จี้ปั๊มน้ำมันโคราช กวาด 3.5 หมื่น หลังวืดมา 2 ปั๊ม

มุมานะ! จับแล้ว 2 โจ๋ ซิ่งจยย.ข้ามจังหวัด จี้ปั๊มน้ำมันโคราช กวาด 3.5 หมื่น หลังวืดมา 2 ปั๊ม

มุมานะ! จับแล้ว 2 โจ๋ ซิ่งจยย.ข้ามจังหวัด จี้ปั๊มน้ำมันโคราช กวาด 3.5 หมื่น หลังวืดมา 2 ปั๊ม ตร.ตามรวบถึงบ้านที่สารคาม อีกคนวัย 17 ญาติพาเข้ามอบตัว

จากกรณีเกิดเหตุชิงทรัพย์ภายในปั๊มปตท.สีดาทวีชัยการปิโตเลียม สี่แยกไฟแดงสีดา หน้าโรงงานผลิตถุงแถบกาว ถุงแพ็คเสื้อ อ.สีดา จ.นครราชสีมา โดยชายวัยรุ่น 2 ราย ขับขี่จยย.ได้เข้ามาที่ปั๊ม ทำทีขอหลบฝน ก่อนฉวยโอกาสชักมีดจี้พนักงานแคชเชียร์ฉกเงินสดไปได้ประมาณ 35,000 บาท แล้วหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว โดยที่กล้องวงจรปิดของปั๊มจับภาพไว้ได้

ล่าสุด วันที่ 27 ส.ค.64 ผู้ปกครองของหนึ่งในผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นเยาวชนชาย อายุ 17 ปี ชาว จ.มหาสารคาม ได้พาเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สีดา จ.นครราชสีมา ท้องที่เกิดเหตุ หลังจากถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่อย่างหนัก ในขณะที่คนร้ายอีกราย ทราบชื่อต่อมาคือ นายโสภณ มูลพาที อายุ 25 ปี ชาว อ.นาดูน เช่นกัน ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาดูน จ.มหาสารคาม ควบคุมตัวได้ขณะนอนพักผ่อนอยู่ในบ้านญาติหลังหนึ่ง โดยพบเงินสดของกลาง 4,730 บาท พร้อมรถจยย. อาวุธมีดและเสื้อผ้าที่ใส่ในวันก่อเหตุ ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สีดา จะเดินทางไปอายัดตัวนำกลับมาดำเนินคดี โดยทั้ง 2 คนให้การรับสารภาพว่า นำเงินที่ได้ไปซื้อยาเสพติดมาเสพ

สำหรับพฤติการณ์ของคนร้ายทั้ง 2 คน ซึ่งเป็นชาว อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ได้ขี่รถจยย.เข้ามาพยายามก่อเหตุที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในเขต อ.ประทาย และปั๊มน้ำมันใน อ.โนนแดง จ.นครราชสีมา แต่ไม่สบโอกาส จึงได้มาก่อเหตุที่ปั๊ม ปตท.สี่แยก อ.สีดา โดยใช้อาวุธมีดที่พกมาจี้ชิงทรัพย์ ได้เงินไป 3.5 หมื่นบาท ก่อนหลบหนีไปเปิดรีสอร์ตนอนกบดานและเปลี่ยนที่พักไปเรื่อยๆ จนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวได้ 1 คน และญาติได้พาเข้ามอบตัว 1 คน โดยทั้งสองสารภาพว่าได้นำเงินที่ได้ไปซื้อยาเสพติดมาเสพ จากนั้นจึงควบคุมตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับหนุ่มหื่นอ้างตัวเป็นตำรวจล่อซื้อสาวไซด์ไลน์

จับหนุ่มหื่นอ้างตัวเป็นตำรวจล่อซื้อสาวไซด์ไลน์

ตำรวจ 191 ไปจับกุมชายอายุ 34 ปี อ้างตัวเป็นตำรวจหลอกซื้อบริการสาวไซด์ไลน์ไปร่วมหลับนอน ก่อนทำทีจะเข้าจับกุม แล้วต่อรองให้เหยื่อสำเร็จความใคร่ เมื่อสบโอกาสก็ลักทรัพย์เหยื่อ รับสารภาพทำแบบนี้มาแล้วกว่า 40 ครั้ง ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

นายกิตติภพ อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาในหลายข้อหา ทั้งข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น, ข่มขืนใจ, หน่วงเหนี่ยวกักขัง และลักทรัพย์โดยลวงว่าเป็นเจ้าพนักงาน ถูกตำรวจสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ หรือตำรวจ 191 ไปจับกุมตัวได้ที่ย่านซอยโชคชัย 4 ซอย 70 แขวงและเขตลาดพร้าว หลังหลบหนีไปกบดานตัวอยู่ในห้องพักรายวัน ใกล้กับโรงงานผลิต กล่องเบเกอร์รี่ กล่องเค้ก แห่ง หนึ่ง

สำหรับพฤติการณ์ของผู้ต้องหาตามที่มีผู้เสียหายที่ไปแจ้งความไว้ที่ สน.โชคชัย ว่า มีบุคคลแอบอ้างเป็นตำรวจ ติดต่อหาหญิงที่ลักลอบขายบริการผ่านอินเทอร์เน็ตหรือไซด์ไลน์ เมื่อผู้เสียหายหลงกลไปตามนัด ผู้ต้องหาก็จะแสดงตัวเองว่าเป็นตำรวจจะทำทีจับกุมไปดำเนินคดีฐานค้าประเวณีฯ และกักขังผู้เสียหายให้อยู่ภายในที่เกิดเหตุ เพื่อล่อลวงให้ผู้เสียหายสำเร็จความใคร่ให้แลกกับการไม่ต้องถูกดำเนินคดี ต่อมาผู้ต้องหาอาศัยจังหวะเผลอ ลักโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องของผู้เสียหาย มูลค่า 55,000 บาทแล้วหลบหนีไป

จากการสอบสวนนายกิตติภพ ยอมรับว่า ไม่ได้เป็นตำรวจ แต่ช่วยงานที่บ้านทำงานดูแลร้านขายเครื่องเขียน ยอมรับว่ามีความหมกมุ่นในเรื่องทางเพศและก่อเหตุดังกล่าวจริง โดยทำมาแล้วไม่ต่ำกว่า 40 ครั้ง ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เหตุเกิดในหลายพื้นที่ ทั้ง สน.บางนา, สน.ดินแดง, สน.สุทธิสาร, สน.ลาดกระบัง และล่าสุดในพื้นที่ สน.โชคชัย ส่วนการตรวจสอบประวัติยังพบว่าก่อนหน้านี้เคยก่อคดีทำนองนี้มาแล้วกว่าสิบครั้ง เคยถูกจับกุมดำเนินคดีและพ้นโทษออกมาเมื่อช่วงต้นปี 2564 ก่อนจะกลับมาก่อเหตุซ้ำ หลังตำรวจแจ้งข้อหาก็ได้พาตัวไปส่ง สน.โชคชัย ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ประสานเสียงค้าน โครงการผันน้ำยวม นักวิชาการชี้แก้ขาดแคลนน้ำไม่ถูกจุด

ประสานเสียงค้าน โครงการผันน้ำยวม นักวิชาการชี้แก้ขาดแคลนน้ำไม่ถูกจุด

ประสานเสียงค้าน โครงการผันน้ำยวม นักวิชาการชี้แก้ขาดแคลนน้ำไม่ถูกจุด แต่ละปีปล่อยน้ำรั่วไหลจากระบบมหาศาล ติง“บิ๊กป้อม” นั่งควบ 2 ตำแหน่งขาดถ่วงดุล

วันที่ 24 ส.ค.64 ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมชลประทานผลักดันโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล ฝั่งหลังโรงงานผลิตถุงซิปล็อค ถุงซิปล็อคใส่เสื้อผ้า ด้วยการผันน้ำจากลุ่มน้ำสาละวิน แม่น้ำยวม อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ผ่านอุโมงค์ลอดผืนป่ากว่า 60 กิโลเมตร และผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) เรียบร้อยแล้ว ว่า รู้สึกแปลกใจที่โครงการนี้ผ่าน คชก.ได้อย่างรวดเร็วทั้งๆ ที่มีประเด็นที่ คชก. ควรตรวจสอบเพราะสิ่งที่หน่วยงานเสนอมายังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ

ดร.สิตางศุ์ กล่าวว่า จริงๆแล้วตนไม่ได้มองแค่โครงการผันน้ำจากแม่น้ำยวมเพียงโครงการเดียว แต่ยังมีโครงการผันน้ำขนาดใหญ่อีกหลายโครงการ เช่นในภาคอีสานมีโครงการผันน้ำโขง ในภาคตะวันออกมีโครงการการผันน้ำข้ามลุ่ม ซึ่งอยู่ในชุดเดียวกัน คือ การพัฒนาแหล่งน้ำด้วยการหาน้ำต้นทุนเพิ่ม

เนื่องจากในการบริหารจัดการน้ำนั้นมี 2 ด้าน คือ อุปสงค์และอุปทาน โดยที่ทางการไทยทำไม่หยุดยั้ง คืออุปทานอย่างเดียว ต่อให้จัดหาหรือทำอย่างไรก็ไม่เพียงพอ แม้ต้องไปหาทรัพยากรน้ำมาจากประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม

ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนแนวคิดโดยการจัดการน้ำของตัวเองมากกว่า ซึ่งกรณีผันน้ำจากแม่น้ำยวม โครงการเฟสแรก มีปริมาณน้ำราว 2,000 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และในเฟส 2 อีก 2,000 ล้าน ลบ.ม. โดยอ้างว่าช่วยพื้นที่ชลประทาน 1.6 ล้านไร่

“เขาบอกพื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนล่างและภาคกลาง มีน้ำไม่พอ จึงต้องหาน้ำมาแก้ปัญหาเพื่อให้พอสำหรับพื้นที่เดิม แต่พอเพิ่มน้ำอีก 2,000 ล้าน ก็จะขยายพื้นที่ใหม่อีก เมื่อถึงเวลาน้ำไม่พอก็หาน้ำมาเติมอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่มีวันที่น้ำจะพอ และไม่รู้จักจบจักสิ้น

ที่สำคัญคือไม่มีแนวทางเรื่องของความสมดุลจากการพัฒนากับทรัพยากร ถ้าเราต้องการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำการเกษตร ควรเพิ่มศักยภาพการใช้น้ำเกษตร ควรเป็นเกษตรแบบเทคโนโลยีได้แล้ว ไม่ใช่เกษตรแบบเมื่อร้อยปีก่อน ตอนนี้ประสิทธิภาพของการใช้น้ำในภาคเกษตรมีแค่ 50% เราปล่อยให้สูญเสียน้ำไป 50% ทำไมเราถึงไม่เพิ่มประสิทธิภาพของระบบชลประทาน ถ้าเราไม่ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง น้ำก็หายไปอยู่ตลอดเวลา” นักวิชาการผู้นี้ กล่าว

ดร.สิตางศุ์ กล่าวว่า นอกจากน้ำเพื่อการเกษตรแล้ว ในกรณีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เราก็ทำน้ำหายไป 30% ในระบบท่อที่จ่ายน้ำไปให้ประชาชน เฉพาะแค่ 3 จังหวัดคือ กทม. นนทบุรีและ สมุทรปราการ ปัจจุบัน การประปานครหลวง ผลิตน้ำวันละ 5.5 ล้าน ลบ.ม. แต่ทำน้ำหายไปในระบบท่อจ่ายน้ำวันละ 1.2 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งสามารถนำไปทำนาได้วันละ 1,200 ไร่ หรือ 30 วันสูญเสียน้ำทำนาไป 36 ล้าน ลบ.ม.หรือ ปีละกว่า 400 ล้าน ลบ.ม. หรือเท่ากับปริมาณน้ำครึ่งหนึ่งของเขื่อนป่าสักฯ

แล้วยังมีการประปาภูมิภาคอีก ซึ่งมีพื้นที่เยอะกว่าการประปานครหลวง น้ำที่หายไปวันละ 30% จากระบบส่งน้ำ เช่น ท่อรั่ว ท่อแตก แทนที่จะเอาเงินลงทุนหาน้ำมาเติม สู้เราเอามาลงทุนกับระบบเพื่อไม่ให้น้ำหายไปไม่ดีกว่าหรือ ถ้าเราลดเปอร์เซ็นสูญเสียน้ำลงสัก 5% หรือวันละ 2.7 แสน ลบ.ม. เดือนละ 8 ล้าน ลบ.ม. เราจะทำนาได้เพิ่มอีก 8 พันกว่าไร่

นักวิชาการ เสนอพัฒนาประสิทธิภาพระบบส่งน้ำ
“เราไม่ตื่นเต้นกับการได้น้ำคืนมา แต่กลับไปตื่นเต้นกับโครงการที่ให้จีนเข้ามาช่วยลงทุนหาน้ำต้นทุนมากกว่า ในฐานะนักวิชาการด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำมองว่า แทนที่จะหาทางเอาน้ำมาเติมแบบไม่รู้จักจบ อยากเสนอให้ช่วยกันพัฒนาประสิทธิภาพของระบบส่งน้ำของเราเอง ทั้งระบบชลประทาน ระบบจ่ายน้ำประปา

เราบอกว่าอยากส่งออกข้าวเป็นที่ 1 ของโลก เราอยากพัฒนาอุตสาหกรรรม เราอยากได้ทุกอย่างเยอะหมด แต่ไม่รู้จักความสมดุลของการพัฒนา ไม่ได้ดูว่าเรามีทรัพยากรเท่าไร วิธีคิดของผู้บริหารต้องเปลี่ยน การลงทุนผันน้ำเพื่อมาทำนา ชาวนาประเทศไทยยังต้องทำงานด้วยวิถีเดิมๆ ไม่มีชาวนารวยทั้งที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ เพราะไม่มีการพัฒนาเลย ควรใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยชาวนาให้ทำน้อยแต่ได้มาก ไม่ใช่คาดหวังว่าพอน้ำเพิ่มแล้วชาวนาจะปลูกข้าวได้ 3-4 ครั้งต่อปี จะมาอ้างว่าเกษตรกรไม่ปรับตัวไม่ได้ ” ดร.สิตางศุ์ กล่าว

นักวิชาการด้านน้ำ กล่าวอีกว่า โครงการผันน้ำจากแม่น้ำยวม เราจะมองแค่ปริมาณน้ำแบบเอาตัวเลขมาบวกหรือลบไม่ได้ โครงการที่ต้องสร้างอุโมงค์ผ่านพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ โดยผ่านป่าอุทยานฯ 1 แห่ง ป่าสงวนแห่งชาติ 6 แห่ง นี้ ส่งผลต่อความสมดุลในแง่ทรัพยากรธรรมชาตติด้วย

การได้น้ำมา 1 หน่วยไม่ใช่แค่การแลกกับป่าแค่ 1 หน่วย แต่ป่า 1 หน่วยนั้นยังมีความหมายไปถึงสัตว์ป่า สัตว์น้ำ ความสมดุลของทรัพยากรดิน น้ำ และชีวิตอื่นๆ ที่พึ่งพาอาศัยกันตามห่วงโซ่อาหารและวัฎจักรของนิเวศด้วย และการผันน้ำข้ามลุ่มทำให้เกิดการโยกย้ายถิ่นฐานของเอเลี่ยนสปีชีส์ ซึ่งอาจทำให้ปลาบางสายพันธุ์สูญพันธุ์ และทำให้ปลาท้องถิ่นบางชนิดหายไป แต่ไม่มีการประเมินเรื่องโอกาสของการสูญพันธุ์ในรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพราะมันประเมินไม่ได้ ทรัพยากรธรรมชาติบางอย่างที่เราจะสูญเสียไปนี้เป็นการสูญเสียตลอดกาลที่เอาคืนมาไม่ได้

ติง“บิ๊กป้อม”ประธานบอร์ดสิ่งแวดล้อม-กนช.คนเดียวกัน ขาดการถ่วงดุล
“หลังจากที่รายงานนี้ผ่าน คชก. แล้ว และจะถูกส่งไปถึงคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เราพบว่าตัวประธานคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนๆ เดียวกับประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) แล้วโครงการนี้จะไม่ผ่านได้อย่างไร

กล้องหน้ารถจับภาพ วัยรุ่นซ้อน 3 หลุดโค้ง เสียชีวิต 2 สาหัส 1

24 ส.ค. 64 เมื่อเวลา 11.30 น เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.บางศรีเมือง ได้รับแจ้งรถจักรยานยนต์ เสียหลักหลุดโค้ง ชนรถปูนเสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บสาหัส 1 ราย บริเวณหน้าร้านจำหน่าย เทปใส เทปกาว มุ่งหน้าวัดเฉลิมพระเกียรติ ต.บางกร่าง อ.เมือง จ.นนทบุรี จึงพร้อมด้วยแพทย์จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูรุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบ รถปูน10 ล้อ จอดอยู่ข้างทางเลนซ้ายมุ่งหน้าวัดเฉลิมพระเกียรติ บริเวณล้อหน้าพบศพเด็กชาย อายุ 14 ปี นอนเสียชีวิต สภาพศพกะโหลกแตก ส่วนอีก 1 ราย เป็นชาย อายุ 15 ปี เสียชีวิตคาอยู่บริเวณล้อขวาหลัง ส่วนคนซ้อนซึ่งเป็นผู้หญิง 1 ราย ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยร่วมกตัญญูนำตัวส่งโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า

จากการสอบถามนายธีรวัตร์ ธีรวรุตม์ คนขับรถปูน กล่าวว่า ตนขับรถมาจากเส้นราชพฤกษ์กำลังมุ่งหน้าไปบางกรวย จังหวะที่เลี้ยวโค้ง มีรถจักรยานยนต์สวนข้ามเลนมาหา ตนจึงหักหลบแต่ไม่ทัน เพราะมาเร็วมาก ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ทั้ง 3 ราย น่าจะเสียหลักทำให้เบรกไม่อยู่ หลุดโค้งเสียชีวิตดังกล่าว เบื้องต้นอยู่ระหว่างรอแพทย์ชันสูตร

ชายขี่รถ จยย.สะดุดร่องแผ่นปูนกลางถนน บาดเจ็บสาหัส จ.นนทบุรี

ชายขี่รถ จยย.สะดุดร่องแผ่นปูนกลางถนน บาดเจ็บสาหัส จ.นนทบุรี

ทีมสนามข่าว 7 สี ได้รับเรื่องร้องขอความเป็นธรรมจากชายอายุ 24 ปี ขี่รถจักรยานยนต์สะดุดร่องแผ่นปูนคอนกรีต บริเวณกลางถนน ทำให้รถเสียหลักล้มลง กระแทกเข้ากับพื้นถนน บาดเจ็บสาหัส แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น กลับไร้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแสดงความรับผิดชอบ

จากกรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ทีมสนามข่าวได้สอบถามข้อเท็จจริงกับ นายไกรวิทย์ โตคํา อายุ 24 ปี ผู้บาดเจ็บ โดยเล่าว่าก่อนเกิดเหตุ ตนเองกำลังขี่รถจักรยานยนต์อยู่บนถนนติวานนท์ ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี หน้าร้านจำหน่าย ถุงฝาเกลียว ซองฝาเกลียว

กระทั่งถึงจุดเกิดเหตุ ทันใดนั้น รถจักรยานยนต์เกิดสะดุดร่องแผ่นปูนคอนกรีต ที่ปูอยู่บริเวณกลางถนน ส่งผลให้ผู้บาดเจ็บกระเด็นตกจากรถ ฟาดเข้ากับพื้นถนนอย่างแรง ก่อนที่ชาวบ้านในละแวกนั้นจะเข้ามาช่วยเหลือ และโทรศัพท์ประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวส่งโรงพยาบาล

อุบัติเหตุดังกล่าวทำให้กระดูกสะบ้าหัวเข่าข้างขวาแตก กระดูกแขนและขาข้างขวาหัก ซึ่งผู้บาดเจ็บต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจากหลายที่ เพื่อใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล จนกระทั่งออกมารักษาตัวต่อที่บ้าน ก็ยังไม่มีวี่แววหน่วยงานใดที่เกี่ยวข้องเข้ามาแสดงความรับผิดชอบ ทั้งนี้ผู้บาดเจ็บเกรงว่า หากปล่อยให้นานกว่านี้ อาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

กระทั่งเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (19 ส.ค.) นายไกรวิทย์ ผู้เสียหาย พร้อมกับทนายความ เดินทางเข้าพบตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ เพื่อสอบถามความคืบหน้าของคดีที่เกิดขึ้น เบื้องต้นตำรวจชี้แจงว่า ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาสำนวนคดี รวมถึงการรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย