“สัปเหร่อไฮโซ” ช่วยเหลือหนุ่มถูกเก๋งชนนิ้วเท้าขาด แฉคู่กรณีลงมาโวยวายไม่สนคนเจ็บ

สัปเหร่อไฮโซ เดินตามหานิ้วเท้าให้หนุ่มมมอเตอร์ไซค์ เก๋งคู่กรณีลงมาโวยวาย ก่อนเปลี่ยนขับรถอีกคันออกไปหน้าตาเฉย

(9 ก.ย 63) เมื่อเวลา 18.00 น. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก นายเนรมิต ศรีเมือง อายุ 52 ปี ฉายา สัปเหร่อไฮโซ ระบุว่าเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2563 เวลาประมาณ 20.30 น. ตนเองได้ขับรถเก๋งส่วนตัว เพื่อจะไปงานวันเกิดผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ โดยใช้เส้นทางซอยสามัคคี มุ่งหน้าถนนติวานนท์ ได้เกิดเหตุรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า รุ่นเวฟ ทะเบียนบึงกาฬ ทราบชื่อคนขี่ นายสมบัติ อายุ 25 ปี พนักงานขนส่ง ถุงแก้วฝากาว ถุงแก้วแถบกาว เฉี่ยวชนกับรถเก๋งมิตซูบิชิสีขาว ก่อนที่รถจักรยานยนต์ จะเสียหลักกระเด็นมาชนรถของตนเอง

ทำให้นายสมบัติคนขี่จักรยานยนต์นั้น ได้รับบาดเจ็บนิ้วเท้าขวาขาดกระเด็นออกมา ปากก็ร้องเรียกหาให้ช่วยเก็บนิ้วให้ด้วย นายเนรมิตจึงเดินตามหานิ้วเท้าแล้วเก็บมาขณะที่ชายคนขับรถเก๋งคู่กรณีและผู้หญิงที่นั่งมาในรถกลับลงมาเอะอะโวยวาย จะเข้ามาต่อยและทำร้ายนายสมบัติ แทนที่จะช่วยเหลือ นายเนรมิตจึงเข้าช่วยเหลือคนเจ็บ พร้อมห้ามปรามชายคนดังกล่าว ก่อนที่จะมีหญิงวัยกลางคน ได้ขับรถอีกคันมาที่เกิดเหตุและไล่ให้ชายที่หัวร้อนคนนี้ขึ้นรถคันที่เพิ่งมาจอด แล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่ชายคนนี้เป็นคนขับรถคันเกิดเหตุ ซึ่งเหตุดังกล่าวชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์ต่างพากันงุนงง ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิจึงได้นำคนเจ็บส่ง รพ.กรมชลประทานแต่แพทย์ไม่สามารถที่จะทำการต่อนิ้วเท้าที่ขาดให้ได้

เวลาต่อมา ร.ต.ท.ภาณุพงศ์ เพียงทำ  รองสว. (สอบสวน) ได้รับแจ้งเหตุดังกล่าวจึงรีบรุดมายังที่เกิดเหตุ โดยที่หญิงสาวที่นั่งมาในรถคู่ชายคนขับหัวร้อน รับสมอ้างว่าเป็นคนขับรถยนต์ที่เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของนายสมบัติ จนรถไปชนท้ายรถนายเนรมิต สัปเหร่อไฮโซ  ซึ่งทาง ร.ต.ท.ภานุพงศ์ จะได้สอบสวนและตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียงและพยานแวดล้อม หากพบว่าคนขับรถเก๋งมีการสับเปลี่ยนตัวคนขับก็จะได้ดำเนินคดีตามกฎหมายพร้อมทั้งจะได้นัดคู่กรณีที่เกี่ยวข้องมาสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการต่อไป

หนุ่ม รปภ.เครียดหนัก โควิด-19 ระบาดทำเงินไม่พอใช้ ตัดสินใจกระโดดเจ้าพระยาจมดับ

หนุ่ม รปภ. โรงงานผลิต ตัวตัดเทป ที่ตัดเทป เครียดหนัก ตั้งแต่โควิด-19 ระบาด ทำให้เงินไม่พอใช้จ่าย ตัดสินใจกระโดดลงแม่น้ำเจ้าพระยาจนเสียชีวิต

วานนี้ (2 ก.ย. 63) เมื่อเวลา 18.00 น. ร.ต.ท.พันธ์พงศ์ ภูริวัฒนพงศ์ รอง สว.สอบสวน สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางเข้าตรวจสอบหลังจากได้รับแจ้งว่ามีพลเมืองดีพบผู้เสียชีวิตลอยอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้วัดโพธิ์ทองบน ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จากนั้นจึงประสานแพทย์เวรจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์รุดเข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ทำการนำเรือไปนำร่างของผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นเพศชายสวมใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีขาว กางเกงขายาวสีดำ ใส่รองเท้าผ้าใบสีดำ โดยนำขึ้นมาบริเวณที่ท่าน้ำวัดโพธิ์ทองบน เพื่อให้ทางแพทย์เวรชันสูตร

เบื้องต้นทราบชื่อคือ นายธงชัย อายุ 28 ปี ชาว จ.กาฬสินธุ์ เป็นเจ้าหน้าที่ รปภ.ของบริษัทแห่งหนึ่ง และจากการตรวจสอบของทางแพทย์เวร สภาพศพไม่มีบาดแผลหรือร่องรอยการถูกทำร้าย คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2 วัน    

ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบพบว่า ผู้เสียชีวิตที่พบนี้เป็นบุคคลคนเดียวกันกับที่ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการรับแจ้งเมื่อช่วงเวลาประมาณ 13.00 น. ของวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า ได้ขับขี่รถ จยย.ฮอนด้า รุ่นเวฟ สีแดง-ดำ ทะเบียน กทม. มาจอดบริเวณกลางสะพานนนทบุรี ก่อนที่จะกระโดดจากสะพานลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและสูญหายไป

โดยทางญาติหลังทราบข่าวว่า พบร่างของนายธงชัยแล้ว ก็เดินทางมาที่เกิดเหตุพร้อมกับให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่โดยทราบว่าผู้เสียชีวิตนั้นบ่นถึงปัญหาเกี่ยวกับค่าใช่จ่ายในแต่ละเดือน จึงเกิดอาการเครียดกับรายได้ที่ไม่พอใช้จ่ายหลังจากประสบปัญหาพิษโควิด-19 ระบาดที่ผ่านมา ซึ่งเข้าใจว่าอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการคิดสั้นในครั้งนี้   

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่า เบื้องต้นได้ทำการบันทึกภาพที่เกิดเหตุพร้อมกับสอบถามข้อมูลรายละเอียดกับทางญาติและภรรยาของผู้เสียชีวิตไว้ โดยทางญาติแจ้งว่าก่อนหน้านี้ผู้เสียชีวิตได้มีการพูดถึงปัญหาค่าใช้จ่ายที่ไม่พอใช้ในแต่ละเดือนซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุ แต่อย่างไรก็ตามจะต้องมอบผู้เสียชีวิตให้ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติรังสิต เพื่อชันสูตรต่อไป

หนุ่มคลั่งบอกจะผ่าท้องเมียตั้งครรภ์ 7 เดือน ทำลูกกรอก ยิงยายดับก่อนฆ่าตัวตายตาม

หนุ่มยิงยายตาย ก่อนยิงตัวเองต่อหน้าแม่และเมียท้อง 7 เดือน ปกติรักลูกเมียมาก สั่งเสียไว้ก่อนอาการทางจิตกำเริบ

(29 ส.ค.63) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี มาเมื่อเวลา 07.00 น. ร.ต.อ.รณภพ ทิพย์สุวรรณ รอง สว.สอบสวน สภ.บ้านผือ ได้รับแจ้งเหตุ มีผู้ถูกยิงเสียชีวิต ที่หน้าบ้าน หมู่ 9 บ้านโนนวารี ต.บ้านผือ หลังรับแจ้งจึงรายงานผู้บังคับบัญชา ออกไปสอบสวนเหตุ พร้อม พ.ต.ท.จันทวี ชาวชายโขง รอง ผกก.สอบสวน พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ พรสงวนทรัพย์ สวป. ร.ต.อ.มนต์ชัย พลายแสง รอง สว.สส. และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวร รพ.บ้านผือ อาสากู้ภัยส่งเสริมธรรม อาสากู้ภัยทางหลวง  

ที่เกิดเหตุพบชาวบ้านจำนวนมาก กำลังมุงดูศพ นางหนูจันทร์ อายุ 67 ปี เสียชีวิตจากการถูกยิงด้วยอาวุธปืนบริเวณใต้ราวนมขวา 1 นัด กระสุนฝังใน นอนหงายเสียชีวิตอยู่ริมถนนสายบ้านผือ-น้ำโสม ใกล้ร้านจำหน่าย ถุงห่อมะม่วง ถุงห่อผลไม้  สภาพศพนอนหงาย สวมเสื้อสีน้ำตาล ผ้าถุงลาย ใกล้ศพพบรถ จยย.ฮอนด้า เวฟ สีแดงดำ ทะเบียน 1กธ 3996 อุดรธานี ของผู้ตายจอดอยู่ มีตะกร้าสีส้มใส่กระติบข้าวเหนียว และอาหารเตรียมไปวัด วางอยู่บนเบาะ  

ส่วนมือปืนที่ก่อเหตุคือ นายปรีชา อายุ 29 ปี หลานชายของผู้ตาย หลังก่อเหตุได้ถือปืนวิ่งหลบหนีไปที่ทุ่งนาหลังบ้าน ไปนั่งอยู่ที่คันนาใต้ต้นหว้า ห่างจากบ้านประมาณ 200 เมตร ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำ นางปรีดา อายุ 50 ปี นางแก่นจัน อายุ 21 ปี แม่และเมียของนายปรีชา ให้มาเกลี้ยกล่อมให้วางอาวุธปืนและมอบตัว แต่นายปรีชาไม่ยอมแถมยังพูดพล่ามต่างๆ นานา ประมาณ 30 นาที หลังจากนั้น นายปรีชา ได้ใช้ปืนสั้นไทยประดิษฐ์ขนาด .38 ที่ใช้ยิงนางหนูจันทร์ ยิงตัวเองเสียชีวิตต่อหน้าแม่และเมีย โดยกระสุนเข้าที่ขมับซ้ายทะลุขมับขวา สภาพศพใส่เสื้อโปโลสีม่วง กางเกงขาสั้นสีดำ นอนหงายศีรษะจุ่มน้ำ ขาพาดคันนา พบอาวุธปืนสั้นไทยประดิษฐ์ตกอยู่ในซอกแขนด้านขวา 

สอบสวน นางปรีดา แม่นายปรีชาผู้ก่อเหตุ ให้การว่า นายปรีชาเป็นลูกชายคนโต เปิดอู่ซ่อมรถยนต์อยู่ข้างบ้าน โดยได้กินอยู่กับ นางแก่นจัน อายุ 21 ปี ชาวลาว ที่กำลังตั้งครรภ์ได้ 7 เดือน ลูกชายเคยมีอาการทางจิตประสาท และได้พาไปรักษาและกินยาจนอาการดีขึ้น แต่เมื่อวานนี้ นายปรีชา มีอาการกำเริบ บอกว่าจะผ่าท้องเมียนำลูกมาทำลูกกรอก แถมไม่หลับนอนเดินอาละวาดทั้งคืน ส่วนเรื่องที่ลูกชายยิง นางหนูจันทร์ ที่เป็นยาย น่าจะโกรธที่นางหนูจันทร์ มาอบรมสั่งสอน เพราะลูกชายอาละวาดทั้งคืน ทำให้ไม่ได้หลับไม่ได้นอน จนทำให้ลูกชายโมโหยิง นางหนูจันทร์ ส่วนอาวุธปืนไม่ทราบว่าลูกชายเอามาจากไหน  

นางแก่นจัน อายุ 21 ปี ชาว สปป.ลาว ภรรยานายปรีชา ให้การด้วยน้ำตานองหน้า ได้มาอยู่กินกับสามีมาได้ 1 ปี ซึ่งสามีเป็นคนขยันทำมาหากิน รักเมีย ตั้งแต่ตั้งครรภ์ก็ไม่เคยให้ตนทำงานหนัก และสามีบอกอยากเห็นหน้าลูกเร็วๆ แต่พอสามีมีอาการกำเริบเมื่อวานนี้ ก็ให้บัตรเอทีเอ็มกับตนสั่งว่า ให้เก็บไว้เลี้ยงลูก เพราะกลัวว่าจะไม่ได้อยู่ กลัวตนและลูกจะลำบาก แต่เมื่อคืนนี้สามีอาการกำเริบบอกว่าจะผ่าท้องตนเอาลูกไปทำลูกกรอก และก็ไม่ยอมนอนทั้งคืน กระทั่งมาก่อเหตุยิงยายและยิงตัวเอง 

ส่วน นายปริญญา อายุ 39 ปี ลูกชายนางหนูจันทร์  ให้การว่า นายปรีชา เคยอาละวาด พ่อแม่ห้ามไม่ฟัง  จึงเรียกญาติรวมทั้งนางหนูจันทร์ มาอบรมสั่งสอนให้เชื่อฟังพ่อแม่ ก่อนเกิดเหตุแม่เตรียมอาหารกำลังจะขี่รถจักรยานยนต์ไปวัด แต่พบนายปรีชายืนอยู่หน้าบ้าน จึงได้จอดรถลงมาพูดสั่งสอนสั่งสอนนายปรีชาที่อาละวาดพ่อแม่และเมียเมื่อคืน โดยสั่งสอนให้เลิกอาละวาด ให้เชื่อฟังพ่อแม่ เพราะคนที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงไม่ได้หลับไม่ได้นอน ซึ่งแม่ของตนพูดด้วยความหวังดี แต่ทำให้นายปรีชาโกรธ และใช้ปืนยิงแม่ 1 นัดบริเวณใต้ราวนมขวา จนแม่ล้มทั้งยืนเสียชีวิตอยู่หน้าบ้าน 

นายหนูเที่ยง หงส์ทอง นายก อบต.บ้านค้อ อ.บ้านผือ ญาติของผู้เสียชีวิตทั้งสอง เล่าว่า ก่อนหน้านี้ประมาณ 1 ปี  พ่อแม่นายปรีชามาปรึกษาว่า นายปรีชาไปเปิดอู่ซ่อมรถที่ สปป.ลาว และเสพติดยาบ้าจนมีอาการหลอน จึงนำตัวกลับมาบ้าน ตนจึงแนะนำให้พาไปรักษาที่โรงพยาบาล จ.ขอนแก่น จนมีอาการดีขึ้น และได้มาเปิดอู่ซ่อมรถข้างบ้าน ที่ผ่านมา นายปรีชา จะมีอาการกำเริบเป็นครั้งคราว รวมทั้งเมื่อวานและเมื่อคืนนี้ บอกว่าจะผ่าท้องเมียเอาลูกมาทำลูกกรอก พอตอนเช้านางหนูจันทร์ ได้มาสั่งสอนหลานก่อนไปวัด แต่ก็มาถูกยิงตาย นายปรีชาได้เข้าไปหลบในบ้าน พอตำรวจมาก็หนีไปทุ่งนา และยิงตัวตายตาม  

ร.ต.อ.รณภพ ทิพย์สุวรรณ รอง สว.สอบสวน สภ.บ้านผือ เปิดเผยว่า นายปรีชา ผู้ก่อเหตุมีอาการทางประสาท มีประวัติการรักษา หากอาการกำเริบมักจะอาละวาดเป็นประจำ พ่อแม่ได้เรียกตำรวจออกไประงับเหตุ นำตัวไปสงบสติอารมณ์เป็นประจำ แต่วานนี้นายปรีชา อาการกำเริบอาละวาดอีก และไม่ยอมนอนทั้งคืน แต่ไม่มีใครแจ้งตำรวจให้ระงับเหตุ อีกทั้งมีอาวุธปืน ทำให้ก่อเหตุยิงยายและยิงตัวเองตายตามเพื่อหนีความผิด

สิ้นแล้ว “อ๊อด จินดานุช” อดีตดาราเด็กชื่อดัง หลังชีวิตตกอับ-ต้องดูแลเมียพิการ

วงการบันเทิงสูญเสีย “เด็กชายอ๊อด จินดานุช” อดีตดาราเด็กคนดัง ดีกรีรางวัลตุ๊กตาทอง เสียชีวิตแล้ว หลังตกอับและต้องดูแลภรรยาพิการ

วานนี้ (25 ส.ค.) อดีตนักแสดงเด็กชื่อดัง สุรัตน์ ปานทโชติ หรือเป็นที่รู้จักในวงการบันเทิงว่า เด็กชายอ๊อด จินดานุช หลังป่วยเรื้อรังมานานด้วยโรคตับและโรคมะเร็ง เมื่อเวลา 23.20 น. ได้เสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาล ใกล้ร้านจำหน่าย ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ จากอาการน้ำท่วมปอด โดยมีกำหนดสวดพระอภิธรรม ณ วัดมะลิ ซอยจรัญสนิทวงศ์ 37 กำหนดสวด 3 คืน 26-28 ส.ค. และจะมีพิธีฌาปนกิจ วันที่ 29 ส.ค.นี้

อ๊อด จินดานุช หรือ สุรัตน์ ปานทโชติ บุตรชายของนักแสดงอาวุโสผู้ล่วงลับ ผจญ ดวงขจร และเป็นหลานของ ตุ๊กตา จินดานุช ผ่านการเล่นหนังและละครมามากกว่า 100 เรื่อง เช่น ใต้ฟ้าสีคราม ทองพูนโคกโพธิ์ เสือภูเขา ฯลฯ และยังเป็นเจ้าของรางวัลตุ๊กตาทอง สาขารางวัลเด็กดีเด่น จากเรื่องใต้ฟ้าสีคราม เมื่อ 30 กว่าปีก่อน โดยหลังจากเริ่มโตงานแสดงก็เริ่มหดหายจนหายหน้าหายตาไปจากวงการบันเทิง

แฟนๆ ทราบข่าวของ อ๊อด จินดานุช ครั้งสุดท้ายจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก เมศ เมศ เจ้าชายน้อย ได้เผยแพร่เรื่องราวชีวิตของอดีตดาราเด็กชื่อดัง โดยระบุว่า อ๊อด จินดานุช ตกอับ อาศัยอยู่ในห้องเช่าเล็กๆ เดือนละ 1,500 บาท ย่านฝั่งธนฯ และใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก บางครั้งซื้อแกงมา 1 ถุง ต้องเก็บไว้กินถึง 7 วัน และต้องดูแลภรรยาที่พิการ ขาซ้าย ขาขวา ไม่เท่ากัน โดยที่ตนเองก็ป่วยเป็นตับแข็ง และติดเชื้อในกระแสเลือด ทั้งยังตรวจพบก้อนเนื้อมะเร็ง ทั้งๆ ที่ไม่ได้ดื่มเหล้า

เหมือนหนังหายนะ! บ้านทาวน์เฮาส์ทรุดตัว 5 หลัง แตกหักพังพินาศ ถีบประตูวิ่งหนีตาย

เสียงดังบึ้มเหมือนระเบิด ก่อนบ้านทาวน์เฮาส์ทรุดตัวพร้อมกัน 5 หลัง แตกร้าวพร้อมถล่มได้ทุกนาที

(19 ส.ค.63) เมื่อเวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีบ้านเรือนประชาชน ที่อยู่ภายภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง บริเวณหน้าโรงงานผลิต ซองไปรษณีย์พลาสติก ถุงไปรษณีย์พลาสติก ถนนเทพารักษ์ กม.25 ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง สมุทรปราการ เกิดเหตุบ้านทรุดตัวเสียหาหลายหลังคาเรือน หลังรับแจ้งจึงได้เดินทางตรวจสอบ 

ที่เกิดเหตุเป็นทาวน์เฮาส์สองชั้นปลูกติดกันเป็นล็อก ล็อกละ 19 คูหา พบว่าตัวโครงสร้างเกิดการทรุดตัวจนคานและผนังบ้านแตกหักได้รับความเสียหายจำนวน 5 คูหา บ้านเลขที่ 109/23 , 109/25 , 109/27 , 109/29 และ 109/31 พบว่าภายในและภายนอกตัวบ้านพบรอยแตกร้าวหลายแห่ง บางหลังเพดานถึงกับแตกแยกออกจากผนัง และผนังห้องถึงกับขาดครึ่ง ทำให้บรรดาเจ้าของบ้านต้องเสี่ยงชีวิตกลับเข้าไปนำทรัพย์สินขนขึ้นรถเพื่อที่จะย้ายไปอาศัยอยู่กับญาติเป็นการชั่วคราว 

นายวิศรุต เจ้าของบ้านเลขที่ 109/29 ได้พาทีมข่าวเข้าไปสำรวจและชี้จุดแตกร้าวภายในบ้าน พบว่ามีร่องรอยแตกร้าวทั้งหลังจนโครงสร้างแอ่นตัวอย่างมาก ซึ่งนายวิศรุต ได้เล่านาทีระทึกว่า เมื่อช่วงสายของวันนี้ เวลาประมาณ 11 .00 น. ขณะที่ตนเองและมารดากำลังพักผ่อนในบ้านจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงโครมสนั่นหวั่นไหวเมื่อหันไปมองรอบบ้านพบรอยแตกร้าวตามตัวบ้านจากนั้นก็มีเสียงดังลั่นตามมาเป็นระยะพร้อมรอยแตกร้าว จนหวั่นว่าอาจจะถล่มลงมา ทำให้ตนเองและทุกคนในบ้านต้องถีบประตูห้องพักออกเพื่อวิ่งหนีตายออกมาจากตัวบ้านรอจนเสียงสงบจึงรีบเข้าไปเก็บข้าวของที่จำเป็น 

ด้าน นายวีรยุทธ  เจ้าของบ้านเลขที่  109/25  ได้เล่านาทีระทึกว่า ขณะที่ตนเองกำลังเตรียมจะออกไปทำธุระด้านนอก จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงบึ้มสนั่นและพบตัวบ้านพังอย่างหนักจนต้องหนีตายออกมาข้างนอก โดยไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เนื่องจากตนเองเพื่อมาซื้อบ้านมือสองหลังนี้และผ่อนธนาคารได้เพียง 3 ปี หลังเกิดเหตุตนเองพยายามติดต่อกับทาง อบต.ซึ่งก็ยังไม่ได้รับความชัดเจนและแจ้งว่าจะเร่งส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบแต่ในเบื้องต้นทาง อบต. ชี้แจงว่าทางโครงการยกแต่ถนนหลักของหมู่บ้านให้กับทาง อบต. ดูแลเท่านั้นซึ่งยังไม่รวมถึงหมู่บ้าน อย่างไรก็ตามอยากวอนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและโครงการเข้ามาตรวจสอบและหาทางช่วยเหลือชาวบ้าน หากปล่อยไว้แบบนี้มีแต่จะทรุดลงและดึงโครงสร้างไปยังบ้านหลังข้างเคียงอีกด้วย  

ส่วน นายวัชระ เจ้าของบ้านเลขที่ 109/23 ออกมาเปิดใจทั้งน้ำตาว่า ตนเองซื้อบ้านหลังนี้ในราคามือสอง 9 แสนกว่าบาทและกำลังผ่อนกับทางธนาคาร วันนี้ตนเองและภรรยาออกไ ปทำงานตามปกติ จนมีเพื่อนบ้านโทรไปแจ้งว่าบ้านทรุดและพัง ซึ่งตอนแรกก็ไม่คาดคิดว่าจะพังเสียหายมากมายแบบนี้ แต่พอมาเห็นสภาพบ้านของตนเองแล้วถึงกับเข่าทรุดตามบ้าน เนื่องจากไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยได้อีกต่อไป และยังพบว่ายังมีเสียงลั่นของตัวโครงสร้างทรุดดังตลอดจนถึง ณ ตอนนี้  

ขณะที่ผู้สื่อข่าวติดต่อไปยัง นายเกษม แซ่ลี้ นายก อบต.บางเสาธง ออกมาให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า หมู่บ้านแห่งนี้ก่อสร้างมานานกว่า 20 ปี ก่อนที่จะมีการก่อตั้ง อบต.บางเสาธงอีก ซึ่งที่ผ่านมาย้อนกลับไปเมื่อกว่า 3 ปีที่แล้วชาวบ้านได้รับความเดือนร้อนจากถนนทรุดตัวต่ำกว่าตัวบ้านเกือบ2 เมตร จนกลายเป็นข่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ได้มอบถนนให้กับทาง อบต. ดูแล จนพอเป็นข่าวจึงยกถนนและไฟทางให้กับทาง อบต. ดูแล ซึ่งก็ได้ถมและทำถนนให้กับชาวบ้านไปแล้วจนมาเกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกในครั้งนี้

ซึ่งในเบื้องต้นจะต้องดูสัญญาของทางโครงการว่าเป็นเช่นใดและจะมีทางออกให้กับชาวบ้านอย่างไร แต่ในเบื้องต้นตนเองได้ประสานไปยังสมาชิก อบต. ที่รับผิดชอบในพื้นที่ให้เข้าไปดูแลความเป็นอยู่ของผู้ที่ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถพักอาศัยได้ ด้วยการจัดหาเช่าบ้านพักในซอยดังกล่าวให้เข้าพักเป็นการชั่วคราว โดยที่ตนเองจะดูแลค่าใช้จ่ายเองเบื้องต้นเพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่ยังไม่มีที่พักพิง ส่วนในวันที่ 20 ส.ค. จะส่งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบโครงสร้างบ้านว่าเกิดจากอะไร 

ตำนานมีจริง! พบถ้ำเสรีไทยยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 กลางป่าเทือกเขาภูพาน

พบถ้ำเสรีไทยกลางป่าเทือกเขาภูพาน คาดใช้ในการเก็บอาวุธและเสบียงในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นายอำเภอนาคู จ.กาฬสินธุ์ เตรียมสำรวจและพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (13 ส.ค.) นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอนาคู จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยผู้นำชุมชนในพื้นที่บ้านชาดนาคู และสมาชิกสภาวัฒนธรรมอำเภอนาคู ได้ออกเดินเท้าเข้าออกสำรวจหาถ้ำเสรีไทยที่ใช้ในการเก็บอาวุธ และเสบียงใส่ ถุงฟอยด์ ถุงเมทัลไลท์ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 บนเทือกเขาภูพานรอยต่อระหว่างบ้านชาดนาคู อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์-บ้านกลาง อ.เต่างอย จ.สกลนคร ซึ่งอยู่ห่างจากถนน สาย กส.4001 แยก ทล.2291- บ.โคกกลาง อ.นาคู ประมาณ 200 เมตร ใช้เวลาเดินขึ้นไปบนถ้ำประมาณ 20 นาที ก็จะถึงถ้ำที่ค้นพบ หลังจากเจ้าหน้าที่ใช้เวลาค้นหาถ้ำแห่งนี้นานกว่า 2 สัปดาห์
นายวิลัย ไชยศิลา อายุ 72 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านชาด ม.14 ต.นาคู อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า จากตำนานของผู้เฒ่าผู้เเก่ในพื้นที่เล่ามานั้น ถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำเสี่ยงของ หรือถ้ำซ่อนของ อาทิ  เสบียง อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ฝ่ายประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา (ฝ่ายสัมพันธมิตร) ส่งมาให้ โดยการส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ในระยะแรกมีเพียงการทิ้งร่มเป็นครั้งคราว พลพรรคเสรีไทยจึงมีการนำอาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียงต่างๆ ไปเก็บหลบซ่อนไว้ในถ้ำ เพื่อหลบสายตาทหารญี่ปุ่น
นายวิลัย กล่าวอีกว่า สำหรับถ้ำที่ค้นพบล่าสุดนี้ คาดว่าน่าจะเป็นถ้ำเสรีไทยที่มีการเล่าต่อกันมารุ่นต่อรุ่น ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะมีการค้นพบถ้ำในเทือกเขาภูพานบริเวณป่าชุมชนบ้านชาดหมู่ 5 มาบ้างเเล้วก็ตาม แต่คิดว่าถ้ำที่เจอก่อนหน้านี้ไม่น่าจะใช่ถ้ำเสรีไทยซึ่งต่างจากถ้ำที่ค้นพบในวันนี้ พบว่าบริเวณทางเข้าถ้ำเหมือนมีการนำดินมาถมปิดเอาไว้ไม่เหมือนหินหรือดินเกิดการทับถมจากธรรมชาติ สำหรับดินเเละหินที่นำมาถมนั้น คิดว่าเพื่อไม่ให้มีคนสามารถเข้าออกได้ และไม่ให้ใครรู้ว่าถ้ำนี้เป็นถ้ำเก็บเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์
ด้าน นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอนาคู จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ถ้ำดังกล่าวตั้งอยู่ห่างจากสนามบินเสรีไทย ประมาณ 7 กิโลเมตร สำหรับสนามบินเสรีไทยเป็นสนามบินลับ เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการของขบวนการเสรีไทย ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อต่อต้านกำลังพลของญี่ปุ่น และรักษาอธิปไตยของชาติ
สนามบินเสรีไทยเป็นที่ขึ้น-ลงของเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตร ในการขนส่งอาวุธยุทธภัณฑ์และครูฝึกเข้ามาฝึกยุทธวิธีให้แก่พลพรรคเสรีไทย เพราะวงการเสรีไทยสายภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้องพึ่งอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ฝ่ายประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา (ฝ่ายสัมพันธมิตร) ส่งมาให้
นายพิรุณโรจน์ กล่าวอีกว่า ถ้ำแห่งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นถ้ำเสรีไทยที่ใช้จัดเก็บเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทางอำเภอจะมีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจ และจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไปในอนาคต

แอร์ อินเดีย เอกซ์เพรส ชนแรง! หลังไถลออกรันเวย์ขณะลงจอด ดับแล้ว 16 รวมนักบิน

เครื่องบินสายการบินแอร์ อินเดีย เอกซ์เพรส ชนหลังจากพยายามบินลงจอด (แลนดิง) ที่สนามบินนานาชาติกาลีกัฏ รัฐเกระละ ทางใต้ของอินเดีย แต่ไถลออกนอกรันเวย์ เมื่อช่วงดึกวานนี้ (7 ส.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ราย ซึ่งรวมนักบิน 2 คนของเครื่องบินลำนี้ ขณะที่ผู้บาดเจ็บมีจำนวนมาก โดยมีอาการสาหัส 15 คน

ก่อนเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวขึ้น เครื่องบินลำนี้เดินทางมาจากนครดูไบ รับขนส่ง ซองไปรษณีย์พาสเทล และ ซองไปรษณีย์สีพาสเทล ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือรวมทั้งหมด 191 คน ซึ่งเที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินที่อำนวยความสะดวกให้กับพลเมืองอินเดียที่ต้องการกลับประเทศในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

สภาพอากาศขณะเกิดอุบัติเหตุนั้น มีรายงานว่ามีลมมรสุมและฝนตกตลอดทั้งวัน คาดว่าน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งของการไถลออกนอกรันเวย์ดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีการรายงานว่ามีดินถล่มในพื้นที่รัฐเกระละอีกด้วย

พ่อสุดทน! แฉ รพ.เพิ่งเสนอช่วย หลังเรื่องถึงผู้ว่าฯ ปมลูกปวดท้องหาหมอ แต่จบที่ป่วยติดเตียง

พ่อของน้องรุ้ง ผู้ป่วยติดเตียงอายุ 18 ปี เผยว่า โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ใกล้โรงงานผลิต ถุงฟอยด์ และ ถุงเมทัลไลท์ ที่ลูกสาวเคยไปรักษาเพราะมีอาการปวดท้อง แต่สุดท้ายต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงนั้น เพิ่งติดต่อเสนอความช่วยเหลือมายังครอบครัว หลังจากคำร้องเรียนของตนที่ให้ตรวจสอบโรงพยาบาลแห่งดังกล่าวไปถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อไม่นานมานี้

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวไม่ใช่การช่วยเหลือทางการเงินแก่ครอบครัว

เริ่มจากปวดท้องแต่กลายเป็นติดเตียง

พ่อของน้องรุ้งเผยจุดเริ่มต้นของเรื่องว่า ลูกสาวของตน ที่กำลังจะเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย รู้สึกปวดท้อง จึงไปโรงพยาบาล แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านและรักษาตัว อาการกลับไม่ดีขึ้น หลังจากนั้นจึงกลับไปอีกครั้ง และฉีดตัวยาบางอย่างเข้าสู่ร่างกาย จนทำให้ลูกสาวช็อกและกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงในสภาพเจ้าหญิงนิทรา

คุณพ่อรายนี้เล่าอีกว่า ระหว่างรักษาที่โรงพยาบาลแห่งดังกล่าว เจ้าหน้าที่การแพทย์คนหนึ่งพูดกับตนด้วยถ้อยคำที่บั่นทอนจิตใจว่า “จะรับลูกสาวให้ไปเสียชีวิตที่บ้านหรือไม่” แต่หลังจากนั้นโรงพยาบาลก็ปฏิเสธว่า ตน (พ่อ) เข้าใจผิดหรือได้ยินขณะเจ้าหน้าที่คุยกับญาติผู้ป่วยคนอื่นหรือไม่ ซึ่งตนยืนยันว่าเจ้าหน้าที่พูดกับตนจริง และมีพยานในเหตุการณ์ด้วย

ฟื้นปาฏิหาริย์หลังย้ายโรงพยาบาล

อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นว่าอาการไม่ดีขึ้น จึงตัดสินใจย้ายลูกสาวมารักษายังโรงพยาบาลอีกแห่ง ที่ให้ความสนใจเคสนี้มาก เพราะมองว่าเป็นกรณีที่หายาก ซึ่งหลังจากย้ายมารักษาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ไม่นาน ลูกสาวก็ฟื้นจากการเป็นเจ้าหญิงนิทราและลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แต่ยังขาดความรู้สึกของร่างกายช่วงล่าง

พ่อของน้องรุ้งเผยว่า ระหว่างนั้นโรงพยาบาลแห่งเก่าไม่ติดต่อและไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ เลย ที่ขณะนั้นรักษาลูกสาวของตนโดยที่ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าลูกสาวของตนป่วยด้วยโรคอะไร

แม้ภายหลังโรงพยาบาลแห่งแรกชี้แจงว่าลูกสาวของตนอาจมีอาการแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) แต่แพทย์จากโรงพยาบาลอีกแห่งกลับเห็นแย้ง และมองว่าลูกสาวของตนไม่มีอาการที่เข้าข่ายโรคดังกล่าว

จำนำทรัพย์สินหมดตัวเพื่อลูกสาว

คุณพ่อรายนี้ บอกอีกว่า ขณะนี้อาการของลูกสาวดีขึ้น และมีโอกาสที่ร่างกายท่อนล่างจะกลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง แต่ก็ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หลังจากนี้จะต้องไปกายภาพบำบัด เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเองเร็วขึ้น

ถึงอย่างนั้นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ก็ทำให้ตนต้องนำทรัพย์สินที่มีอยู่ไปจำนำเพื่อนำเงินมารักษาลูกสาว ทั้งที่ค่าใช้จ่ายตรงนี้ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก

ลูกสาวจิตใจย่ำแย่

นอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับร่างกายแล้ว คุณพ่อยังเผยอีกว่า ลูกสาวของตนยังเผชิญกับความเสียหายทางจิตใจด้วย เพราะเมื่อตื่นขึ้นมา กลับพบว่าร่างกายของตนขยับไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ความฝันที่อยากจะเรียนต่อในมหาวิทยาลัย และใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นคนอื่นๆ ต้องพังทลายลง จนหลายครั้งคิดเลือกจบชีวิตของตัวเอง

จุดนี้ทำให้ตนและคนอื่นๆ ในครอบครัว ต้องให้กำลังใจลูกสาวมากๆ ทั้งยังกล่าวให้เห็นว่ายังมีความหวังที่ร่างกายจะกลับมาดีขึ้น แม้อาจจะไม่ 100% ก็ตาม

เผยนาทีช้างโขลงแม่มารับลูกช้างพลัดหลง ยื่นงวงแตะกัน แต่เจ้าตัวเล็กยังไม่ยอมตามไป

ช้างโขลงแม่มารับลูกช้างพลัดหลงห้วยขาแข้ง ยื่นงวงแตะกัน แต่ลูกช้างยังห่วงคอกไม่ยอมตามโขลงไป

(30 ก.ค.63) นางสาวอังสนา มองทรัพย์ นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานความคืบหน้าจากการเตรียมปล่อยลูกช้างห้วยขาแข้ง จากนายรังสิต เหล่าพิมพา หัวหน้าชุดเฝ้าระวังช่วยเหลือลูกช้าง ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ประจำหอต้นผึ้ง ว่าในช่วงเวลา 18.00-19.00 น. ของวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 มีช้างตัวผู้เดินเข้ามาสำรวจที่บริเวณคอกก่อน 1 ตัว มีการร้องตอบรับกันในช่วงเวลาแรก และช้างตัวผู้มีการเดินเอางวงมาสัมผัสกับงวงตัวลูกช้างพลัดหลง

หลังจากนั้นก็เดินกลับไปหาฝูงที่หากินอยู่บริเวณข้างร้าน ถุงแก้วฝากาว และ ถุงแก้วแถบกาว ต่อมา เวลา 19.18-21.30 น. มีกลุ่มโขลงช้าง วนกลับมาที่หน้าคอกลูกช้างพลัดหลงอีกรอบ รวมแล้วนับได้ 18 ตัว มีการส่งเสียงร้องตอบโต้กันบ้างในบางครั้งแต่ไม่บ่อยนัก ตัวเล็กที่อยู่ในฝูงมีพฤติกรรมที่อยากจะเข้ามาเล่นกับลูกช้างพลัดหลง แต่โดนช้างในโขลงปรามๆ โดยดึงหางไว้บ้าง ต้อนให้เกาะกลุ่มอยู่ในโขลงบ้าง ส่วนลูกช้างพลัดหลงยังแสดงอาการนิ่ง และเงียบ มีการร้องกลับไปบ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้น

เช้าของวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 เวลา 05.00-07.30 น. เริ่มได้ยินเสียงโขลงช้างหักไม้ไผ่และส่งเสียงร้อง ดังเข้ามาในระยะใกล้หอต้นผึ้ง อีกครั้ง สักพักเสียงค่อยๆ เงียบลงอีก และเวลา 10.15-15.35 น. ได้ยินเสียงโขลงช้างส่งเสียงร้องดังมาในระยะใกล้รอบหอต้นผึ้ง ลูกช้างพลัดหลงร้องตอบบ้างเป็นครั้งคราว

ขณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่ ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ เฝ้าดูแลลูกช้างอย่างต่อเนื่องต่อไป มีการจัดชุดเจ้าหน้าที่จุดสกัดที่ 3 (ห้วยก้อย) ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จำนวน 2 นาย และเจ้าหน้าที่จากสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จำนวน 1 นาย และเสริมชุดเฝ้าระวังเพิ่มเติม อีก 5 นาย ไว้เพื่อเป็นชุดสำรองเคลื่อนที่เร็วในการเฝ้าระวังช้างโทนและกลุ่มสัตว์ผู้ล่า

จากการที่โขลงช้างเข้ามาหาลูกช้างแบบใกล้ชิต และมีช้างบางตัวมาแตะงวงกับลูกช้างแล้ว ดร.ศุภกิจ วินิตพรสวรรค์ ผู้อำนวยการส่วนสารสนเทศด้านอนุรักษ์สัตว์ป่า ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการปล่อยลูกช้างคืนป่า ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช บอกว่าถือเป็นสัญญาณที่ดี แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ว่า อย่าตัดใจว่าโขลงไม่รับแล้ว ให้ใจเย็นๆ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ช้างจะใช้เวลาในการสื่อสารกัน บางตัวเร็ว แต่บางตัวใช้เวลานานหลายวัน ส่วนตัวเชื่อว่า ช้างโขลงแม่จะวนมารับลูกช้างไปอยู่กับฝูง จนสำเร็จ

ทั้งนี้ นายสมโภชน์ ดวงจันทราศิริ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ได้ทำการตรวจสอบระบบวิทยุ VHF ที่ติดอยู่ตรงขาหลังขวาของลูกช้างพลัดหลง ตรวจสอบพบว่าสามารถตอบสนองกลับมาของสัญญาณได้ไกลสุดที่ระยะ แค่ 80 เมตร จะได้ประสาน สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แก้ไข หรือเปลี่ยนวิทยุตัวใหม่ เพื่อไว้ใช้ตามติดลูกช้าง กรณีแม่ช้างมารับได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

รวบหนุ่มวัย 40 ปี ข่มขืนลูกเลี้ยงนานร่วม 5 ปี จนตั้งท้อง

กองปราบตามรวบหนุ่มวัย 40 ปี ข่มขืนลูกเลี้ยงนานร่วม 5 ปี ความแตกเพราะเด็กตั้งท้องได้ 4 เดือน

ตำรวจกองปราบปราม ร่วมกันจับกุม นายเก็ด (นามสมมติ) อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.101/2557 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2557 ข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น” โดยจับกุมได้ที่ หน้าร้านจำหน่าย ซองไปรษณีย์พาสเทล และ ซองไปรษณีย์สีพาสเทล ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

พฤติการณ์ สืบเนื่องมาจาก นายเก็ด (นามสมมติ) ซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงของ ด.ญ.หน่อย (นามสมมติ) ได้อาศัยโอกาสที่แม่ของเด็กหลับ แอบใช้กำลังข่มขืนกระทำชำเรา ด.ญ.หน่อย จนสำเร็จความใคร่ และข่มขู่ห้ามไม่ให้เด็กบอกแม่ หลังจากนั้นผู้ต้องหาก็ได้ข่มขืนกระทำชำเราเรื่อยมาอีกหลายครั้ง

ต่อมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2556 ด.ญ.หน่อย ได้ไปปรึกษาครูประจำชั้น เนื่องจากประจำเดือนไม่มาตามกำหนด และได้เล่าเรื่องที่ ตนถูกพ่อเลี้ยงข่มขืนกระทำชำเรามาตลอดให้ครูประจำชั้นฟัง ครูประจำชั้นจึงได้พา ด.ญ.หน่อย ไปที่บ้านพักเด็กและครอบครัว เพื่อปรึกษาเจ้าหน้าที่ และตรวจพบว่า ด.ญ.หน่อย ตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เชียงดาว และพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับผู้ต้องหาในเวลาต่อมา

จนกระทั่งวันที่ 26 กรกฎาคม 2563 ชุดสืบสวนได้สืบสวนจนทราบว่า ผู้ต้องหานี้ได้หลบหนีมาพักอาศัยบริเวณ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ จึงเข้าจับกุม

จากการสอบถามผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยยอมรับว่าตนได้ก่อเหตุข่มขืนกระทำชำเรา ด.ญ.หน่อย ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2551 – 2556 จริง เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.สารภี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป