โซเชียลประณามกระบะชนแล้วหนี แม่ลูกกระเด็นไปคนละทิศ เด็กเย็บหน้าผาก 30 เข็ม

 โชเชียลรุมประณาม เหตุรถกระบะซิ่งชนรถจักรยานยนต์ทำให้เด็กน้อยไถลไปกับพื้นถนนเย็บหน้าผาก 30 เข็ม ก่อนขับหลบหนีไป 

จากกรณีรถกระบะเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ ส่งผลให้เด็กอายุ 2 ขวบ 6 เดือน กระเด็นไปตามพื้นถนนที่ บริเวณหน้าบริเวณโรงงานผลิตเทปขุ่น สก๊อตเทป ตำบลห้วยกะปิ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ทำให้หน้าผากเป็นแผลยาว แพทย์ต้องเย็บทั้งหมด 30 เข็ม หลังจากนั้นรถกระบะคันดังกล่าวได้หลบหนีไป  โดยไม่ลงมาดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บ ออกเผยแพร่ทางโลกโซเชียล ทำให้ชาวโซเชียลรุมประณามกันอย่างมากมาย 

ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงเช้าเมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ขณะที่ น.ส.อนิศรา อายุ 22 ปี  ขี่รถจักรยานยนต์ โดยมี น้องโบ๊ท ลูกชายอายุ 2 ขวบ 6 เดือน ยืนอยู่บริเวณที่พักเท้ารถจักรยานยนต์ไปตามถนนสุขุมวิท มุ่งหน้าเพื่อไปโรงเรียนวัดตาลล้อม ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ปรากฏว่าได้มีรถกระบะ สีน้ำเงิน ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน ได้ขับมาเฉี่ยวชน ทำให้ น.ส.อนิศรา และลูกชายกระเด็นไปคนละทิศละทางได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั้นรถกระบะได้ขับหลบหนีไป

ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 62 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปที่บ้านของ น.ส.อนิศรา พบว่าได้รับบาดเจ็บที่บริเวณหัวเข่า ส่วนน้องโบ๊ทนั้นได้มีผ้าปิดบริเวณหน้าผาก จากการสอบถาม น.ส.อนิศรา ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์จะไปส่งลูกชายไปโรงเรียน โดยขี่ชิดซ้ายมาตลอด เมื่อมาถึงบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี โฮมโปร หมู่ 5 ตำบลห้วยกะปิ อำเภอเมืองชลบุรี ปรากฏว่ารถกระบะได้พยายามแซงและเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ทำให้รถจักรยานยนต์คว่ำ ตนเองและลูกชายกระเด็นไปตามพื้นถนนทำให้ลูกชายได้รับบาดเจ็บที่บริเวณหน้าผาก แพทย์ต้องเย็บทั้งหมด 30 เข็ม อาการของลูกยังเจ็บอยู่ นอกจากนี้ยังมีอาการผวาอีกด้วย ส่วนรถกระบะได้ขับไปอย่างหน้าตาเฉย โดยไม่สนใจตนเองและลูกที่นอนอยู่กับพื้นถนน ไม่รู้ว่าจงใจจะแกล้งชนหรือไม่ เพราะเป็นชั่วโมงเร่งด่วน

ทางด้านนายศักดิ์สิทธิ์ อายุ 24 ปี พ่อของน้องโบ๊ทกล่าวว่า อยากให้รถกระบะมารับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความจริงหากเกิดเหตุแล้วมาพูดคุย ปัญหาก็จะน้อยล งแต่นี่ขับรถหนีไป จึงอยากให้ตำรวจช่วยตรวจกล้องวงจรปิด เพื่อนำคนขับรถมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เพราะชนแล้วหนีถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

กระสุนช้ำนองเลือด เสี่ยติดตั้งแก๊สยิงเมียรัก ก่อนลั่นไกฆ่าตัวตายตาม

เสี่ยติดตั้งแก๊สรถยนต์ ย่านสุขสวัสดิ์ คว้าปืน 11 มม. จ่อยิงเมียที่รักเสียชีวิต ก่อนลั่นไกยิงตัวตายตาม คาดปัญหาเครียดสะสมหลายเรื่อง

(10 ก.ย.) เมื่อเวลา 18.00 น. ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ชรินทร์ บัวเผื่อนหอม รอง ผกก.ป.สน.ราษฎร์บูรณะ ได้รับแจ้งเหตุผู้เสียชีวิตถูกยิงตาย 2 ศพ ภายในห้องพักแห่งหนึ่ง ริมถนนสุขสวัสดิ์ เขตราษฎร์บูรณะ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์นิติเวช รพ.ศิริราช และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุอยู่ในห้องพักชั้นเดียวตรงข้ามโรงงานผลิต ฟิล์มพันพาเลท ฟิล์มพันสินค้า ดังกล่าว พบศพ นางรมย์รวิญท์ อายุ 39 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 11 มม. บริเวณศีรษะด้านหลังสภาพสวมเสื้อยืดแขนสั้นสีดำ นุ่งกางเกงยีนส์ นั่งคว่ำหน้าอยู่กับถุงพลาสติกบรรจุเสื้อผ้า

ส่วนผู้ก่อเหตุเป็นสามีคือ นายดุสิต อายุ 41 ปี เป็นเจ้าของศูนย์ติดตั้งแก๊ส ใช้อาวุธปืนกระบอกเดียวกันยิงตัวเองเข้าที่ขมับขวาทะลุซ้าย 1 นัด สภาพศพสวมเสื้อกีฬาสีน้ำเงิน นุ่งกางเกงขาสามส่วน นอนหงายจมกองเลือด เสียชีวิตใกล้กับภรรยา โดยอาวุธปืนตกอยู่ใกล้มือข้างขวาของฝ่ายชาย

จากการสอบสวนพยานที่เป็นเด็กปั๊มแก๊สใกล้กันกับอู่ของผู้เสียชีวิต ให้การว่า ทั้งคู่มีปากเสียงเรื่องเศรษฐกิจไม่ดีและเงินไม่พอใช้มานานหลายวันแล้ว ประกอบกับช่วงนี้งานติดตั้งแก๊สก็ไม่มี ก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงยิงปืนดังมาจากห้องพักผู้เสียชีวิต 2 นัด จึงพากันวิ่งมาดูพบว่าฝ่ายชายก่อเหตุยิงภรรยาและยิงตัวไปแล้ว เบื้องต้นตำรวจจะติดตามญาติผู้เสียชีวิตทั้งสองมาสอบสวนก่อนมอบศพนำไปบำเพ็ญกุศลต่อไป

แคลงใจทั้งบ้าน หมอไล่กลับมาตาย ซ้ำผลชันสูตรออกมาไม่เหมือนกัน

ครอบครัวยังแคลงใจ โรงพยาบาลดังผลักใสลูกป่วยให้กลับมาตาย ล่าสุดพบผลชันสูตรในวันนั้นกับวันนี้แตกต่างกัน เชื่อเป็นการปัดความรับผิดชอบ สงสัยการตายครั้งนี้มีเงื่อนงำ

เมื่อวานนี้ (9 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก นายโอฬาร อายุ 62 ปี พ่อของนายสฤษดิ์ อายุ 36 ปี ที่เสียชีวิต หลังเข้าไปรักษาอาการเจ็บแน่นหน้าอก และมีอาการเกร็งที่หน้าท้อง ทำให้เกิดความเจ็บปวดทรมาน โดยรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งย่านบริเวณ ร้านจำหน่าย เทปใส เทปกาว ในจังหวัดระยอง แต่ปรากฏว่าถูกไล่ให้กลับบ้าน แต่เพราะความทรมานทนเจ็บไม่ไหว ญาติต้องพาไปส่งโรงพยาบาลอีกแห่ง กระทั่งเสียชีวิตลงในที่สุด

นายโอฬาร ผู้เป็นพ่อของผู้ตาย เปิดเผยว่า วันนี้ไปขอเอกสารการเสียชีวิตของลูกชายที่โรงพยาบา แต่ได้มาเพียงหนังสือรับรองการเสียชีวิตที่ระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่า หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน จึงแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่า ในวันนั้นกับวันนี้ทำไมผลชันสูตรถึงแตกต่างกัน

โดยในวันแรกที่ลูกชายเสียชีวิต แพทย์ผู้ชันสูตรแจ้งว่า เกิดจากภาวะหลอดเลือดหัวใจแตก ทำให้เลือดกระจายไปทั่วหัวใจ แต่ปรากฏว่าในวันนี้ไปรับเอกสารกับระบุว่าหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันแทน ทำให้ตนกับครอบครัวรู้สึกมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะสาเหตุการตายตามที่ระบุในเอกสารคล้ายกับเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการช่วยเหลือผู้ป่วยและเสียชีวิตลง

ขณะที่ น้องชายของผู้เสียชีวิต ได้ยืนยันว่า ในวันที่พี่ชายเสียชีวิต ทุกคนได้ยินกันหมดว่า สาเหตุการเสียชีวิตที่แพทย์แจ้งว่า ะหลอดเลือดหัวใจแตก แต่วันนี้กับระบุในเอกสารหนังสือรับรองมาอีกอย่าง ทำให้เรื่องนี้ดูมีเงื่อนงำ ขณะนี้ทางครอบครัวได้แต่งตั้งทนายเตรียมฟ้องร้องโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวต้องการให้ทางโรงพยาบาลออกมารับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะหลังจากนี้ปัญหาต่างๆ จะต้องตามมา เนื่องจากผู้เสียชีวิตคือเสาหลักของครอบครัว ต้องดูแลลูกๆ อีก 3 คน ซึ่งหลังจากนี้ยังไม่รู้ว่าใครจะรับผิดชอบชีวิตของพวกเขาที่ขาดเสาหลักของบ้านไปแล้ว

แม่บ้านยกมือไหว้ขอโชค งูเหลือมยักษ์ยาวเกือบ 5 เมตร เลื้อยเขมือบแมวคอนโด

งูเหลือมยักษ์ยาวเกือบ 5 เมตร เข้าไปขโมยกินแมวในคอนโด ก่อนหนีไปซ่อนในกองขยะ กู้ภัยช่วยจับปล่อยคืนสู่ธรรมชาติบนดอยสุเทพ เผยตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจับมา น้ำหนักกว่า 20 กิโลกรัม แม่บ้านถึงกับยกมือไหว้ขอโชคลาภ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (6 ก.ย.) เจ้าหน้าที่กู้ภัย เทศบาลนครเชียงใหม่ นำอุปกรณ์เข้าไปจับงูเหลือมตัวหนึ่ง ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้แผ่นคอนกรีตในกองขยะ บริเวณคอนโดมีเนียมแห่งหนึ่งไกล้ร้าน เทปใส เทปกาว ย่านถนนห้วยแก้ว อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อเปิดออกมาถึงกับตะลึง เพราะงูตัวนี้มีความยาวกว่า 5 เมตร คาดมีน้ำหนักมากกว่า 20 กิโลกรัม ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่าตัวใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เคยจับมา

ใช้เวลานานเกือบครึ่งชั่วโมง กว่าจะจับมันใส่ในกระสอบได้ เพราะมันไม่ยอมง่ายๆ พยายามขดตัวรัดท่อนเหล็กที่ใช้จับ และมันยังมีแรงมากตามขนาดของตัวมัน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องออกแรงเหนื่อย ขณะที่แม่บ้านคอนโดฯ ที่เห็นพากันตื่นตกใจ บางคนถึงกับยกมือไหว้พร้อมขอโชคลาภให้ถูกหวย 

จากการสอบถาม เจ้าหน้าที่กู้ภัย ระบุว่า ได้รับแจ้งจากแม่บ้านคอนโดมีเนียมขอให้ไปช่วยจับงู หลังพบว่ามีแมวถูกงูรัด วิ่งหนีไปตายที่หน้าคอนโด ส่วนงูเหลือมเมื่อเห็นแม่บ้าน ได้เลื้อยไปซ่อนตัวอยู่ในกองขยะ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่มาจับ  

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยบอกว่าช่วงหน้าฝนมักมีงูเหลือมออกจากป่าไปหากินตามบ้านเรือนประชาชน และได้รับแจ้งให้ไปช่วยจับงูวันละหลายครั้ง พร้อมฝากเตือนไม่ควรทำร้าย หากพบเห็นให้แจ้งเจ้าหน้าที่เข้าไปจับปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ 

เชื่อบิ๊กไบค์ 2 ศพให้โชคต่อ มีอีกเลขตรงข้ามจุดเกิดเหตุ บังเอิญเหมือนเลขเด็ดพ่อเฒ่า

ชาวบ้านเชื่อเลขอาถรรพ์ตัวแทนตัวตายเลข 18 และ 81 จุดเกิดเหตุบิ๊กไบค์โหม่งแท่งปูนตาย ยังแม่นอีก หลังให้โชค 58 ออกเลขท้ายตรงเป๊ะงวดที่แล้วเต็มๆ

(13 ส.ค.62) สืบเนื่องจากอุบัติเหตุรถบิ๊กไบค์ซูซูกิ รุ่น Z 800 ที่ มีชาวต่างชาติเป็นคนขับส่วนสาวไทยเป็นคนซ้อน เกิดเสียหลักชนแท่งปูนที่เป็นท่อระบายน้ำ บนถนนสายศูนย์การค้าบ้านฉาง-เนินสำเหร่ แถวโรงงานผลิต เทปใส เทปกาว เมื่อวันที่ 24 ก.ค.62 ที่ผ่านมา แล้วศพผู้ตายไปนอนทับเลข 58 จนทำให้ชาวบ้านนำไปซื้อสลากล็อตเตอรี่ กระทั่งออกรางวัลเลขท้ายงวดวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ตรงเป๊ะ ทำเอาชาวบ้านฉางแทบทั้งอำเภอ มีโชคไปตามๆ กัน

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายสมพร อายุ 50 ปี โชเฟอร์รถตุ๊กตุ๊กรับจ้างหน้าตลาดบ้านฉาง เล่าถึงความอาถรรพ์หลังจากที่โชคดีงวดที่แล้วว่าวิญญาณฝรั่งและสาวไทยที่ต้องเสียชีวิต เชื่อว่าเป็นตัวตายตัวแทนเพราะจุดเกิดเหตุเคยมีเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้มาก่อน และครั้งนี้ผู้เสียชีวิตก็ยังให้โชคลาภแก่ชาวบ้าน ซึ่งหลังจากเกิดเหตุชาวบ้านก็ไม่กล้าที่ผ่านไปช่วงดึกๆ จนทำให้จุดดังกล่าวยิ่งวังเวง ที่สำคัญผู้ทราบข่าวก็จะไม่กล้าผ่านไปเพราะเกรงจะเป็นตัวตายตัวแทนรายต่อไป

ส่วนที่มาที่ไปของเลข 18 ที่ปรากฎอยู่ในที่เกิดเหตุเป็นเลขที่ผู้รับเหมาทำเอาไว้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเลข 58 ที่ศพของผู้หญิงไปเสียชีวิตทับอยู่ ต่อมาเลข 58 ก็ถูกลบไป หลงเหลือไว้แต่เลข 18 ทำให้ร่ำลือกันไปอีกว่า เป็นเลขที่วิญญาณทิ้งเอาไว้ให้โชคอีกรอบ

นายสุธน วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หน้าโรงเรียนวัดบ้านฉาง เล่าว่า หลังจากที่ตนเคยพานักข่าวไปชี้เลข 58 แล้วผลรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ออกเลขท้ายตรงเป๊ะซึ่งตนก็ถูกแต่ไม่มาก แล้วก็ได้ทำบุญซื้อโลงศพอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตทั้งคู่ไปแล้ว ส่วนบริเวณรอบๆแท่งปูนมีทั้งขวดน้ำแดง ของเซ่นไหว้ ที่ชาวบ้านถูกเลขรางวัลนำมาเซ่นไหว้ เชื่อว่า งวดต่อไปวิญญาณของทั้งคู่อาจให้โชคอีกก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับดวงวาสนาของแต่ละคน

ด้านนายเข้ม สมฤทธิ์ อายุ 47 ปี ผู้ดูแลหมู่บ้านตรงจุดเกิดเหตุกล่าวว่า หลังจากที่ปี 60 บิ๊กไบค์เคยประสบอุบัติเหตุ ผู้ขับขี่เสียชีวิตมาแล้วครั้งหนึ่ง ล่าสุดเป็นฝรั่งกับสาวไทยก็ขี่บิ๊กไบค์ อยู่ๆ ขับมาชนทับที่เดิม เสียชีวิตทั้งสองคน ตนก็เชื่อว่าเป็นวิญญาณตัวแทนตัวตายถึงตอนนี้ตนก็ไม่กล้าออกมาช่วงเวลากลางคืนอีกเลยเพราะกลัว จะเป็นไปตามคำล่ำลือ และเคยมีคนมาบอกตนว่าเห็นฝรั่งมาเดินวนเวียนที่ข้างแท่งปูนอีกด้วย

และที่เป็นเรื่องแปลกอย่างมากคือ เลข 18 ก็มาตรงกับเลขเดียวกันที่ พ่อเฒ่าวัย 73ปี ในอำเภอบ้านค่าย ดื่มยาฆ่าหญ้าฆ่าตัวตาย และก่อนที่จะตัดสินใจฆ่าตัวตายก็ได้ ให้เลข 18 และ 82 กับลูกหลาน เอาไว้ซื้อสลาก บอกว่าหากถูกรางวัล ก็เอาไว้ใช้จ่ายยามที่ตนลาจากโลกนี้ไปแล้ว 

เจ้าของสวนสะดุ้ง เจอระเบิดสังหารพร้อมใช้งานแขวนบนต้นไม้ เจ้าของแอบทิ้งหนีผิด

(4 ส.ค. 62) กลางดึกที่ผ่านมา ตำรวจ สภ.บ้านฉาง จ.ระยอง รับแจ้งจากนางโสภา ทำซองตัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ต.สำนักท้อน อ.บ้านฉาง ระยอง ว่าพบวัตถุระเบิดซุกอยู่บนต้นมะม่วงภายในสวนลำไย ของชาวบ้าน แถวโรงงานผลิต กล่องใส่เอกสาร กล่องเอกสารสำเร็จรูป ขอให้ไปตรวจสอบ

หลังรับแจ้ง จึงรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น และเร่งไปยังที่เกิดเหตุ โดยทาง พ.ต.อ.จักร์รินทร์ ทั่วสุภาพ ผกก.สภ.บ้านฉาง สั่งการให้ พ.ต.ต. สิทธิศักดิ์ ธรรมสุขรรค์ สว.สส พร้อมด้วย ร.ต.อ.สัมฤทธิ์ ฝักแก้ว รองสารวัตรปราบปราม สภ.บ้านฉางขอสนับสนุนกำลังจากหน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรืออีโอดี เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที

ในที่เกิดเหตุ พบถุงพลาสติกใสห้อยอยู่ในโพรงต้นมะม่วงสูงกว่าพื้นดิน ประมาณ 3 เมตร ภายในถุงมีลูกระเบิด สมัยสงครามโลก ชนิดขว้างสังหาร แบบลูกเกลี้ยงพร้อมใช้งาน เจ้าหน้าที่จึงทำการเก็บกู้

นางโสภา ทำซองตัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากเจ้าของสวนลำไยว่า ขณะที่กำลังมาสำรวจพื้นที่ภายในสวนลำไยเพื่อเตรียมให้เจ้าหน้าที่มารังวัด เห็นถุงพลาสติกห้อยมาจากโพรงต้นมะม่วง จะไปนำถุงออกมา แต่พบว่าภายในถุงมีวัตถุต้องสงสัย จึงแจ้งให้ตนทราบ เมื่อไปดู พบว่าวัตถุมีลักษณะคล้ายระเบิด จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่

เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่า กลุ่มวัยรุ่น หรือผู้ที่ครอบครองระเบิด เกรงกลัวความผิด เนื่องจากกรณีที่เกิดเหตุระเบิดในกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานเข้มงวดกวดขันอย่างหนัก มีการตั้งด่านในหลายจุด ผู้ครอบครองกลัวความผิดจึงนำมาซุกซ่อนไว้

หนุ่มใหญ่หายหน้าไปหลายวัน เพื่อนบ้านแจ้งตำรวจพบขึ้นอืดกว่า 6 วันแล้ว

เวลา 20.30 น. วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บึงสามพัน พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบึงสามพันธรรมสถาน อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า ขอกำลังเจ้าหน้าที่ช่วยดำเนินการงัดบ้านหลังหนึ่ง เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายกับผู้ที่อาศัยอยู่ภายในบ้าน หลังไม่พบเห็นมานานกว่า 6 วันแล้ว

จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูง โดยพบว่าประตูบ้านถูกปิดล็อกจากด้านใน และไม่มีช่องทางอื่นที่จะเข้าไปได้ จึงตัดสินใจช่วยกันงัดประตูบ้านจนเปิดออก ทำให้ทุกคนถึงกับผงะ เนื่องจากได้กลิ่นเหม็นเน่าอย่างรุนแรงโชยออกมาจากภายในมุ้ง ซึ่งมีพัดลมเปิดทิ้งไว้ เมื่อตรวจสอบภายในมุ้งก็พบศพชายวัยกลางคน ทราบชื่อต่อมาคือ นายสำรี ทับกฤต อายุ 55 ปี สภาพศพ นอนอืด ไม่สวมเสื้อ คว่ำหน้าเสียชีวิต ข้าวของภายในบ้านยังอยู่ครบ ไม่พบร่องรอยรื้อค้นทรัพย์สินหรือร่องรอยการต่อสู้ คาดตายมาแล้วหลายวัน

เบื้องต้นไม่มีญาติพี่น้องมาแสดงตนในที่เกิดเหตุ เพราะทำงานกันอยู่ต่างจังหวัด จึงเตรียมนำศพส่งชันสูตรหาสาเหตุการตายที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง จากการสอบถาม นายฉลอง โชคกุลพิพัฒน์ อายุ 48 ปี เพื่อนบ้านเล่าให้ฟังว่าปกติผู้ตายเป็นคนอัธยาศัยดี อาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว ตรงข้ามกับร้าน กระดาษห่อสินค้า กระดาษน้ำตาล ซึ่งเป็นบ้านของพี่สาวเพียงลำพัง มีอาชีพรับจ้างทั่วไป โดยครั้งล่าสุดที่ได้เจอกันคือช่วงเย็นวันที่ 26 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา ก็ไม่มีทีท่าเจ็บป่วยหรือมีอาการผิดปกติแต่อย่างใด และจากนั้นก็ไม่พบเห็นอีกเลย ชาวบ้านต่างพากันคิดว่าไปทำงานรับจ้างที่อื่น

กระทั่งวันนี้ทางญาติของผู้ตายได้โทรมาจากจังหวัดชลบุรีให้ช่วยไปดูที่บ้านให้หน่อย เนื่องจากพยายามติดต่อผู้ตายหลายครั้งแล้วโทรติดแต่ไม่มีคนรับ จึงได้ชวนนางอำนวยเพื่อนบ้านอีกคน เดินไปเรียกผู้ตายที่หน้าบ้าน ตะโกนอยู่นานก็ไม่มีเสียงขานรับ พอดึงประตูก็พบว่าถูกล็อกจากด้านใน และขณะเดียวกันก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาเป็นระยะ จึงเกรงว่าจะมีเหตุร้าย จึงรีบโทรแจ้งตำรวจ และกู้ภัยมาตรวจสอบ ก่อนพบว่านายสำรีนอนตายขึ้นอืดมาแล้วกว่า 6 วัน

2 สาวบุกร้องตำรวจ อ้างโดนดำเนินคดีไม่เป็นธรรม เพราะโทรแจ้ง กทม.

2 สาวผู้เสียหายเข้าร้องขอความเป็นธรรม ชี้ถูกแจ้งความดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรม หลังโทรแจ้ง กทม.ให้ตรวจสอบโรงกลึง เพราะฝ่าฝืนคำสั่งศาลปล่อยมลพิษ

เมื่อวานนี้ (26 ก.ค.) น.ส.สมจิตร พร้อมด้วย น.ส.สมหมาย สองพี่น้องได้นำเอกสารหลักฐานที่ถูกเจ้าของโรงงานกลึงโลหะที่ตรงข้ามกับโรงงานผลิต โฟมกันรอย อีพีอีโฟม ย่านบางขุนเทียน กทม. ดำเนินคดี ฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน มาร้องขอความเป็นธรรม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ว่าเป็นการแจ้งข้อหาถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

น.ส.สมจิตร กับ น.ส.สมหมาย เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากการที่ตนเองไปร้องต่อศาลปกครองให้ตรวจสอบกรณีพิพาทกับโรงงานกลึงโลหะที่ปล่อยมลพิษ ซึ่งต่อมาศาลปกครองตัดสินคุ้มครองชั่วคราว ไม่ให้โรงงานปล่อยควันพิษอีก แต่โรงงานก็ยังฝ่าฝืน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมมลพิษในโรงงานอุตสาหกรรม ก็ยังปล่อยปละละเลย

ตนเองจึงโทรศัพท์ไปแจ้ง สายด่วน 1555 ของ กทม. แต่หลังจากนั้นกลับถูกเจ้าของโรงงานไปแจ้งความดำเนินคดีตนเองที่สน.สำราญราษฎร์ ในข้อหาแจ้งความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานโดยกล่าวหาว่า ที่ตนเองไปแจ้งข้อมูลกับสายด่วนนั้น ไม่เป็นความเป็นจริง

ขณะที่ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ ก็รับเรื่องไว้ จนออกหมายจับตนเองทั้งที่ไม่ใช่ท้องที่รับผิดชอบ เมื่อสอบถามไปทางตำรวจว่ามีการไปตรวจสอบโรงงานดังกล่าวหรือไม่ ตำรวจแจ้งว่า ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบเพราะกฎหมายไทยเป็นระบบกล่าวหา และมีการสอบปากคำเจ้าหน้าที่สายด่วนที่รับแจ้งเหตุแล้ว ทำให้ตนเองตกเป็นผู้ต้องหาทันที

ตนจึงเดินทางมาร้องขอความเป็นธรรม เพื่อให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของตำรวจสน.สำราญราษฎร์ ที่รับแจ้งความทั้งที่ไม่ใช่ท้องที่รับผิดชอบของตนเอง และยืนยันว่าปัจจุบันโรงงานกลึงโลหะแห่งนี้ ก็ยังคงปล่อยมลพิษ สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านละแวกใกล้เคียง แม้ว่าศาลปกครองจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก็ตาม

ไฟไหม้วอดวาย อดีตผับชื่อดัง ใกล้ตลาดเรือบิน เมืองปากน้ำ

เกิดเพลิงไหม้ผับเก่าชื่อดัง ใกล้กับตลาดเรือบิน จ.สมุทรปราการ เจ้าหน้าที่เร่งดับเพลิง คาดเป็นเพราะการรื้อถอนดัดแปลง เจ้าของอาคารยังไม่มาแสดงตัว

(30 มิ.ย.) เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในตลาดนัดเรือบิน ถ.เทพารักษ์ ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ย่านร้านจำหน่าย ซองใสเเปะหน้ากล่อง เเละ ซองใสหลังกาว พบกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากร้านแห่งหนึ่ง ซึ่งเปิดเป็นสถานบันเทิง ลักษณะเป็นกลุ่มควันสีเทาเป็นจำนวนมาก ส่งผลทำให้สภาพจราจรบริเวณโดยรอบติดขัด

เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า ร้านดังกล่าวอดีตเคยเปิดเป็นสถานบันเทิงชื่อดัง แต่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรื้อถอนและดัดแปลงใหม่ จากการตรวจสอบทราบว่าก่อนเกิดเหตุ มีพนักงานทำงานอยู่ภายในร้าน ก่อนที่จะเกิดเหตุเพลิงไหม้ คาดว่าจะมาจากกลุ่มวัสดุที่อยู่ระหว่างการรื้อถอน

เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ตำรวจได้กั้นพื้นที่ในจุดเกิดเหตุแล้ว หลังจากเพลิงสงบลง ยังไม่พบเจ้าของร้านเข้าแสดงตัวแต่อย่างใด ซึ่งระหว่างนี้ต้องรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยละเอียดต่อไป

ช่างหนุ่มโมโหจัด เพื่อนร่วมงานขโมยต้นมะละกอ ฮึดสู้ไม่ไหว-ชักปืนยิงดับ

มิตรภาพถึงวันแตกดับ ช่างหนุ่มชอบปลูกผักสวนครัวไว้กินในกระถางหน้าโรงงาน แต่เพื่อนร่วมงานมักขโมยเอาไปให้คนอื่น โดยอ้างว่าเกะกะทาง เปิดฉากด่าทะเลาะวิวาท ชกสู้ไม่ไหว-ชักปืนปากกายิงใส่

เมื่อวานนี้ (16 มิ.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ เข้าตรวจสอบสภาพศพของนายอาคม อายุ 37 ปี ภายในโรงงานโรงงานผลิต ซองใสเเปะหน้ากล่อง เเละ ซองใสหลังกาว ภายในซอยพุฒศรี อำเภอเมืองสมุทรปราการ พบมีแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่หน้าอก 1 นัด ส่วนผู้ก่อเหตุคือ นายมงคลวาร อายุ 35 ปี ได้ยืนรอมอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกับอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ (ปืนปากกา) ขนาด .38 ที่ใช้ก่อเหตุ

นายมงคลวาร ให้การสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง โดยก่อนหน้านี้ตนกับผู้ตายเป็นเพื่อนกันมานาน ก่อนจะชักชวนผู้ตายมาทำงานที่โรงงานแห่งนี้ โดยทำหน้าที่เป็นช่างเชื่อมเหล็ก ระหว่างที่ทำงานอยู่ที่โรงงาน ตนได้นำเมล็ดพืชผักสวนครัวเข้ามาเพาะปลูกในกระถางต้นไม้เพื่อเก็บไว้กินที่หน้าโรงงาน เมื่อผักเริ่มออกผลเติบโตขึ้น ผู้ตายก็จะชอบยกกระถางผักไปให้เพื่อนที่ขายหมู่ปิ้งในซอยเดียวกัน โดยอ้างว่าเกะกะ

ตนก็เคยออกปากเตือนหลายครั้งแล้ว แต่ผู้ตายก็ไม่ยอมฟัง กระทั่งก่อนเกิดเหตุ ตนทราบว่าผู้ตายได้ยกกระถางต้นมะละกอออกไปให้เพื่อนคนเดิมอีก ตนจึงหมดความอดทนและเข้าไปต่อว่า และมีปากเสียงถึงขั้นชกต่อยกัน ช่วงระหว่างล้มลงกับพื้นและกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่นั้น ตนสู้แรงไม่ไหว เพราะผู้ตายเคยเป็นนักมวยเก่า จึงได้ชักอาวุธปืนปากกาที่พกติดตัวไว้ออกมาจ่อยิงใส่หน้าอก

ในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า น่าจะมาจากปัญหาที่ทั้งสองเกิดมีปากเสียงเรื่องที่ผู้ก่อเหตุไม่พอใจที่ผู้ตายมักขโมยผักไปให้คนอื่น กระทั่งวันนี้มาทราบว่าได้ยกกระถางต้นกล้ามะละกอไปอีก จึงนำมาสู่ชนวนเหตุดังกล่าว ทั้งนี้ได้คุมตัวผู้ก่อเหตุไปที่ สภ.เมืองสมุทรปราการ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป