รวบจอมโจรสาว ตระเวนลักทรัพย์ ได้นาฬิกาหรู 3 เรือน ทั้งที่ข้อเท้ายังติดกำไล EM

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 24 เม.ย. พ.ต.อ.ธีรวัจน์ ขจรเกียรติภาส ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี พ.ต.ท.ศุภชัย ศรีศักดิ์ สว.สส. ร.ต.อ.สุนทร หงษ์โยธี รอง.สว.สส. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน นำหมายจับของศาลจังหวัดนนทบุรีที่ จ.172/2563 เข้าจับกุม น.ส.จารุทรรศน์ ศรีบ้าน อายุ 37 ปี ผู้ช่วยคลินิกทำฟันแห่งหนึ่ง อยู่บ้านเลขที่ 43/47 ม.4 ต.คลองพระอุดม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี


โดบจับกุมได้บริเวณหน้าร้าน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์ ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นอกจากนี้ยังพบว่าที่ข้อเท้าขวาของ น.ส.จารุวรรณ ยังติดเครื่อง EM อยู่ เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวไปตรวจค้นหาของกลางเพิ่มเติมที่บ้านพัก


จากการตรวจค้นห้องนอนพบนาฬิกายี่ห้อแท็ก ฮอยเออร์ 1 เรือน นาฬิกายี่ห้อคาร์เทียร์ 1 เรือน ตั๋วจำนำนาฬิกายี่ห้อโรเล็กซ์ 1 ใบ ราคา 55,000 บาท จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง หลังจากนั้นได้นำตัวไปที่บ้านเกิดเหตุเลขที่ 21 ซอยสามัคคี 48 ต.ท่าทราย อ.เมืองนนทบุรี เพื่อชี้จุดเกิดเหตุ โดยกล่าวหาว่าลักทรัพย์ในเคหะสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้น


น.ส.จารุทรรศน์ ศรีบ้าน ให้การรับสารภาพว่า เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 17 เม.ย. ตนนั่งแท็กซี่มาลงปากซอยที่เกิดเหตุ แล้วเดินเข้ามาในซอย จนมาถึงบ้านที่เกิดเหตุสังเกตเห็นไม่มีคนอยู่ในบ้าน จึงลองเปิดประตูรั้วดูปรากฏว่าไม่ได้ล็อก จึงเดินเข้าไปพบว่าประตูบ้านไม่ได้ล็อกอีก ก่อนเข้าไปในบ้านเปิดตู้รื้อค้นทรัพย์สินได้นาฬิกา 3 เรือน จึงรีบออกจากบ้านมาหน้าปากซอย เรียกรถแท็กซี่ให้มาส่งห้าแยกปากเกร็ด จ.นนทบุรี แล้วนำนาฬิกาโรเล็กซ์ไปจำนำทันที ได้เงินมา 55,000 บาท จนถูกตำรวจตามมาจับกุมตัวได้


พ.ต.ท.ศุภชัย ศรีศักดิ์ สว.สส.สภ.รัตนาธิเบศร์ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.ธีรวัจน์ ขจรเกียรติภาส ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์ ได้สั่งการให้ติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดี จึงลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามจุดต่าง ๆ จนพบภาพคนร้ายที่เข้ามาก่อเหตุว่า คือน.ส.จารุทรรศน์ ศรีบ้าน ผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ที่ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 27 ก.พ.63 ก่อนถูกตำรวจจับกุมตัวเมื่อวันที่ 22 มี.ค.63 ดำเนินคดี และได้ประกันตัวศาลจังหวัดนนทบุรี โดยติดเครื่อง EM แล้ววันที่ 17 เม.ย.63 มาก่อเหตุลักทรัพย์ บ้านเลขที่ 21 ซอยสามัคคี 48 ต.ท่าทราย อ.เมืองนนทบุรี ของน.ส.กนกวรรณ เจริญวิทิตกุล อายุ 52 ปี จนถูกจับดำเนินคดีอีกครั้ง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ก.พ.63 น.ส.จารุทรรศ์ ผู้ต้องหารายนี้ได้เข้าไปก่อเหตุลักทรัพย์ภายในบ้านพักของนายไมตรีกับนางแช่มช้อย ซึ่งอยู่ในซอยแจ้งวัฒนะ-ปากเกร็ด 28 ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ก่อนกวาดเอาทรัพย์สินทั้งเงินสดทองรูปพรรณ มูลค่ากว่า 300,000 บาท


ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่าคนร้ายคือ น.ส.จารุทรรศ์ จึงขอหมายจับจากศาลจังหวัดนนทบุรี จนศาลอนุมัติหมายจับ จนวันที่ 21 มี.ค.63 เจ้าหน้าสืบทราบว่าผู้ต้องหาสาวใหญ่รายนี้ไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่คลินิกทำฟันแห่งหนึ่งเลขที่ 5/93 -94 หมู่ 2 ต.บ้านกลาง อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี จึงนำกำลังชุดสืบสวนเข้าจับกุมตัว น.ส.จารุทรรศ์ ไว้ได้


ซึ่งผู้ต้องหารับสารภาพว่าเป็นคนก่อเหตุจริง จึงติดตามทรัพย์สินของนายไมตรีกับนางแช่มช้อย กลับคืนมาได้บางส่วน เช่น สร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท จำนวน 1 เส้น หนัก 1 บาท จำนวน 1 เส้น สร้อยข้อมือหนัก 1 บาท จำนวน 1 เส้น เงินสด 49,500 บาท โทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟน 11 จำนวน 1 เครื่อง โดยทรัพย์สินบางส่วนที่หายไปผู้ต้องหานำไปใช้จ่ายส่วนตัว

สาวเผาตัวดับปริศนาคาห้องนอน พี่เห็นศพสุดสลดร่ำไห้-แม่ช็อกหนัก

สลดสาวเผาตัวเองคาห้องนอนดับปริศนา ขณะพี่สาวกับแม่ไม่อยู่ ช็อกกลับเจอไฟไหม้เห็นศพ ญาติเผยไม่รู้เกิดจากสาเหตุอะไร อาจจะป่วยซึมหรือเรื่องส่วนตัว ส่วนตร.ฟันธงฆ่าตัวตายโดยการจุดไฟเอาตัวเอง

เมื่อค่ำวานนี้ ศูนย์วิทยุร่มโพธิ์ทอง สภ.เมืองอุดรธานี รับแจ้งเหตุมีคนเผาตัวเองฆ่าตัวตาย อยู่ภายในบ้านหลังหนึ่ง บ้านดงล้ำพัฒนา หมู่ 14 ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี หลังรับแจ้ง ร.ต.อ.ชินาธิป บัวเข็ม รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี จึงออกไปสอบสวนเหตุ พร้อมด้วย แพทย์เวรโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี และ อาสากู้ภัยมูลนิธิส่งเสริมธรรมแห่งอุดรธานี

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียวสภาพเก่า ภายในแบ่งกั้นเป็นห้องนอน ตรวจสอบภายในห้องนอนห้องที่ 2 พบร่างของ น.ส.วิภารัตน์ โยธะคง อายุ 36 ปีพนักงานร้าน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์ อยู่ ถ.เชิดสมบัติ ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี เสียชีวิตอยู่บนที่นอนขนาด 6 ฟุต ที่วางบนพื้นห้อง บนเตียงนอนช่วงติดฝาผนัง ที่มีร่องรอยถูกไฟเผา มีรอยเขม่าควันไฟสีดำติดอยู่ที่ข้างผนังห้อง โดยมีร่างของผู้เสียชีวิตนอนตะแคงคว่ำหน้าบนที่นอน เสื้อผ้าและกางเกงด้านหลัง ถูกไฟไหม้ละลายติดตามร่างกาย ตรวจสอบไม่พบน้ำมันเชื้อเพลิง คาดว่าผู้ตายคงจะจุดไฟเผาผ้าห่ม แล้วคลุมร่างตัวเองไว้ จนถูกไฟไหม้เสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่ได้นำศพไปที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

นางเล็ก โสทะหา อายุ 60 ปี อยู่บ้านดงล้ำพัฒนา หมู่ 14 ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี แม่ของผู้เสียชีวิต ทราบข่าวได้เดินทางมา ดูร่างของลูกสาวด้วยความเสียใจ ไม่คิดว่าลูกสาวมาคิดสั้นอย่างนี้ โดยบอกว่า ตนมีลูก 5 คน ผู้ตายเป็นคนสุดท้อง ปกติจะอยู่บ้านในเมือง ที่ผ่านมาลูกสาวเคยทำงานโรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ แล้วออกจากงาน จึงมาอยู่กับตนที่บ้านหลังนี้ มาช่วยตนทำงานอยู่ วันก่อนก็ยังช่วยตนทำงานเป็นปกติ ไม่ได้บ่นว่าเครียดอะไร วันนี้พี่สาวกลับมาก็ยังเห็นดีๆอยู่ ที่ผ่านมา ตนก็เคยดุด่าลูกว่า ถ้าไม่หางานทำก็จะให้ไปทำพาสปอร์ตไปทำงานต่างประเทศกับพี่ชาย

“ตอนเกิดเหตุตนทำงานอยู่ใกล้ๆ สนามบิน แล้วพี่สาวก็โทรมาบอกว่าน้องเผาตัวเอง เพราะคนข้างบ้านโทรไปบอกพี่สาวว่าที่บ้านไฟไหม้ ซึ่งพี่สาวก็คิดว่าไฟไหม้บ้านไม่คิดว่าลูกคนเล็กจะฆ่าตัวตาย แต่สาเหตุนั้นตนไม่รู้จริงๆ เพราะลูกจะเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่เมื่อก่อเหตุแบบนี้คงเพราะเขาไม่มีงานทำ ก่อนหน้าเขาบอกว่าจะไปขายของ แต่ก็ไม่ได้ไปขาย เขาก็บ่นเรื่องนี้ แต่วานนี้เขาก็ไปช่วยทำงานอยู่ ก็ไม่เห็นว่ามีอาการผิดปกติอะไร ไมได้ซึมเศร้า ไม่ได้บ่นอะไรเลย ไม่รู้จริงๆ ว่าเพราะอะไร ทำให้คิดสั้นอย่างนี้”

ด้าน น.ส.ลัดดา โยธะคง อายุ 39 ปี พี่สาวของผู้ตาย บอกว่า ก่อนเกิดเหตุตนเพิ่งออกจากบ้านไปทำธุระ ยังบอกกับน้องว่า พี่จะออกไปทำธุระเดี๋ยวจะกลับมา ไปส่งหลานอีกคนไปหาแม่เขา ตอนจะออกไปยังบอกให้น้องปิดประตูหน้าบ้าน ไมได้คิดว่าน้องจะมาตัดสินใจอย่างนี้ ส่วนเรื่องที่น้องเครียดเรื่องอะไร ตนก็ไม่รู้ วานนี้ก็บอกแต่ว่าจะกลับบ้าน แม่ก็บอกว่าจะกลับไปทำอะไร พอกลับมาก็ปิดประตูอยู่แต่ในห้อง ไม่ได้ออกมาพบใคร ตนก็เข้านอนตามปกติ ปกติทุกวันตนจะอยู่กับน้อง แต่วันนี้ตนออกไปกับแม่ตั้งแต่เช้า และเขาก็เป็นคนไม่ค่อยพูด จึงไม่รู้ว่ามีปัญหาอะไร และจะเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ใครถามอะไรก็ไม่เคยบอก แฟนน้องก็ไม่มี เลยไม่ทราบว่าเพราะเรื่องอะไร น้องจึงมาคิดสั้นอย่างนี้ ถ้าใช่คงจะเป็นเรื่องที่กำลังตกงาน

นายชัชวาลย์ ลือคำหาญ อายุ 29 ปี เพื่อนบ้านที่สนิทกับผู้ตาย บอกว่า ตนกับผู้ตายรู้จักกันมานานตั้งแต่เล็กๆ ก็สนิทกัน ก่อนหน้าจะเกิดเหตุเคยคุยกันเขาก็บ่นเครียดเรื่องไม่มีงานทำ หลังจากออกจากงานที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ ก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงออกจากงาน ก่อนจะเกิดเหตุ มีคนแถวนี้เห็นควันออกมา ก็คิดว่ามีคนเผาขยะ เลยวิ่งมาดูก็เห็นควันออกจากบ้าน คิดว่าไฟไหม้บ้าน ก็วิ่งเข้าไปเห็นตัวเขาถูกไฟไหม้ จึงเอาน้ำมาดับ ตอนนั้นเขาหมดสติไปแล้ว เพราะไฟไหม้เกือบหมดทั้งตัว ตนจึงรีบโทรศัพท์แจ้งหน่วยกู้ชีพให้รีบออกมาช่วย แต่ก็ไม่ทัน เพราะเขาเสียชีวิตไปแล้ว

หลังจากนั้นพี่สาวเขาก็มา พบว่าน้องเขาตายก็ร้องไห้ ส่วนที่เขาเผาตัวเองก็ไม่รู้ว่าเขาใช้อะไรเผาตัว ว่าจะใช้น้ำมันราด หรือมีแก๊สอะไรหรือไม่ แต่ตำรวจบอกว่าเขาฆ่าตัวตาย แล้วตอนนั้นเขาก็อยู่บ้านเพียงคนเดียวด้วย ก่อนหน้าที่เขามาจากวัดประมาณสักหกโมงเย็น เขาขี่รถมาที่บ้านตน มาถามว่าแถวนี้มีคนเฒ่าคนแก่ที่เล่นของหรือไม่ ตนก็บอกว่าไม่มี แล้วเขาก็ขี่รถออกไปอ้อมบ้านแล้วจึงเข้าไปบ้าน แล้วก็มาทราบว่าเขาเผาตัวเองฆ่าตัวตาย ไม่ได้คิดว่าเขาจะมาทำอะไรแบบนี้

จับผัว-เมียแสบ ตระเวนลักทรัพย์ตามวัด ลวงหลวงพ่อ งัดกุฏิ สบง-จีวรก็ไม่เว้น

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. พ.ต.ท.สุอารีย์ สาแก้ว สว.สภ.ช่องสามหมอ อ.คอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ รับแจ้งจาก พระอธิการเดี่ยว อนาวะโร อายุ 62 ปี เจ้าอาวาสวัดป่าห้วยยาง หมู่12 ตำบลช่องสามหมอ อำเภอคอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ ว่ามี2คนร้ายเข้างัดกุฏิลักทรัพย์ภายในวัด

คนร้ายได้ทรัพย์สินไปหลายรายการ รวมทั้งเงินในตู้บริจาคไปจำนวนหนึ่ง ซึ่งหลังก่อเหตุกำลังใช้รถกระบะยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน บย.835 ชัยภูมิขับหลบหนีมุ่งหน้าเข้าไปหลังโรงงาน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์ อำเภอคอนสวรรค์

หลังรับแจ้งพ.ต.ท.สุอารีย์ แจ้งตร.ตั้งด่านสกัดและประสานชุดสายสืบลงพื้นที่เพื่อหาเบาะแส และนำกำลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุทันทีโดยในที่เกิดเหตุพบที่กุฏิเจ้าอาวาสมีร่องรอยการงัดแงะบานหน้าต่างและทุบบานเกร็ดศาลาการเปรียญ จึงให้จนท.กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบหาลายนิ้วมือของคนร้าย

จากการสอบถามพระอธิการเดี่ยว เจ้าอาวาส เล่าว่า เมื่อตอนช่วงบ่ายขณะจำวัดอยู่ในวัดอยู่องค์เดียว ได้มีผัว-เมียวัยกลางคนขับรถกระบะเข้ามาในวัดพร้อมถามหาซื้อของเก่า จึงบอกว่ามีพวกขวดพลาสติกและขวดน้ำอัดลมที่ญาติโยมนำมาถวายอยู่หลังวัด

ฝ่ายเมียแกล้งชักชวนให้พาดูก่อนชักชวนคุยอีกด้านหนึ่ง ขณะที่ฝ่ายอาศัยจังหวะ ที่หลวงพ่อเผลอ ใช้ไขควงงัดบานเกร็ดศาลาการเปรียญเข้าไปขโมยเงินในตู้บริจาคจำนวนหลายพันบาท และพระเครื่องอีกจำนวนหลายองค์

คนร้ายยังย่ามใจบุกงัดกุฏิเจ้าอาวาสขโมยชุดไตรจีวรที่ญาติโยมนำมาถวายไปกว่ายี่สิบฝืนมูลค่าหลายพันบาท หลังได้ทรัพย์แล้วจึงพากันขับรถหลบหนีไป

หลังทั้งคู่ไปแล้วจึงนึกเอะใจเพราะเคยโดนคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์หลายครั้งและสูญเงินไปนับแสนบาท เลยเดินเข้าไปตรวจสอบก็พบว่ามีร่องรอยการงัดแงะและมีของมีค่าหายไปจึงได้โทรแจ้ง จนท.ตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบเหตุดังกล่าว

ต่อมาเวลา19.00น. จนท.ตร.ได้สกัดจับรถคนร้ายตามที่ได้รับแจ้งได้ขณะขับวนเวียนอยู่ใกล้วัด จนท.จึงได้นำตัวผู้มาสอบสวนที่ สภ.ช่องสามหมอ และได้ตรวจสอบสิ่งของบนรถกระบะของคนร้ายก็พบทรัพย์สินทั้งหมดที่ขโมยมาจากวัดอยู่บนรถคันดังกล่าว เป็นจำนวนมากรวมอยู่กับขวดพลาสติกและของเก่าอื่นๆ

สอบสวนทราบชื่อคือนายอ๊อด นาถเหนือ อายุ 43 ปี และน.ส.กัลยาณี บุแก้ว อายุ 45 ปี เป็นชาว ต.ห้วยต้อน อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เมื่อตำรวจเทกระสอบของเก่าออกก็พบถาดสแตนเลสสำหรับใส่อาหารสภาพใหม่และพานทองเหลืองโบราณด้านข้างถาดเขียนชื่อวัดแห่งหนึ่งในอ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น หลายสิบใบ

เบื้องต้นทั้งคู่อ้างว่าพระที่วัดดังกล่าวขายเป็นของเก่า หลังจากนั้นจนท.ตร.จึงได้นำตัว 2 ผัวเมียเดินทางไปที่วัดทั้ง 2 แห่งเพื่อยืนยันว่าได้ขายสิ่งของเหล่านี้ให้กับคนร้ายหรือไม่ ซึ่งเจ้าอาวาสทั้ง 2 แห่งก็ตอบตรงกันว่าไม่ได้ขายทั้งจีวรและถาดสแตนเลสและพานทองเหลืองให้กับคนร้ายแต่อย่างได แต่ขายเพียงขวดพลาสติกและของชำรุดอื่นๆให้เท่านั้นจนที่สุดคนร้ายยอมรับสารภาพจำนนด้วยพยานหลักฐาน

ด้าน พล.ต.ต.สมพจน์ ขอมปรางค์ ผบก.ตร.จ.ชัยภูมิ ได้ฝากแจ้งเตือนไปยังวัดต่างๆและประชาชนทั่วไปให้ระวังบุคคลที่เข้ามาภายในหมู่บ้านหรือตระเวนไปตามวัดต่างๆที่แฝงตัวเข้ามาตีสนิทแล้วเข้าลักทรัพย์สิน

โดยคนร้ายจะเลือกวัดหรือบ้านเรือนที่มีแต่คนแก่อยู่ตามลำพังหรือวัดที่พระสงฆ์สูงอายุอยู่ลำพังและห่างไกลชุมชน ล่าสุดเบื้องต้น นำตัว 2 ผัวเมียแสบ ส่งพนง.สอบสวนแจ้งข้อหาลักทรัพย์และรับของโจร ก่อนส่งตัวดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป


รวบ 2 หนุ่มกะเหรี่ยง ขนกระท่อมผง ซุกใต้กล้วยตบตา มูลค่าเกือบ 2 ล้าน

เมื่อวันที่ 20 ก.พ. พ.อ.ธีรยุทธฑ์ เส้งรอด รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก กองกำลังสุรสีห์ พร้อมด้วย พ.ต.ต.สันติ อ่อนน้อม สารวัตร ตม.ประจวบคีรีขันธ์ (ด่านสิงขร) นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.จงอางศึก, ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ตชด.146, ตำรวจ สภ.คลองวาฬ, กองร้อยอาสาสมัครรักษาดินแดน และฝ่ายปกครอง อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ตรวจพบรถต้องสงสัยขณะขับผ่านจุดตรวจ บริเวณจุดตรวจด่านสิงขร ชายแดนไทย-เมียนมาร์ หมู่ 6 บ้านด่านสิงขร ต.คลองวาฬ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้น

พบเป็นรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ ตอนเดียว รุ่นดีแม็กซ์ สีขาวติดป้ายร้าน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์ ทะเบียน ผฉ 820 นครปฐม มีนายทองมี เวนะ อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 96 หมู่ 6 ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เป็นผู้ขับขี่ และนายวิชัย จันทร์อุปถัมภ์ อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 7/2 หมู่ 11 บ้านแพรกตะคร้อ ต.บึงนคร อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั่งมาด้วย ทั้งคู่เป็นชาวกะเหรี่ยงบ้านป่าเด็ง

ตรวจสอบที่บริเวณท้ายกระบะซึ่งมีลูกกรงเหล็กสูง บรรทุกเครือกล้วยดิบหลายสิบเครือเรียงซ้อนมาเต็มกระบะรถ แต่เมื่อขนย้ายกล้วยออกมาตรวจสอบอย่างละเอียด พบกระสอบปุ๋ยจำนวน 18 กระสอบ เปิดดูภายในพบเป็นกระท่อมผงทั้งหมด เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวชายชาวกะเหรี่ยงทั้งสองคนพร้อมของกลาง มาตรวจนับที่จุดตรวจประชารัฐ ถนนทางหลวงชนบท สาย ปข.1039 จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันชั่งน้ำหนักกระท่อมผง จำนวน 18 ถุง แต่ละถุงน้ำหนักประมาณ 30-35 กิโลกรัม นับรวมทั้ง 619 กิโลกรัม

สอบสวนนายทองมี เวนะ คนขับรถยอมรับสารภาพว่า รับกระท่อมผงบดละเอียด มาจากเพื่อนชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่บริเวณบ้านมูด่อง สะพาน 5 อ.ตะนาวศรี จ.มะริด ประเทศเมียนมาร์ โดยได้ค่าแรงขนกิโลกรัมละ 100 บาท นำส่งให้ลูกค้ารายใหญ่ที่ อ.ปราณบุรี ซึ่งทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางอีกทอดหนึ่ง นำไปขายให้ลูกค้ากิโลกรัมละ 3,000 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 1,857,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้าผู้ใช้แรงงานตามโรงงานอุตสาหกรรม และสวนยางพารา

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คน และของกลางทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองวาฬ พร้อมแจ้งข้อหา ร่วมกันมียาเสพติดโทษประเภท 5 (กระท่อมผงบดละเอียด) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อาลัยเหยื่อ9ศพ! ตั้งเสาอนุสรณ์หน้าวัดป่าศรัทธารวม ศพจ่าไร้ญาติมารับยังอยู่ร.พ.(คลิป)

วันที่ 12 ก.พ. ที่วัดป่าศรัทธารวม อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นอีกจุดเกิดเหตุคดีสะเทือนขวัญคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงจนมีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต 29 ศพ ส่วนคนร้ายถูกจับตายอีก 1 ศพในห้างเทอร์มินอล 21 รวม 30 ศพ ขณะที่ผู้บาดเจ็บมีมากกว่า 50 ราย เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งบริเวณวัดป่าศรัทธารวม และบนถนนใกล้วัด มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 9 ศพไปจนถึงหน้าร้าน กล่องกระดาษ,กล่องกระดาษออนไลน์

โดยวันนี้มีประชาชนนำดอกไม้มาวางไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิต และยืนสงบนิ่งบริเวณริมประตูทางวัดป่าศรัทธารวม ด้านทิศตะวันตกอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ นายกิตติพงษ์ พงษ์สุรเวช อดีตประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา ได้เดินทางมาตรวจการทำงานของช่างที่ขุดหลุมเตรียมตั้งเสาอนุสรณ์ติดรายชื่อผู้เสียชีวิตทั้ง 9 ราย

นายกิตติพงษ์ เปิดเผยว่า ชาวบ้านทุกคนมีความเห็นเหมือนกันว่า ต้องการให้ตั้งเสาอนุสรณ์โดยมีรายชื่อผู้เสียชีวิตบริเวณนี้ 9 ราย เพื่อแสดงความอาลัยให้ทุกคนกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น

สำหรับผู้เสียชีวิตราย 9 รายประกอบด้วย 1.น.ส.อาริยา กลีบเมฆ อายุ 40 ปี 2.นางนริศรา โชติกลาง อายุ 52 ปี 3.นางชญาภา แสงครบุรี อายุ 57 ปี 4.นายจิรวัฒน์ รัดกลาง อายุ 41 ปี 5.ด.ต.ชัชวาล แท่งทอง อายุ 50 ปี 6.นายทัศนะ หริรักษ์ อายุ 35 ปี 7.ร.อ.ศิริวัฒน์ แสงประสิทธิ์ อายุ 55 ปี 8.ด.ช.รัชชานนท์ กาญจนเมธี อายุ 13 ปี และ 9.นางพัชรา จันทร์เพ็ง อายุ 54 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับศพคนร้าย ขณะนี้ยังอยู่ในห้องเก็บศพโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา โดยยังไม่มีญาติมาติดต่อขอรับศพไปบำเพ็ญกุศล