ร้อนจัด 40องศา หนุ่ม44 ช็อกดับ เลือดพุ่งออกปาก ซึมร่องไม้กระดาน ลงใต้ถุนบ้าน

วันที่ 19 เม.ย. ร.ต.อ.ธีระพงศ์ เตชะนันท์ รองสว.(สอบสวน) สภ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ ที่บ้านเลขที่ 83 ม.8 ต.ห้วยโป่ง อ.โคกสำโรง จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย แพทย์เวรฯ รพ.โคกสำโรง และเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยโคกสำโรงสงเคราะห์

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้สองชั้น มีชาวบ้านมุงดูเหตุการณ์อยู่จำนวนหนึ่ง บนชั้น 2 ของ บ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่ พบศพ นายวิชาญ บุตรสี อายุ 44 ปี อดีตพนักงานโรงงานผลิตซองกันกระแทก และซองบับเบิ้ลรายใหญ่แห่งหนึ่ง เสียชีวิตในสภาพไม่สวมเสื้อ สวมเพียงกางเกงขาสั้นสีน้ำเงินใกล้กันมีเปลญวนแขวนอยู่ และกองเลือดจำนวนหนึ่ง จากการชันสูตรพลิกศพเบื้องต้น ไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการถูกทำร้ายแต่อยย่างใด คาดเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง

ขณะที่ ญาติผู้เสียชีวิตให้การว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อเวลา 13.00 น. ผู้ตายบ่นว่าร้อนมาก ได้ลงมานอนแช่อ่างน้ำที่ใต้ถุนบ้าน หลังจากแช่น้ำจนเป็นที่พอใจได้ผลัดเสื้อผ้าขึ้นไปนอนบนเปลชั้นสอง ผ่านไปประมาณชั่วโมง ญาติได้ยินเสียงดังโครม และมีเลือดไหลลงมาตามร่องกระดาน จึงได้วิ่งขึ้นไปดูบนบ้านจึงพบว่านายวิชาญ มีเลือดไหลทะลักออกมาจากปากและจมูก จึงได้ช่วยกันปฐมพยาบาลในเบื้องต้น ก่อนที่จะประสานกู้ภัยฯ มาช่วยเหลือแต่นายวิชาญได้เสียชีวิตก่อนที่จะนำตัวส่ง รพ.

ร.ต.อ.ธีระพงศ์ เปิดเผยว่า จากการสอบสวนญาติผู้เสียชีวิต ทราบว่านายวิชาญ มีประวัติเป็นโรคลมชัก มักเกิดอาการกำเริบ ในช่วงที่ร้อนจัด ประกอบกับในวันดังกล่าว ที่ อ.โคกสำโรง มีอุณหภูมิ สูงถึง 40 องศาเซลเซียส เบื้องต้นสันนิฐานว่า สาเหตุเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด จนเลือดไหลทะลักออกจากปากและจมูกเสียชีวิตอย่างสลด ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้นำร่างผู้เสียชีวิตส่งพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด ที่รพ.โคกสำโรง ก่อนสรุปหาสาเหตุที่แน่ชัดและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

จับแล้ว โจรแม่ลูกอ่อน เดินสายลักทรัพย์ ม.ดัง กว่า 50 แห่ง ล่าสุดได้ไป 2 ล้าน

จับแล้ว โจรแม่ลูกอ่อน เดินสายบุกงัด ม.ดัง ฉกทรัพย์ 5 ปีไม่ต่ำกว่า 50 แห่ง ล่าสุดได้ไป 2 ล้าน อ้างหาเงินเลี้ยงลูก 2 คน ติดพนันหวยหุ้น พอเงินหมดก็ไปก่อเหตุอีก

โจรแม่ลูกอ่อน วันที่ 25 มี.ค. พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 5 เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่ ร่วมกันแถลงจับกุม น.ส.แอม มาสิงห์ อายุ 32 ปี ชาว ต.หลักช้าง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมของกลาง เสื้อยืดคอกลมสีดำ 1 ตัว, กางเกงวอร์มขายาว สีกรม 1 ตัว, เสื้อวอร์มแขนยาว สีดำ มีแถบบริเวณแขน 1 ตัว และกระเป๋าสะพายหลังสีดำ 1 ใบ หลังก่อเหตุขโมยทรัพย์สินในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ถึงวันที่ 10 มี.ค. โดยจับกุมตัวได้ภายในห้องพักเลขที่ 126 โรงแรมเอราวัณ ต.ห้วยจรเข้ อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อช่วงค่ำคืนวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา มีเหตุคนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ในอาคารสำนักงานของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้เงินสดไป 194,000 บาท จากนั้นตำรวจได้ลงพื้นที่หาข่าวจนทราบว่าเป็นคนร้ายรายเดียวกับที่เคยเข้ามาก่อเหตุในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 19 พ.ย.61, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ 7 มี.ค.62, และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เมื่อวันที่ 8 มี.ค.62 นอกจากนี้ยังทราบว่าคนร้ายได้มาก่อเหตุตามมหาวิทยาลัยและสถาบันราชภัฏในเขตพื้นที่ภาค 5 ช่วงปลายเดือน พ.ย.61 ในพื้นที่ จ.เชียงราย, พะเยา, และลำปาง และร้านจำหหน่าย ซองกันกระแทก ซองบับเบิ้ลในพื้นที่ ใกล้เคียงอีกด้วย จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจหาเบาะแสจนทราบว่าคนร้ายคือ น.ส.แอม ก่อนขออนุมัติหมายจับ

ต่อมาฝ่ายสืบสวน ภ.จว.เชียงใหม่ และ สภ.ช้างเผือก ทราบข้อมูลว่า น.ส.แอม หลบพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ ต.ห้วยจรเข้ อ.เมือง จ.นครปฐม และมีการก่อเหตุในลักษณะเดียวกัน จึงเชื่อว่าคนร้ายน่าจะเป็น น.ส.แอม อย่างแน่นอน กระทั่งวันที่ 23 มี.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่ และ สภ.ช้างเผือก ได้ประสานตำรวจ สภ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ก่อนลงพื้นที่ตามหาตัว น.ส.แอม จนพบว่าซ่อนตัวอยู่ที่โรงแรมดังกล่าว จึงเข้าจับกุมตัวมาสอบปากคำ

จากการสอบสวน น.ส.แอม ให้การรับสารภาพโดยอ้างว่า ได้ลักทรัพย์ในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 มี.ค.62 จริง โดยแฝงตัวเดินดูลาดเลาในสถานที่ก่อเหตุตั้งแต่ช่วงเย็น รอจนช่วงค่ำจึงเข้าไปก่อเหตุลักทรัพย์สินภายในนอาคาร และอยู่ในนั้นจนถึงช่วงเช้ามืดจึงหลบหนีออกมา ที่ผ่านมาได้ก่อเหตุตามมหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทย มานานกว่า 5 ปี ไม่ต่ำกว่า 50 ครั้ง โดยใช้วิธีการคล้ายๆ กัน ส่วนสาเหตุที่ก่อเหตุในลักษณะเช่นนี้ก็สืบเนื่องมาจากต้องการหาเงินไปเลี้ยงลูก 2 คน ซึ่งคนเล็กอายุ 6 เดือน ประกอบกับตัวเองติดกาารพนันหวยหุ้น ต้องนำเงินมาใช้ลงทุน โดยเล่นครั้งละหลายหมื่นบาท พอเงินหมดก็จะไปก่อเหตุจนถูกจับกุม

ด้าน พล.ต.ต.พิเชษฐ กล่าวว่า จากการตรวจสอบประวัติพบว่าเคยก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง ส่วนสาเหตุที่ทางผู้ต้องหาเลือกลงมือในมหาวิทยาลัย ก็เนื่องมาจากมหาวิทยาลัยนั้นเป็นสถานที่เปิดไม่เหมือนโรงเรียน ซึ่งเมื่อผู้ต้องหาแต่งตัวธรรมดาก็สามารถเข้าไปได้เพราะเหมือนนักศึกษาหรือประชาชนทั่วไป และจะเลือกเข้าไปในช่วงเย็นใกล้เลิกงาน จากนั้นก็จะมีการเดินดูลาดเลา รวมทั้งดูเส้นทางเข้าออก

และรอจนกระทั่งถึงช่วงค่ำ เวลาประมาณ 21.00 – 22.00 น. ซึ่งเป็นช่วงปลอดคนจึงลงมือก่อเหตุ ขณะเดียวกันผู้ต้องหาได้ลงมือก่อเหตุเพียงลำพัง และครั้งล่าสุดได้ลงมือก่อเหตุในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคกลาง มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท จากนั้นจึงควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ระทึกกรุง! หนุ่มซิ่งกระบะแต่งตกบ่อร้อยสายไฟลึก 17 เมตร ช่วยไม่ทันจมน้ำดับทุรน

ระทึกกรุง! หนุ่มซิ่งกระบะแต่งตกบ่อร้อยสายไฟลึก 17 เมตร ช่วยไม่ทันจมน้ำดับทุรน

วันที่ 1 มี.ค. ร.ต.อ.ผดุงธรรม พลกันยา รองสารวัตร (สอบสวน) สน.มีนบุรี รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถกระบะเสียหลักพุ่งตกลงไปในบ่อท่อร้อยสายไฟ ริมถนนปากซอยประชาร่วมใจ 76 ถนนประชาร่วมใจ แขวงทรายกองดินใต้ เขตมีนบุรี โดยคนขับยังติดอยู่ในรถ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุเป็นบ่อท่อร้อยสายไฟกว้าง 10 เมตร ลึก 17 เมตร ซึ่งอยู่ริมถนนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างถนน ภายในบ่อมีน้ำลึกประมาณ 3 เมตร พบรถกระบะโตโยต้า สีเขียว ทะเบียน บต 8480 พิจิตร ลักษณะแต่งซิ่งจมอยู่ทั้งคันสภาพพังยับเยิน

เจ้าหน้าที่ต้องใช้รถเครนขนาดใหญ่ ดึงรถขึ้นมาจากบ่อแต่ไม่พบตัวคนขับหรือผู้โดยสาร ทีมนักประดาน้ำหน่วยกู้ภัยมูลนิธิปอเต็กตึ๊งรีบลงไปงมหา จนกระทั่งพบร่างชายสวมเสื้อยืดแขนสั้นสีดำ สวมกางเกงยีนต์ ขายาว สีดำ จมอยู่ก้นบ่อน้ำ จึงรีบโรยตัวดึงขึ้นมา ก่อนพบว่าเสียชีวิตไปแล้ว ทราบชื่อคือ นายทองใหม่ กุลสง อายุ 36 ปี อาชีพรับเหมาก่อสร้าง

จากการสอบสวนพยาน ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายนั่งดื่มเบียร์อยู่กับเพื่อนที่ร้านวัสดุก่อสร้าง ห่างจุดเกิดเหตุประมาณ 200 เมตร แถวร้านจำหน่ายซองกันกระแทก และซองเอกสารกันกระแทก และกำลังขับรถกลับไปยังแคมป์คนงานก่อสร้าง แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุรถเสียหลักลื่นตกลงไปในบ่อร้อยสายไฟ เจ้าหน้าที่จึงนำศพส่งชันสูตร ก่อนตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

สาวนศ.ปี1 ม.ดัง ดิ่งหอพัก ดับสลด รูมเมตหลับอยู่ ลุกตื่นขึ้นมาดู เพื่อนโดดลงไปแล้ว

สาวนศ.ปี1 ม.ดัง ดิ่งหอพัก ดับสลด รูมเมตหลับอยู่ ลุกตื่นขึ้นมาดู เพื่อนโดดลงไปแล้ว

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 25 ก.พ. พ.ต.ท.สุวัฒน์ โพธิ์รี สว.(สอบสวน) สภ.ปากคลองรังสิต รับแจ้งเหตุมีคนกระโดดตึกเสียชีวิต ที่หอพักแห่งหนึ่ง ม.7 ตำบลหลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมฝ่ายสืบสวน สภ.ปากคลองรังสิต แพทย์นิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม และเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุหน้าหอพักดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบศพ น.ส.วิศณี ศรีศิริ อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 98/5 ถ.เทศบาล 4 ต.ปากเพรียว อ.เมือง จ.สระบุรี เป็นนักศึกคณะนิเทศศาสตร์ ม.เอกชนแห่งหนึ่ง  และเป็นลูกสาวคนเดียว ของเฒ่าแก่ จำหน่ายซองกันกระแทก และซองเอกสารกันกระแทกแห่งหนึ่ง สภาพศพนอนหงายสวมเสื้อสีขาว สวมกางเกงขาสั้น ไม่พบบาดแผลตามร่างกาย ขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่เห็นเหตุการณ์ เปิดเผยว่า ขณะที่ตนนั่งอยู่ด้านในหอพักได้ยินเสียงกระแทกพื้นอย่างรุนแรง จึงรีบวิ่งมาดูก็พบว่ามีผู้หญิงตกลงมาจึงได้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบ

น.ส.นันนภัทร เหล่าลือเกียรติ อายุ 20 ปี เปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตเป็นเพื่อนที่รู้จักกันและมาขอพักด้วยประมาณเกือบ 1 ปี โดยทราบว่า ผู้เสียชีวิตมีความเครียดปัญหาชีวิตหลายอย่าง กระทั่งวานนี้ประมาณ 22.00 น. ผู้เสียชีวิตได้แช็ต ไปหาตนเองว่า จะออกไปนั่งเล่นที่ร้านจำหน่ายสุราที่หน้าหอพัก จนตนเองกลับมาแต่ผู้เสียชีวิตยังไม่กลับ ตนจึงนำคีย์การ์ดเสียบไว้ที่ใต้บานประตูห้องและแช็ตไปบอกจากนั้นจึงปิดไฟนอน

น.ส.นันนภัทรเผยต่อว่า ต่อมา น.ส.วิศณี ได้เข้ามาภายในห้องโดยการแตะคีย์การ์ด แต่ตนเองไม่ได้ลุกมาดูจึงไม่ทราบว่าเวลาเท่าใด จนมีเสียงปิดประตูหลังห้องเสียงดังตนเองจึงเรียกชื่อเพื่อน และรีบลุกมาดูก็พบว่าเพื่อนได้โดดลงไปด้านล่างแล้วจึงวิ่งลงมาดูและแจ้งตำรวจ ทั้งนี้เมื่อช่วงบ่ายของวันก่อน น.ส.วิศณีได้คิดทำร้ายตนเอง ไปเปิดโรงแรมหรูชั้น 17 ที่ ต.คูคต อ.ลำลูกกา เพื่อทำร้ายตัวเอง แต่เพื่อนๆ รีบไปช่วยเหลือและเกลี้ยกล่อม  โดยเมื่อไปถึง น.ส.วิศณี นั่งอยู่ที่ระเบียงหลังห้อง จึงช่วยกันกล่อมและพากลับห้อง

พ.ต.ท.สุวัฒน์กล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบห้องพักที่เกิดเหตุอย่างละเอียดเพื่อใช้เป็นหลักฐานและเชิญเพื่อนไปสอบปากคำเพิ่มเติม ทั้งนี้ได้มอบหมายให้อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูนำร่างผู้เสียชีวิตส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป

5ขวบปางตาย! ฝูงหมาจรจัดรุมขย้ำจมเขี้ยว กัดคอเป็นรู เนื้อตัวมีแผลเหวอะ

5ขวบปางตาย! ฝูงหมาจรจัดรุมขย้ำจมเขี้ยว กัดคอเป็นรู เนื้อตัวมีแผลเหวอะ

วันที่ 20 ก.พ. เจ้าหน้าที่กู้ภัย อบต.อ่าวนาง จ.กระบี่ ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือ เกิดเหตุสุนัขจรจัดรุมกัดเด็กได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณด้านหน้าหาดอ่าวนาง ย่านการค้า หมู่ 2 ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ จึงรีบนำรถกู้ชีพเดินทางไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึงพบนักท่องเที่ยวชาวฟินแลนด์ ผู้เป็นพ่อ อายุ 30 ปี เจ้าของร้านจำหน่ายซองกันกระแทก และซองเอกสารกันกระแทกราคาถูก ยืนอุ้มร่างลูกชาย อายุ 5 ขวบ สภาพเลือดอาบทั้งตัวร้องด้วยความเจ็บปวด พบบาดแผลฉกรรจ์บริเวณลำคอ มีรอยเขี้ยว 2 รู ส่วนตามลำตัวมีแผลรอยตะปบ รอยข่วนที่แผ่นหลังและก้นนับสิบแผล น่องขวา มีแผลฉีกขาด เจ้าหน้าที่รีบนำตัวส่งร.พ.กระบี่นครินทร์อินเตอร์เนชั่นแนล

โดยแพทย์ต้องรีบทำแผล ก่อนฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และวัคซีนป้องกันบาดทะยัก จากนั้นให้เด็กนอนพักที่โรงพยาบาลเพื่อรอดูอาการ พร้อมระบุว่า อาการเด็กตอนมาถึงค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะบาดแผลบริเวณลำคอ ซึ่งหากสุนัขมีเชื้อพิษสุนัขบ้า อาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ตอนนี้ต้องให้เด็กนอนรอดูอาการสักระยะว่าจะมีไข้ขึ้นหรือไม่

ขณะที่พ่อเด็ก เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุตนและลูกชายรวม 3 คน กำลังขึ้นมาจากชายหาด โดยลูกชายที่ถูกหมากัดขึ้นมาคนสุดท้าย อยู่ๆก็มีฝูงสุนัขข้างทาง 4-5 ตัว วิ่งเข้ามารุมขย้ำ ตนและชาวบ้านรวมทั้งนักท่องเที่ยวรีบเข้าช่วยนำลูกชายออกมาได้ ขณะที่กำลังอุ้มออกมาฝูงสุนัขก็ยังถูกสุนัขวิ่งไล่ตามมาอีก โชคดีที่ชาวบ้านช่วยกันไล่ลงชายหาดไป

ด้านผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายหนึ่ง ระบุว่า ปัญหาฝูงสุนัขจรจัดบริเวณหาดอ่าวนาง ถือเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน ที่ผ่านมาฝูงสุนัขเคยกัดนักท่องเที่ยวบาดเจ็บมาแล้วหลายราย ทั้งชาวจีนและยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเด็กอายุระหว่าง 4-8 ขวบ แต่ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยหาดอ่างนางเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีนักท่องเที่ยวพักผ่อนหน้าชายหาดจำนวนมากในแต่ละวัน

บุกจับหนุ่ม ค้ายาแก้ไอ – ใบกระท่อม รายใหญ่ บอกเมียไม่เกี่ยว ยอมติดคุกคนเดียว

บุกจู่โจมค้นบ้านนัก ค้ายาแก้ไอ – ใบกระท่อม รายใหญ่ของสงขลา ยึดใบกระท่อม 117 กิโลกรัม ยาแก้ไอ 1,041 ขวด เก๋ง 2 คัน พบสองผัวเมียอยู่ภายในบ้าน ด้วยความรักสามียอมรับสารภาพเพียงคนเดียว

ค้ายาแก้ไอ / เมื่อวันที่ 14 ก.พ. นายสมศักดิ์ ชูศรี ปลัดอำเภองานป้องกัน พร้อมกำลังอส.เข้าตรวจค้นภายในบ้านเช่า แถวร้านขายซองกันกระแทก และซองเอกสารกันกระแทกราคาถูก ในพื้นที่หมู่ 1 ต.บ้านนา อ.จะนะ จ.สงขลา หลังจากสืบทราบว่าถูกใช้เป็นสถานที่เก็บและจำหน่ายใบกระท่อมและยาแก้ไอจำนวนมาก

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่จับกุม นายกฤตนัย เจริญภักดี อายุ 23 ปี พร้อมของกลางใบกระท่อมสดน้ำหนัก 117 กิโลกรัม ที่กระจัดกระจายอยู่เต็มบ้าน เนื่องจากพยายามขนหนีแต่ไม่ทัน และที่ใส่กระสอบซุกซ่อนอยู่ในท้ายรถยนต์ นอกจากนี้ ยังมียาแก้ไอ 1,041 ขวด ซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านทั้งชั้น 1 และชั้น 2 หม้อต้มน้ำใบกระท่อม

ขณะเข้าจับกุมมีภรรยาของนายกฤตนัยอยู่ภายในบ้านด้วย แต่ตัวนายกฤตนัย ยอมรับสารภาพเพียงคนเดียว และยืนยันว่าภรรยาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าใบกระท่อม ด้วยความรักที่ไม่อยากให้ภรรยาถูกจับไปด้วย เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวนายกฤตนัยไปดำเนินคดีเพียงคนเดียว

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยึดรถยนต์ 2 คันคือ รถยนต์ ยี่ห้อ โตโยต้า วีออส สีเทา ทะเบียน กจ6339 พัทลุง และรถยนต์ ยี่ห้อ โตโยต้า อัลติส สีบอร์นเงิน ทะเบียน 7กฉ2580 กรุงเทพมหานคร

เจ้าหน้าที่ตำรวจ เปิดเผยว่า นายกฤตนัยเป็นหนึ่งในผู้ค้าใบกระท่อมและยาแก้ไอรายใหญ่ในอ.จะนะ และเฝ้าจับตามาตลอด กระทั่งทราบว่านำใบกระท่อมและยาแก้ล็อตใหญ่เข้ามาเก็บไว้ในบ้าน จึงวางแผนจู่โจมเข้าจับกุมดังกล่าว

เก๋งจะจมน้ำ หนุ่มฮีโร่โดดช่วย คำสั่งเมีย ถ้าเขาไม่รอด ไม่ต้องขึ้นมา

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า “นู๋นิล ตัวเล็ก” โพสต์คลิปเหตุการณ์ชาย 4 คนกระโดดลงไปในหนองน้ำ เพื่อช่วยชีวิตคนที่ติดอยู่ในรถเก๋ง ที่ประสบอุบัติเหตุเสียหลักตกลงไปในหนองน้ำด้านหน้าโรงงานผลิตซองกันกระแทก หรือ ซองเอกสารกันกระแทก และใช้ค้อนทุบกระจก ซึ่งหนึ่งในผู้ที่ลงไปช่วยเหลือคือแฟนหนุ่มของเจ้าของคลิปดังกล่าว

โดยผู้โพสต์ระบุว่า “คำสั่งเมียมึงกระโดดลงน้ำเลยนะถ้าพี่เขาไม่รอดมึงห้ามขึ้นมา แฟนGu เป็นฮีโร่เลย ทุบกระจก” หลังจากคลิปถูกเผยแพร่ออกไป ชาวโซเชียลได้แชร์ และเข้ามาชื่นชมผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นจำนวนมาก โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. ของวันที่ 17 ธ.ค. ที่ผ่านมา บริเวณถนนสายเอเซีย41 ม.4 ต.ท่าโรงช้าง อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี

นายพิเชฐ วังคีรี อายุ 27 ปี หนึ่งในผู้ที่ลงไปช่วยและเป็นแฟนของผู้ที่โพสต์คลิป เล่าว่า เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. วันที่ 17 ธ.ค. ตนได้พาแม่และแฟนมาเปลี่ยนล้อรถที่ร้านประดับยนต์ใกล้ที่เกิดเหตุ จึงเห็นรถเก๋งคันดังกล่าวขับรถมาทางตรง เมื่อถึงที่เกิดเหตุได้มีรถกระบะบรรทุกปาล์มเต็มคัน ขับตัดหน้าอย่างกระชั้นชิดทำให้คนขับรถเก๋งหักหลบจนเสียหลักลงไปในหนองน้ำ

นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า ซึ่งมีผู้เห็นเหตุการณ์เป็นชาย 3 คน ลงไปช่วยก่อน จากนั้นแฟนและแม่ของตน ได้สั่งให้รีบลงไปช่วยคนที่ติดอยู่ในรถซึ่งเป็นชายสองคน ที่อยู่ในอาการตื่นตกใจ โดยพยายามที่จะเปิดประตูออกมาจากรถแต่ไม่สามารถเปิดได้ จึงได้ใช้ค้อนทุบกระจกรถเพื่อช่วยผู้ที่ติดอยู่ในรถทั้งสองคนออกมาได้อย่างปลอดภัย

หนีไปเจอชุดเดลต้า! มืออาก้าบุกกราดฆ่ากำนันดัง ปะทะเดือดสนั่นบันนังสตา

วันที่ 30 พ.ย. ร.ต.ท.ณัฐวุฒิ เพชรสถิตรอง รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.บันนังสตา จ.ยะลา รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธสงครามกราดยิง นายอับดุลลาเต๊ะ ยานยา ประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านอำเภอบันนังสตา เจ้าของกิจการร้านจำหน่ายซองกันกระแทกหรือซองเอกสารกันกระแทกราคาถูกรายใหญ่ เสียชีวิต บนถนนสาย 410 บ้านกาสัง หมู่ 3 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา จึงรายงานผู้บังคับบัญชา ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน แล้วรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.ธีรพจน์ ยินดี ผกก.สภ.บันนังสตา กำลังเจ้าหน้าที่ทหาร และฝ่ายปกครอง

ที่เกิดเหตุบริเวณหน้าบ้านพักริมถนน พบศพ นายอับดุลลาเต๊ะ ยานยา อายุ 49 ปี มีตำแหน่งเป็นกำนัน และประธานชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านของอำเภอบันนังสตา มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนสงคราม เข้าบริเวณศีรษะและใบหน้า ใกล้กันมีรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ฟีลาโน่ สีเหลือง ทะเบียน 1 กช 6611 ยะลา ล้มคว่ำอยู่ใกล้กัน บนพื้นพบปลอกกระสุนปืนอาก้าตกอยู่ 5 ปลอก เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายขี่รถจักรยานยนต์ออกจากมัสยิดภายในหมู่บ้าน ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 80 เมตร เพื่อเดินทางมาบ้านหลังเกิดเหตุ แต่ปรากฎว่าเมื่อกำลังจะจอดรถมีคนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีดำ เข้าประกบจากนั้นคนซ้อนท้ายใช้อาวุธปืนอาก้าแบบพับฐาน กราดยิงใส่ร่างผู้ตายล้มฟุบแล้วลงมาจ่อยิงซ้ำเข้าที่ใบหน้า ก่อนพากันหลบหนี

แต่ระหว่างนั้นปรากฎว่า ร.ต.อ.นิพนธ์ อ่อนรักษ์ หัวหน้าชุดปฎิบัติการพิเศษเดลต้า พร้อมกำลังรวม 6 นาย ขับรถยนต์กันกระสุนอออกลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยเส้นทาง ผ่านมาประสบเหตุ จึงขับรถไล่ติดตามจับกุม ทำให่คนร้ายด้ใช้อาวุธอาก้ายิงใส่จนเกิดการยิงปะทะกันขึ้น คนร้ายเห็นท่าไม่ดีจึงทิ้งรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีดำ ทะเบียน 1 กช 7338 ปัตตานี แล้ววิ่งเข้าป่าสวนยางหลบหนีไป

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังเข้าปิดล้อมบริเวณใกล้ที่เกิดเหตุในรัศมี 2 กิโลเมตร คาดว่าคนร้ายจะหลบซ่อนตัว เบื้องต้นเชื่อเป็นฝีมือกลุ่มก่อความไม่สงบ เนื่องจากผู้เสียชีวิตเป็นกำนันที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะได้จับกุมตัวสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ทนายเตือน! สาวฟิสิกส์ ก่อนพูดเรื่องแรงเสียดทาน มารู้จักโทษอาญา ด่าคนตอแหล

จากกรณี สาวฟิสิกส์ ที่มีลักษณะอาการมึนเมา เปิดประตูรถไม่ทันระวัง ทำให้หนุ่มพนักงานร้านจำหน่ายซองกันกระแทก ซองเอกสารกันกระแทกราคาปลีก-ส่งผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ที่ขับตามมาด้านหลังชนเข้าอย่างจังได้รับบาดเจ็บ จากนั้น สาวรายนี้ได้อ้างว่าเรียนฟิสิกส์ รู้แรงเสียดทาน ไปยืนด่าคนเจ็บว่า ตอแหล อย่ามาแอ็คติงแสดงละคร จนกลายเป็นคลิปไวรัลกระหึ่ม โซเชียล

ทำให้ ทนาย รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ได้โพสต์ลงในเพจ ทนายคู่ใจ ถึงกรณีดังกล่าว ระบุว่า เปิดประตูไปชนเขา แล้วยังมาด่าเขาอีกว่า “ตอแหล” และอ้างเรียนฟิสิกส์มา แรงเสียดทานนิดเดียว ทำไม่ต้องนอนเจ็บขนาดนี้ ไม่รู้หรอกนะว่าจะเก่งฟิสิกส์ หรือเก่งวิชาการด้านไหนมา ในเมื่อทำให้เขาได้รับบาดเจ็บก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ไปด่าเขาอีกว่าตอแหล แบบนี้ควรเห็นใจไหม

เพราะตาม ป.อาญามาตรา 393 การดูหมิ่นซึ่งหน้า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8919/2552 การดูหมิ่นผู้อื่น หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย การวินิจฉัยว่าการกล่าววาจาอย่างไรเป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยาม สบประมาทผู้ที่ถูกกล่าว หรือทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว

เมื่อตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายคำว่า “ตอแหล” ว่า เป็นการด่าคนที่พูดเท็จ ซึ่งมีความหมายในทางเสื่อมเสีย การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อผู้เสียหายจึงเป็นการด่าผู้เสียหาย เป็นการดูถูกเหยียดหยามและสบประมาทผู้เสียหายว่าเป็นคนพูดเท็จ จึงเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 393

สาวผวา! 22เด็กแว้นซิ่งหนี-พังบ้านแอบตร. ก่อนถูกจับ พบลูก “พ.ต.อ.” ร่วมแก๊งด้วย

ตำรวจ สน.พญาไท ไล่จับระทึก เด็กแว้น ซิ่งป่วนเมือง เจอต้อนเข้าซอยตันก่อนพังบ้านประชาชนเข้าไปแอบ เจ้าหน้าที่รู้ทันโดนรวบยกแก๊ง พบหนุ่มลูกอดีตตำรวจร่วมก๊วนอยู่ด้วย โดยสามารถจับกุมได้เป็นชาย 17 คน และหญิง 5 คน

เมื่อเวลา 04.30 น. วันที่ 22 ต.ค. พ.ต.ท.บวรภพ สุนทรเรขา รอง ผกก.จร.สน.พญาไท พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายจราจร สน.พญาไท ร่วมกันปราบปรามจับกุมกลุ่ม เด็กแว้น ที่มีการแข่งรถในทางสาธารณะ และทำการปิดล้อมภายในซอยสวนเงิน แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. โดยสามารถควบคุมตัวเยาวชนชายและหญิงได้ 22 คน และรถจักรยานยนต์ 15 คัน

ที่เกิดเหตุอยู่สุดซอยสวนเงิน 500 เมตร ซึ่งเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวที่อยู่ตรงข้ามร้านจำหน่ายซองกันกระแทกหรือซองเอกสารกันกระแทกราคาถูก เลขที่ 293/20 มีรั้วรอบขอบชิด พบเยาวชนชาย 17 คน และหญิง 5 คน รวม 22 คน มีอายุตั้งแต่ 14-20 ปี พร้อมรถจักรยานยนต์ 15 คัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวไว้ จากการตรวจสอบพบว่ากลุ่มวัยรุ่นมีใบขับขี่เพียงคนเดียว ส่วนรถจักรยานยนต์ทั้งหมดมีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ มีนายณัชพล หรือ พล พรหมคง อายุ 20 ปี นักศึกษาปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกชายของ พ.ต.อ.พันธ์ศักดิ์ พรหมคง อดีตข้าราชการตำรวจ นรต.รุ่น 33

จากการสอบถาม น.ส.มัลลิกา พาวุฒิ อายุ 26 ปี ผู้อาศัยบ้านหลังดังกล่าว  กล่าวว่า ตนพักอาศัยกับครอบครัว ก่อนเกิดเหตุกลางดึกเวลาประมาณ 04.00 น. ได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์ดังลั่น ซึ่งตนคิดว่ามีอุบัติเหตุร้ายแรงอยู่บนถนน จากนั้นเสียงรถเริ่มดังสนั่นภายในซอยจนมาถึงที่หน้าบ้านของตน ต่อมาเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเปิดประตูออกมาดูเห็นเด็กวัยรุ่นและจักรยานยนต์อยู่เต็มพื้นที่หน้าบ้าน ซึ่งตกใจและกลัวมาก ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นภายในบ้านตน

ด้าน พ.ต.ท.บวรภพ กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรออกปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ พบกลุ่มจักรยานยนต์กว่า 30 คัน รวมตัวกันแข่งรถบริเวณแยกโรงกรองน้ำ ย่านถนน พระราม 6 ถนนราชวิถี จึงระดมกำลังปิดล้อมพร้อมขับไล่ให้กลุ่มจักรยานยนต์เลี้ยวเข้าไปในซอยดังกล่าว เนื่องจากเป็นซอยตัน

“จากนั้น กลุ่มเด็กแว้นดังกล่าวได้พังประตูหน้าบ้านของประชาชน และนำรถจักรยานยนต์เข้าไปจอดแอบแล้วเก็บตัวเงียบเพื่ออำพรางเจ้าหน้าที่ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม จากการตรวจสอบไม่พบอาวุธและยาเสพติด ส่วนกลุ่มเด็กแว้นมีการนัดรวมตัวผ่านเพจ นักซิ่งกลางเมือง หรือปิดเมืองมาซิ่ง ในเฟซบุ๊ก” พ.ต.ท.บวรภพ กล่าว

พ.ต.ท.บวรภพ กล่าวอีกว่า เบื้องต้นแจ้งข้อหาขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ส่วนข้อหาอื่นๆ จะแจ้งเพิ่มเติมในภายหลังเป็นรายบุคคล จากนั้นนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี และจะประสานให้ผู้ปกครองพร้อมกับผู้กระทำผิดเข้าอบรมตามโครงการของ สปพ.191 เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เยาวชนเหล่านี้กลับไปทำซ้ำอีก ส่วนเรื่องทำลายทรัพย์สินหรือบุกรุกนั้นต้องรอให้เจ้าของบ้านเข้ามาแจ้งความดำเนินคดีต่อไป