เพิ่งเลิกแฟน สาวโรงงาน ขี่จยย.ทำบุญไหว้พระ ขากลับ ถูกรถเฉี่ยวคาถนน

สาวโรงงาน  /  เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ศูนย์วิทยุนรสิงห์ สภ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิต บนถนนพระราม 2 ฝั่งขาออกกรุงเทพฯ ช่วงเชิงสะพานข้ามทางรถไฟคอกกระบือ กม.18+400 หมู่ที่ 1 ต.บางน้ำจืด อ.เมืองสมุทรสาคร

จึงรายงานให้พ.ต.ท.ไพศาล ขุนณรงค์ สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองสมุทรสาคร รับทราบพร้อมนำกำลังเจ้าหน้าที่มูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ ไอ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน 1กง 765 สมุทรสาคร ล้มตะแคง

ใกล้กันพบศพหญิงสาวในชุดพนักงานโรงงานฟิล์มยืด และฟิล์มพันพาเลท แห่งหนึ่ง สภาพศพนอนคว่ำหน้า มีบาดแผลที่ศรีษะกะโหลกเปิด เลือดนองเต็มพื้นถนน ตรวจสอบทรัพย์สินและเอกสารในกระเป๋าสะพาย ทราบชื่อคือ น.ส.สุรีรัตน์ มาลุน อายุ 24 ปี ที่อยู่ตามบัตรประจำตัวประชาชนเลขที่ 13 หมู่ 3 ต.วังหิน อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์

จากการสอบถาม น.ส.ลัดดาพร ประดับพนธ์ อายุ 27 ปี เป็นเพื่อนร่วมงาน ซึ่งอยู่ในอาการตกใจตัวสั่น ร้องไห้เสียใจ เล่าทั้งน้ำตาว่า หลังจากที่ตนกับผู้ตายเลิกงานในตอนเช้า ก็พากันขับรถจักรยานยนต์คนละคันตามกันมาเพื่อแวะมาทำบุญที่วัดศาลพันท้ายนรสิงห์ เพราะผู้ตายอยากไปทำบุญให้สบายใจเนื่องจากเพิ่งจะเลิกกับแฟน

อีกทั้งตนและผู้ตายยังอยากไปทำบุญด้วยกัน เพราะผู้ตายกำลังจะย้ายไปทำงานที่ชลบุรี โดยไม่คิดว่าจะเป็นการมาทำบุญด้วยกันครั้งสุดท้าย ก่อนเกิดเหตุผู้ตายขับนำหน้ามาก่อน ส่วนตนขับตามหลังมาเรื่อยๆ ซึ่งมีช่วงจังหวะหนึ่งที่มีรถแซงขึ้นไป แล้วก็เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว โดยร่างของเพื่อนล้มคว่ำเสียชีวิตตรงหน้า แต่ตนมองไม่ทันว่ารถคันไหนมาเฉี่ยวชน

ด้านนายกิจตรัตน์ บุญรอด อายุ อายุ 59 ปี คนขับรถประจำทางสาย 105 คลองสาน-มหาชัยเมืองใหม่ หมายเลขทะเบียน 11- 9533 กรุงเทพมหานคร ให้การว่า กำลังขับรถมุ่งหน้ามหาชัยเมืองใหม่ มีผู้โดยสารนั่งมาสองคน

ขณะมาถึงจุดเกิดเหตุก็มีรถวิ่งตามกันมาหลายคัน ตนเองก็ไม่รู้ว่ารถเฉี่ยวชนกับหญิงสาวหรือไม่ แต่มองที่กระจกพบว่าด้านหลังมีฝุ่นตลบจึงจอดรถและลงมาดู ก็พบว่าหญิงสาวล้มคว่ำเสียชีวิตข้างรถจักรยานยนต์ แต่ถ้าหากตนเป็นผู้ขับรถเฉี่ยวชนจริงก็พร้อมรับผิดไม่หลบหนี

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบรอบๆรถเมล์ ยังไม่พบร่องรอยเฉี่ยวชน จึงต้องรอตรวจสอบภาพจากกล้องที่ติดรถและตามเส้นทางอีกครั้ง หากพบว่าเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวจริง ก็จะดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

รถชน 6 คันซ้อน ร้อยโทโดนอัดคาซากอาการสาหัส ชาวบ้านขนานนาม “ดอยมรณะร้อยศพ”

รถชน 6 คันซ้อน – เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 30 มี.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พะวอ จ.ตาก รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถชนกันซ้ำซ้อนหลายคัน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยเหตุเกิดบนถนนสายแม่สอด-ตาก ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 52 เขตดอยคา อ.แม่สอด จ.ตาก หลังรับแจ้งเหตุเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนรวมถึงหน่วยกู้ชีพแม่สอดจึงรีบเดินทางไปให้ความช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุเป็นทางลงภูเขาลาดชันติดหน้าผาหิน โดยที่แนวทางโค้งจุดอันตรายพบรถเทรลเลอร์ หมายเลขทะเบียน 70-1029 อ่างทอง จอดขวางถนนด้านข้างรถพังเสียหาย ภายในรถพบตัวนายสิริชัย คารวานนท์ อายุ 50 ปี เป็นคนขับรถ ไม่ได้รับบาดเจ็บ ห่างกันประมาณ 50 เมตร พบรถยนต์กระบะ อีซูซุสีดำ หมายเลขทะเบียน 4 กว-5526 กรุงเทพ สภาพรถถูกชนด้านข้างอย่างแรงจนรถพังไปครึ่งคัน ภายในรถพบตัวสิบโทเรืองศักดิ์ สืบท้าว อายุ 30 ปี เป็นคนขับรถไม่ได้รับบาดเจ็บ

ส่วนเบาะข้างคนขับพบตัวร้อยโท เฐษฏาวุฒิ อุ๊ดหมอ อายุ 35 ปี ถูกชนอัดติดคาซากรถยนต์บาดเจ็บอาการสาหัส พลเมืองดีและหน่วยกู้ชีพต้องรีบช่วยกันงัดซากรถยนต์ออกด้วยความทุลักทุเลจนเวลาผ่านไปนานกว่า 15 นาที จึงสามารถนำตัวนายทหารรายนี้ส่งโรงพยาบาลแม่สอด ท่ามกลางสภาพจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก เจ้าหน้าที่หลายสิบนายต้องมาช่วยเร่งระบายรถที่ติดยาวสะสมบนภูเขา

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุนี้ไม่กี่ชั่วโมงบริเวณจุดดอยดังกล่าวได้เกิดอุบัติเหตุรถพ่วง 18 ล้อบรรทุกปูนฟิล์มยืด และฟิล์มยืดและพันพาเลทมาเต็มคันรถ เบรกขัดข้องทางลงภูเขาเขตดอยคา ก่อนรถพ่วงจะพุ่งชนรถยนต์รอบเดียวไป 3 คันรวด ส่งผลทำให้ปูนซีเมนต์หลายร้อยลูกตกหล่นแตกกระจายเต็มพื้นถนนระยะทางยาวหลายร้อยเมตร แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ต้องปิดถนนฝั่งขาเข้าตัวอำเภอแม่สอดเพื่อลงเคลียร์พื้นที่และทำความสะอาดล้างถนน และเปิดช่องทางพิเศษให้รถวิ่งสวนเลนกันในฝั่งขาออก

แต่พอเปิดช่วงทางพิเศษไปได้ไม่นาน ก็เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนอีกครั้ง เนื่องจากรถเทรลเลอร์ขับแหกโค้งลงภูเขาข้ามไปชนกับรถยนต์กระบะของคณะนายทหารที่กำลังขับรถกลับฐานปฏิบัติการที่แนวชายแดนอำเภอแม่สอด จนรถชนกันอย่างแรงเสียงดังสนั่นเนินเขา และทำให้นายทหารยศร้อยโทได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส ซึ่งรวมเกิดอุบัติเหตุแบบซ้ำซ้อนที่จุดเดียวกันโดยมีรถยนต์เสียหายรวม 6 คันมีผู้ได้บาดเจ็บสาหัส 1 ราย บนถนนสายแม่สอด-ตาก เขตดอยคา ดอยมรณะร้อยศพที่ชาวบ้านขนานนาม และเป็นถนนที่เกิดอุบัติเหตุทุกวัน

เพื่อนบ้านหื่น สุดโฉด ไว้ใจ ให้กิน-ลงทุนให้ ไม่สำนึก ข่มขืนลูกสาวพิการ วัย17 แถมขู่ฆ่า

เพื่อนบ้านหื่น สุดโฉด ไว้ใจ ให้กิน-ลงทุนให้ ไม่สำนึก ข่มขืนลูกสาวพิการ วัย17 แถมขู่ฆ่า

วันที่ 7 มี.ค. พ.ต.ท.ถิรเดช แข็งแรง สว.สส.สภ.สวี นำกำลังฝ่ายสืบสวน สภ.สวี เข้าจับกุม นายชนะ สุดสาคร อายุ 48 ปี ผู้ต้องหาตามหวายจับ ศาลจังหวัดหลังสวน ที่ 28/2562  ข้อหา ร่วมกันกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจคิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น โดยขับกุมได้ที่ ที่ห้องเช่าแห่งหนึ่งในพื้นที่ ม.8 ต.ด่านสวี อ.สวี จ.ชุมพร ก่อนคุมตัวมาสอบสวน โดยเบื้องต้น นายชนะ ยังคงให้การปฏิเสธ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อจึงดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

โดยคดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก ร.ต.อ.นพพล หันภาพ รองสว.(สอบสวน) สภ.สวี จ.ชุมพร ได้รับการร้องทุกข์จาก นางเอ (นามสมมุติ) อายุ 48 ปี พนักงานร้านสะดวกซื้อ และจำหน่ายฟิล์มยืด และฟิล์มพันพาเลท ว่าลูกสาวพิการ วัย 17 ปี ถูกเพื่อนบ้านคือ นายชนะ บุกเข้ามาข่มขืนจนสำเร็จความใคร่หลายครั้งก่อนจะพูดข่มขู่ว่าจะฆ่าพร้อมน้องชายวัย 15 ปี ให้ตาย หากนำเรื่องเรื่องไปบอกญาติหรือแจ้งตำรวจ

หลังรับแจ้งเหตุ พนักงานสอบสวน ได้สวนสอบสวนผู้เสียหายพร้อมกับสหวิชาชีพ ก่อนนำตัวไปตรวจร่างกายที่ รพ.สวี พร้อมเดินทางไปที่สำนักงานอัยการจังหวัด จนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติออกหมายจับผู้ก่อเหตุ ก่อนประสานชุดสืบสวนลงพื้นที่จับกุมตัว

โดย นางเอ (นามสมมุติ) ผู้เป็นแม่ เปิดเผยว่า เมื่อประมาณ 9 ปีก่อน ตนพักอาศัยอยู่ในห้องเช่าแห่งหนึ่งใน อ.ทุ่งตะโก พร้อมกับลูกสาวซึ่งขณะนั้นเรียนอยู่ชั้น ป.2 และลูกชายคนน้องยังเล็ก ต่อมาลูกสาวเกิดอุบัติเหตุรถชนได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสสมองได้รับความกระทบกระเทือน นอนรักษาตัวอยู่ รพ.ชุมพรหลายเดือน

หลังออกจากรพ. จะต้องกายภาพบำบัดทางร่างกายเช่นแขนขาผิดรูปเดินไม่สะดวกพูดจาไม่ค่อยชัดแต่สามารถรับรู้เรื่องต่างๆได้ดี และเมื่อเกือบ 3 ปีก่อนได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่ห้องเช่าหลังเกิดเหตุจนกระทั่งเมื่อ 2 เดือนก่อน ได้รู้จักกับสามีคนปัจจุบันและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันโดยมีนายชนะผู้ต้องหา ซึ่งเป็นเพื่อนของสามีเข้าออกที่บ้านอยู่บ่อยครั้ง โดยมานั่งกินกาแฟ กินข้าว จนตนไว้ใจและยังลงทุนซื้ออวนจับปูให้ไว้ทำมาหากิน

จนกระทั่งเมื่อช่วงสายของวันที่ 7 ม.ค. ตนและลูกชายคนเล็กออกไปเก็บหมากในสวน กลับเข้าบ้านประมาณ 13.00 น. ของวันเดียวกัน ขณะนั้นยังไม่มีอะไรผิดปกติ เช้าวันที่ 8 ม.ค. ตนเห็นนายชนะมาที่บ้านตนจึงชวนกินข้าวตามปกติเหมือนทุกวันๆ แต่ลูกสาวตนแสดงอาการกลัวและพยายามพูดบอกตนว่าไม่อยากให้นายชนะเข้ามาในบ้านอีก

หลังจากนั้นตนถามว่าทำไมไม่ให้นายชนะเข้ามากินข้าวในบ้าน หลังจากนั้นลูกเอ่ยปากบอกว่าถูกนายชนะเปิดประตูเข้ามาช่วงที่ตนไม่อยู่บังคับข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ ซึ่งเรื่องนี้ตนก็เคยพูดเตือนนายชนะไว้แล้วว่าถ้าทำอะไรลูกสาวตนจะไม่เอาไว้แน่ แต่ไม่คาดคิดว่านายชนะจะลงมือข่มขืนลูกสาวตนจริง

หนุ่มเกือบตายวันเกิด กระสุนปลิวตกถากแขนเลือดสาด คิดว่าก้อนหิน รู้ความจริงวงแตก

วันที่ 14 ธ.ค. ร.ต.อ.นที ศิริทอง รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.สามโก้ จ.อ่างทอง ได้รับแจ้งมีเหตุกระสุนปืนตกใส่บ้าน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ที่บ้านเลขที่ 31 หมู่ 6 ต.สามโก้ อ.สามโก้ จ.อ่างทอง เจ้าของกิจการร้านจำหน่ายฟิล์มยืด ฟิล์มพันพาเลท จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สามโก้

ที่เกิดเหตุพบว่าบ้านหลังดังกล่าวตั้งอยู่ริมถนน บริเวณหน้าบ้านได้มีการตั้งโต๊ะกินเลี้ยงฉลองกันอยู่หลายคน ยพบ นายณัฐพล มีสง่า อายุ 23 ปี ยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ด้วยความตกใจ พร้อมชี้ให้ดูกระสุนปืนขนาด .38 ที่ร่วงอยู่ที่พื้นจำนวน 1 นัด และชี้ให้ดูบาดแผลที่บริเวณแขนด้านซ้ายที่มีรอยลูกปืนถากจนเป็นแผลได้รับบาดเจ็บ

จากการสอบถามนายณัฐพล กล่าวว่า วันนี้เป็นวันเกิดของตน ก่อนเกิดเหตุตนได้นั่งกินฉลองวันเกิดตัวเองครบ 23 ปี อยู่กับเพื่อนๆ และญาติของภรรยาที่บ้านพัก ซึ่งขณะนั้นก็นั่งกันอยู่จำนวนหลายคน ระหว่างที่กำลังกินกันอย่างสนุกสนาน จู่ๆ ก็มีอะไรหล่นใส่แขนซ้าย อย่างแรงจนแขนของตนนั้นเป็นแผลได้รับบาดเจ็บ ตอนแรกก็เข้าใจว่ามีคนขว้างก้อนหินใส่ พยายามมองก็ไม่เห็นมีใคร และก็ช่วยกันหาว่ามีเศษหินที่คนขว้างเข้ามาหรือไม่ แต่พยายามหากันเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ

ด้านนายเมืองมนต์ วังพรหม อายุ 24 ปี เพื่อนนายณัฐพล กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุก็นั่งดื่มฉลองกันอยู่หลายคนจู่ๆ นายณัฐพล ก็ร้องโอ้ยเหมือนมีใครปาอะไรใส่จึงช่วยกันหาปรากฏว่าเป็นกระสุนปืนทุกคนต่างขนลุกกันหมดเลยเพราะถ้าโดนใครเต็มๆอาจไม่รอดแน่

ด้าน ร.ต.อ.นที กล่าวว่า จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุและละแวกใกล้เคียง ก็ไม่พบว่ามีใครที่ไหน และในที่เกิดเหตุก็ไม่มีใครได้ยินเสียงปืน และไม่มีใครเคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับใครมาก่อน เบื้องต้นคาดว่ากระสุนดังกล่าว น่าจะถูกยิงมาจากไหนสักที่ซึ่งอยู่ในระยะไกล จนกระทั่งมาร่วงลงในวงงานเลี้ยงวันเกิดดังกล่าว อย่างไรก็ตามจะได้ทำการสอบสวนหาที่มาของกระสุนปืนดังกล่าวต่อไป

เสี่ยเดี่ยวดับ ถูกจับตัวจ่อยิงท้ายทอย คู่อริแต่งตัวดีเขม่นกันในผับ เผ่นขึ้นรถหรูหนี

กรณี นายวีรภัทร นัดทวี หรือ ฉายา เสี่ยเดี่ยว ผักซิ่ง อายุ 32 ปี เป็นเจ้าของกิจการร้านจำหน่ายม้วนฟิล์มยืด ฟิล์มพันพาเลทคุณภาพดีราคาปลีก-ส่งรายใหญ่เเห่งหนึ่ง อยู่บ้านเลขที่ 57/51 หมู่ 4 ต.ห้วยกะปิ อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่บริเวณท้ายทอย กระสุนทะลุออกเบ้าตาซ้าย อาการสาหัส และอีกคนคือนายภานุพันธ์ อินทฤทธิ์ หรือโน้ต อายุ 31 ปี ถูกยิงเข้าที่ชายโครง กระสุนฝังใน นอนหายในรวยริน หลังมีเหตุทะเลาะวิวาท และใช้อาวุธปืนยิงกันที่บริเวณสถานบันเทิงแกแล็คซี่ บางแสน ต่อมานายวีรภัทร ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิต ขณะเดียวกันมี นายสมนึก พุฒรัตน์ อายุ 33 ปี ถูกต่อยใบหน้าบวมปูด

ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกันพื้นที่เกิดเหตุ และทางเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานภาค 2 มาตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบกองเลือดขนาดใหญ่ และพบปลอกกระสุนที่คนร้ายยิงตกในที่เกิดเหตุ 3 ปลอก จึงเก็บเอาไว้เป็นหลักฐาน เพื่อนำไปพิสูจน์ว่า ปลอกกระสุนดังกล่าวมาจากอาวุธปืนกระบอกใด และเคยใช้ก่อเหตุที่อื่นหรือไม่ เพื่อติดตามคนที่ก่อเหตุต่อไป

สอบสวนนายสมนึก หนึ่งในผู้บาดเจ็บ เบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุกลุ่มของตนเอง มากับเสี่ยเดี่ยว ประมาณ 5-6 คน ก่อนหน้านี้ได้นั่งดื่มกันที่บ้านพักเสี่ยเดี่ยว และพากันมาต่อที่สถานบันเทิงชื่อดังย่านบางแสน เอสโค๊ต สถานบันเทิงภายในแกแล็คซี่บางแสน ก็เข้าไปนั่งดื่มกันต่อ

และมีเรื่องเขม่นกับอีกกลุ่มหนึ่ง มีประมาณ 3-4 คน ซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆกัน อายุประมาณ 35-40 ปี แต่งตัวดี สามารถจำหน้าได้อย่างแม่นยำ หลังจากนั้นก็กระทบกระทั่งกัน จนเกือบจะมีเรื่องในผับ

พอผับเลิก กลุ่มพวกตนเดินลงมาจากชั้น 2 เพื่อเดินไปที่ลานจอดรถ ทางกลุ่มคู่อริก็เดินตามออกมาเช่นกัน พอมาถึงจุดเกิดเหตุเกิดมีปากเสียงกันอีกครั้ง หลังจากนั้นก็เกิดชกต่อยกันชุลมุน ต่อมา 1 ใน 3 ของคู่อริก็ชักปืนออกมา พร้อมกับจับเสี่ยวเดียว ยิงเข้าที่ท้ายทอย 1 นัด และยิงใส่ นายโน้ต อีก 1 นัด จนเพื่อนล้มลง

ก่อนคู่อริจะไปก็ยิงสวนออกมาอีก 1 นัด หลังจากนั้นกลุ่มของคู่อริ มีรถเก๋ง โตโยต้า รุ่นอัลพาร์ด สีดำ จำหมายเลขทะเบียนไม่ได้ ขับเข้ามาเทียบ กลุ่มคู่อริก็เดินขึ้นรถไปอย่างใจเย็น และขับออกไปจากลานจอดรถ

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณลานจอดรถ สามารถเห็นหน้าของกลุ่มที่ใช้อาวุธปืนอย่างชัดเจน และพยายามแกะป้ายทะเบียนรถเก๋งโตโยต้า อัลพาร์ด สีดำขับรถออกไปถนนสายลงชายหาดบางแสน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะติดตามกล้องวงจรปิด ว่าคนที่ยิงหลบหนีไปทางไหน เข้าตัวเมืองชลบุรี หรือไปทางอ.ศรีราชา เพื่อติดตามคนที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีโดยเร็ว

สลด! ครู ป.4 ซิ่งเก๋งแหกโค้ง-ประสานงา พังยับ! ดับคาที่ 2 ศพ ค้นรถเจอเหล้าครึ่งขวด

วันที่ 11 ต.ค. ร.ต.อ.ชัยวัฒน์ ทักษิณ รองสว.(สอบสวน) สภ.เรณูนคร จ.นครพนม รับแจ้งเหตุรถชนกันมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรายหลาย บนถนนทางหลวงหมายเลข 2276 สายเรณูนคร-หนองฮี ช่วงบ้านโนนคำ หมู่ 8 ต.นางาม อ.เรณูนคร จึงรุดไปพร้อมแพทย์เวร รพ.เรณูนคร เจ้าหน้าที่กู้ชีพ 1669 รพ.เรณูนคร กู้ชีพ อบต.เรณูนคร กู้ชีพ อบต.นางาม และกู้ชีพสว่างนาวาธาตุพนม

ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณหลัก กม.ที่ 35 ก่อนถึงโค้งหักศอก 100 เมตร ห่างจากตัว อ.เรณูนคร ราว 6 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่พบ รถเก๋ ฮอนด้า ซิตี้ สีดำ เลขทะเบียน กง 3037 นครพนม สภาพตกริมไหล่ทางพลิกค่ำตะแคงข้าง กระจังหน้าพังยับ กระโปรงหน้ารถฉีกขาด น้ำมันเครื่องไหลนอง ชิ้นส่วนรถตกกระเด็นปลิวกระจาย

ภายในรถพบศพนางภัทรวดี สวัสดิ์ปุระ วัย 42 ปี คนขับ เป็นครูสอนชั้น ป.4 โรงเรียนบ้านกุดตาไก้ที่อยู่เเถวโรงงานผลิตฟิล์มยืด ฟิล์มพันพาเลทคุณภาพดีรายใหญ่ อ.ปลาปาก จ.นครพนม เสียชีวิตคาที่ติดอยู่คาที่นั่งเบาะคนขับ สภาพศพมีเลือดทะลักออกปากและใบหน้า ขาทั้ง 2 ข้างติดคาอยู่ที่คอนโซลหน้ารถ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องตัดถ่างงัดร่างนานกว่า 2 ชั่วโมง จึงสามารถนำศพออกจากซากรถได้

ส่วนที่นั่งข้างเบาะคนขับยังพบศพ น.ส.ลำจวน นาสิงเตา อายุ 47 ปี ชาว ต.ท่าเรือ อ.นาหว้า จ.นครพนม คาดว่าเป็นญาตินางภัทรวดี อยู่ในสภาพเสียชีวิตคาที่ รวม 2 ศพ พบข้าวของเครื่องใช้ เสื้อ รองเท้าแตะ ผ้าห่ม และขวดเหล้า 1 ขวด ในขวดมีเหล้าเหลืออยู่ครึ่งขวดตกอยู่ นอกจากมียังมีหญิงอีก 1 คน นั่งเบาะหลังมาด้วย เบื้องต้นยังไม่ทราบชื่อ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวส่งรักษาที่ รพ.เรณูนคร

ใกล้กันยังพบ รถแวน อีซุซุ ไทยรุ่ง สีบรอนซ์-เงิน 5 ประตู เลขทะเบียน กง 9414 สกลนคร จอดอยู่ในกระจังหน้าพังยับ ทราบชื่อคนขับภายหลังคือนายพีระพล ศิริพัฒน์ อายุ 52 ปี ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเดินได้ ถูกนำตัวส่งรักษาที่ รพ.เรณูนคร ในเวลาไล่เลี่ยกัน

สอบสวนทราบว่า รถเก๋งขับออกจากตัว อ.เรณูนคร สันนิษฐานว่าอาจจะหลุดโค้ง ก่อนพุ่งชนประสานงานกับรถแวยนเข้าอย่างจัง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป ทั้งนี้หลังเกิดเหตุ พบ นางธัญญชนก จันทร์เคน อายุ 45 ปี พี่สาว นางภัทรวดี ผู้เสียชีวอตพร้อมหลานสาว ได้เดินทางมาดูศพขณะเจ้าหน้าที่ใช้เครื่องตัดถ่างงัดร่าง เมื่อเห็นหน้าน้องสาวต่างทรุดตัวข้างตัวรถร้องไห้ระงมปิ่มใจจะขาด ญาติต้องรีบนำตัวออกจากที่เกิดเหตุและประคองปีกไว้

ตร.แจงแล้วคลิปจับโชเฟอร์แท็กซี่รุนแรง จับล็อก-นอนกดกับพื้น ยันทำตามขั้นตอน

ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร.โพสต์ชี้แจงแล้วเหตุตำรวจจับโชเฟอร์แท็กซี่รุนแรง หลังโลกโซเชี่ยลวิจารณ์การทำงาน ยืนยันปฏิบัติตามขั้นตอนทุกอย่าง ไม่ให้กระทบต่อความเดือดร้อนต่อประชาชนส่วนรวม

จากกรณีการเผยเเพร่คลิปวิดิโอเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมคนขับรถแท็กซี่ก่อนถึงร้านจำหน่ายฟิล์มยืด ฟิล์มพันพาเลทและอุปกรณ์เเพ็คกิ้งราคาปลีก-ส่งรายใหญ่ โดยโลกโซเชี่ยลต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในโลกออนไลน์เป็นจำนวนมากนั้น

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 20 ส.ค. เฟซบุ๊ก ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. โพสต์ข้อความชี้เเจงกรณีดังกล่าวระบุว่า ตามที่มีคลิปวิดิโอการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สน.หลักสอง จับกุมคนขับรถยนต์โดยสารสาธารณะ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พื้นที่ สน.หลักสอง ในสื่อสังคมออนไลน์นั้น

แอดมินได้รับคำชี้แจงจาก ร.ต.อ.วัชรเกียรติ์ ทองมูล ตำแหน่ง รอง สว.จร.สน.หลักสอง หลังจากได้ดิดต่อ ร.ต.อ.วัชรเกียรติ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่และปรากฎอยู่ในคลิปดังกล่าว พี่วัชรเกียรติฝากชี้แจงการปฏิบัติหน้าที่ผ่านเพจของเราดังนี้ครับ

“กระผม ร.ต.อ.วัชรเกียรติ์ ทองมูล ตำแหน่ง รอง สว.จร.สน.หลักสอง ขอเรียนชี้แจงให้ทุกท่านทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในคลิปดังนี้

กระผมเป็นบุคคลที่ปรากฏในคลิป โดยเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นจากมีกลุ่มผู้ขับขี่รถแท็กซี่จอดรถในเขตห้ามจอด (ขาวแดง) เป็นเวลานาน เพื่อรอรับผู้โดยสารจนทำให้การจราจรติดขัดทั้งทางด้านถนนกาญจนาภิเษก และผู้ใช้บริการจากห้างเดอะมอลล์บางแค ไม่สามารถออกจากห้างได้ เพราะกลุ่มขับขี่แท็กซี่ได้จอดกีดขวางเป็นจำนวนมาก ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ปฏิบัติและดำเนินการต่อผู้ขับขี่แท็กซี่ที่จอดในเขตห้าม (ขาวแดง) ทั้งหมด3ขั้นตอนคือ

1.ประชาสัมพันธ์ผู้ใช้บริการรถโดยสารและผู้ขับขี่รถแท็กซี่ห้ามจอดรถบริเวณดังกล่าวเพราะมันกระทบต่อความเดือดร้อนต่อประชาชนส่วนรวม

2.ว่ากล่าวตักเตือนกับผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่กระทำความผิด

3.ดำเนินกวดขันจับกุมออกใบสั่ง

ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการมาครบถ้วนทุกข้อ ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ยังมีผู้ฝ่าฝืนเป็นจำนวนมาก อีกทั้งบริเวณดังกล่าวมีประชาชนร้องเรียนเป็นจำนวนมากถึงปัญหาดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดคือการบังคับล้อ เพื่อคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนผู้สุจริตชนโดยส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

จากเหตุการณ์ดังกล่าวบุคคลที่โดนเจ้าหน้าที่จับกุมนั้นเกิดขึ้นจาก ชายคนดังกล่าวได้ด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกทั้งกล่าวหาว่า “พวกมึงหาแดกกันแบบนี้เหรอ พวกมึงแกล้งจับกู” ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่

กระผมจึงแจ้งว่าเขาต้องถูกจับในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ พร้อมทั้งเชิญตัวชายคนดังกล่าวไปสน. แต่ชายคนดังกล่าวขัดขืนที่ถูกเชิญตัวมา สน.จึงเกิดการจับกุมดังกล่าวตามคลิป

ซึ่งขณะจับกุมได้กระทำไปตามหลักยุทธวิธีตำรวจทุกประการมิได้กระทำโดยลุแก่อำนาจแต่อย่างใด และชายที่นำคลิปมาโพสบนสื่อสังคมออนไลน์ ก็เป็นกลุ่มผู้ขับขี่แท็กซี่ที่กระทำความผิดที่จอดรถในเขตห้าม (ขาวแดง) ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกวดขันจับกุมในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

กระผมไม่ได้รู้จักกับผู้ถูกจับกุมตามคลิปและผู้มาโพสคลิปดังกล่าวแต่อย่างใด จึงไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกัน ดังนั้นกระผมขอชี้แจงให้ทุกท่านเสพสื่ออย่างมีสติ และเข้าใจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้กระทำตามขั้นตอนและตามหลักยุทธวิธี

ดังนั้นขอเรียนว่าในวันพรุ่งนี้กระผมจะไปดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับผู้โพสต์คลิปที่ทำให้กระผมและผู้ปฏิบัติงานในคลิปเสียหายจึงขอเรียนให้ทุกๆท่านทราบเป็นข้อมูลครับ”

ขอบคุณพี่ ร.ต.อ.วัชรเกียรติที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีต่อพี่น้องประชาชน มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

จนท.กระทรวงพาณิชย์ กลับห้องถึงกับช็อก! สายยูกระจุย โดนยกเค้าแทบเกลี้ยง

วันที่ 8 ส.ค. พ.ต.ท.วุฒิ พระเดชวงษ์ สารวัตร (สอบสวน) สภ.ปากคลองรังสิต จ.ปทุมธานี ได้รับแจ้งจาก น.ส.บุษปภัทร เดือนพงษ์ อายุ 55 ปี เจ้าหน้าที่กลุ่มงานพัสดุ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ว่าห้องพักของตนซึ่งอยู่อาคารหลังที่ 14 โครงการรังสิตซี้ตี้ที่อยู่เเถวบริษัทผลิตเเละจำหน่ายฟิล์มยืด ฟิล์มพันพาเลทรายใหญ่ ถนนรังสิต-ปทุมธานี ต.บางพูน อ.เมือง จ.ปทุมธานี ถูกคนร้ายงัดขโมยทรัพย์สินไปหลายรายการ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน

ที่เกิดเหตุบริเวณชั้น 3 ห้อง 264/31 อาคารหลังที่ 14 พบ น.ส.บุษปภัทร ยืนรอเจ้าหน้าที่พร้อมชี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูที่กุญแจที่คล้องประตูห้อง ซึ่งถูกคนร้ายตัดขาดและลูกบิดของประตูถูกงัดจนได้รับความเสียหาย เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องสภาพถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย โดยมีทรัพย์สินหายไปคือทีวีสีซัมซูง ขนาด 14 นิ้ว 1 เครื่อง ที่วีดิจิตอลยี่ห้ออัลทรอน ขนาด 24 นิ้ว 1 เครื่องหายไป และตะกร้าใส่เสื้อผ้าอีก 1 ใบ พร้อมอุปกรณ์ซ่อมเครื่องไฟฟ้า

น.ส.บุษปภัทร กล่าวว่า ตนทำงานอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์จะกลับมาพักที่ห้องอาทิตย์ละ 1 ครั้ง โดยวันนี้กลับมาถึงดึกหน่อยเนื่องจากรถติดมาก เมื่อมาถึงก็จะเปิดประตูเข้าห้องก็ต้องตกใจเมื่อเห็นสายยูที่คล้องกุญแจถูกตัดขาดและบานพับประตูเหล็กถูกงัดจนขาด โดยคนร้ายได้เข้าไปขโมยทรัพย์สินจำนวนหลายรายการ

เบื้องต้น พ.ต.ท.วุฒิ ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเข้ามาเก็บลายนี้วมือคนร้าย เพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป