ลูกเมียเพื่อนบ้านเหี้ยม มาร่วมงานศพนายช่างโยธา กราบขอโทษแทนทั้งน้ำตา

จากกรณี นายสุพรรณ อายุ 57 ปี เป็นนายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักก่อสร้างทาง กรมทางหลวงชนบท ถูกรถชนเสียชีวิตภายในซอยบ้านตัวเอง สภาพศพแขนขาหัก ตามร่างกายมีบาดแผลฉกรรจ์ บริเวณหน้าบ้านของผู้เสียชีวิตพบว่ากระถางต้นไม้ที่อยู่หน้าบ้านแตกกระจายเกลื่อน มีรอยครูดเป็นทางยาว พบว่าร่างผู้เสียชีวิตถูกชนแล้วร่างกระเด็นมาจากหน้าบ้านของผู้เสียชีวิตประมาณ 50 เมตร ใกล้กันพบชิ้นส่วนของรถยนต์เก๋งตกอยู่

จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียชีวิตกำลังทำความสะอาดถนนและรดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน จากนั้นมี นายไพบูลย์ อายุ 56 ปี ซึ่งอยู่บ้านติดกันเดินออกมาหน้าบ้าน แล้วมีการพูดคุยกัน จากนั้นนายไพบูลย์ได้เข้าไปถอยรถยนต์เก๋งโตโยต้าสีเงินในบ้านที่อยู่ตรงข้ามกับบ้านของผู้เสียชีวิต ถอยหลังไปเกือบชนราวตากผ้า จากนั้นขับเดินหน้าไปรับเด็กชาย 2 คน ขึ้นรถแล้วถอยหลังอีกครั้ง ก่อนขับรถด้วยความเร็วข้ามพุ่งไปชนผู้เสียชีวิตอย่างแรง จากนั้นขับรถยนต์เก๋งหลบหนีไปด้านหลังโรงงานผลิต โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย

ล่าสุด (26 ม.ค.63) เวลา 16.00 น. ที่ศาลาธรรมสังเวช ศาลา 6 วัดเสนาสนาราม อ. พระนครศรีอยุธยา จ. พระนครศรีอยุธยา นางปานกมล อายุ 44 ปี พร้อมครอบครัว รับศพนายสุพรรณ ผู้เสียชีวิต จากนิติวิทยาศาสตร์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ จ.ปทุมธานี มาตั้งบำเพ็ญกุศลศพ มีญาติเพื่อนร่วมงาน มาร่วมแสดงความเสียใจ โดยทางญาติจะสวดอภิธรรม เป็นเวลา 3 วัน และจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ ในวันที่ 29 มกราคม

โดยได้มี ภรรยาของนายไพบูลย์ พร้อมบุตรสาว เดินทางมาแสดงความเสียใจ รดน้ำศพ ตรงเข้าไปกราบขอโทษนางปานกมล และบุตรชาย ของผู้เสียชีวิต ด้วยความเศร้าโศก จากนั้นรีบเดินทางกลับทันทีไม่ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว

ซึ่งนางปานกมล ยืนยันว่า การตั้งราวตากผ้าอยู่ในพื้นที่ของหน้าบ้านของตัวเอง ตนเองตากผ้าก็มองดูแล้วว่าไม่ได้กีดขวางใคร ส่วนเรื่องประเด็นความขัดแย้ง ไม่รู้ว่าในการประชุมของคณะกรรมหมู่บ้าน มีปัญหาอะไร หรือมีการโต้เถียงกันในที่ประชุมมาก่อน  สามีเป็นคณะกรรมการของหมู่บ้านมาได้ประมาณ 2 ปี ลาออกได้ประมาณ 1 ปีแล้ว

ในเช้าวันเกิดเหตุสามี บอกว่าเมื่อคืนนอนหลับสบายดี แล้วบ่นรู้สึกปวดหลังอยากให้ลูกชายเหยียบหลังให้ เป็นคำพูดสุดท้ายที่ได้คุยกัน  แล้วจากนั้นแยกย้ายกันทำงานบ้าน สามีออกไปรดน้ำต้นไม้ จนมาถูกขับรถพุ่งชน เสียชีวิต ถึงขณะนี้อยากให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวให้ได้  สภาพจิตใจในขณะนี้ ยังไม่ให้อภัยผู้ต้องหา และไม่ขอมีการประนีประนอมในเรื่องของคดีให้กฎหมายดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ความคืบหน้าล่าสุด ที่ สภ.พระนครศรีอยุธยา ตลอดทั้งวัน  ผู้สื่อข่าวยังคงเฝ้าติดตามความคืบหน้าของคดี และมีกระแสข่าวว่านายไพบูลย์ ผู้ต้องหา จะเดินทางเข้ามามอบตัว 

โดยทาง พ.ต.อ ประเวศ  ศรีนาค ผกก.สภ. พระนครศรีอยุธยา ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน ติดตามจับกุมตัวนายไพบูลย์ ผู้ต้องหาตามหมายจับ ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เลขที่ 17/63 ลงวันที่ 25 มกราคม 2563  ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดที่สถานีรถไฟ สถานีขนส่ง ท่ารถตู้ และที่คาดว่าคนร้ายจะหลบหนีไป  ติดตามไปที่บ้านญาติและบุคคลกับใกล้ชิดกับผู้ต้องหายังไม่พบตัว และไม่มีการติดต่อกลับมา และยังไม่มีการติดต่อขอมอบตัว    






ชาวสระบุรีผวา ทหารซ้อมยิง ลูกปืนใหญ่พุ่งใส่บ้านพังยับ ทัพบกยืดอกรับ

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. พ.ต.ท.ศุภชัย ศรีเสถียงวงศ์ สว.สอบสวน สภ.เมืองสระบุรี รับแจ้งจากนายวิระชัย ข้อดี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.กุดนกเปล้า อ.เมือง จ.สระบุรี ว่า มีกระสุนปืนใหญ่พลาดเป้าหมายพุ่งเข้าใส่บ้านเรือนประชาชน ที่บ้านพักในสวน(ไม่มีเลขที่) อยู่ด้านหลังโรงงานผลิต โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย ห่างถนนในหมู่บ้านโนนสภาราม-พระพุทธฉาย เล็กน้อย มีทรัพย์สินและบ้านพักได้รับความเสียหาย ขอให้มาสอบสวนด้วย จึงรีบรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียวปลูกอยู่กลางสวนมะม่วง มีชาวบ้านใกล้เคียงพากันมามุงดูเป็นจำนวนมาก เบื้องต้นพบวิถีกระสุนตกใส่โคนต้นประดู่ที่ปลูกอยู่ใกล้บ้านขาดสะบั้น เส้นผ่าศูนย์กลางราว 40 ซ.ม. หักพาดกับหลังคาบ้านพังยับเยิน ใกล้กันมีชิ้นส่วนของลูกปืนซึ่งเป็นวัตถุระเบิดฝังดินอยู่หลายชิ้น ทรัพย์สินสิ่งของในบ้านถูกแรงระเบิดแตกกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ นอกจากนี้ยังพบรถกระบะที่จอดอยู่ในโรงรถจอดรถได้รับความเสียหาย กระจกด้านหน้ามีรอยร้าว และบริเวณประตูด้านคนขับมีร่องรอยเป็นรู คาดว่าน่าจะเกิดจากสะเก็ดระเบิด

สอบสวนนายสายยล คำจันทร์ อายุ 63 ปี อาชีพทำงานบริษัทเอกชน อยู่ใน กทม.ย่านเขตคลองสามวา ให้การว่า ขณะกลับมาพักผ่อนที่บ้านดังกล่าว กำลังนอนเปิดดูโทรศัพท์มือถืออยู่ในเปลญวน ที่ผูกไว้หน้าบ้าน ได้ยินเสียงดังหวีดจากวัตถุบางอย่างแหวกอากาศมาด้วยความเร็วและแรง มากระทบเข้ากับต้นประดู่แล้วมีเสียงระเบิดดังตูมตามมา เมื่อสิ้นเสียงตนจึงลุกจากเปลญวนวิ่งมาดู พบกลุ่มควันตลบอบอวล เมื่อควันจางลงจึงทราบว่า ต้นประดู่ที่ตนปลูกไว้และบ้านพักได้รับความเสียหายอย่างหนักจึงแจ้งให้ ผู้ใหญ่บ้านทราบ เพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ

ด้านนายวิระชัย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2 ต.กุดนกเปล้า กล่าวว่า ลูกกระสุนปืนใหญ่ น่าจะมาจากหน่วยทหารใน จ.สระบุรี ที่ฝึกซ้อมเกิดอุบัติเหตุ แล้วยิงพลาดเป้าหลุดจากพิกัด ข้ามภูเขาที่เป็นแนวกำแพงขวางกั้นระยะจากจุดที่ฝึกซ้อมยิงกับบ้านที่เกิดเหตุประมาร 3 กฺิโลเมตรเศษ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่เดชะบุญมีเพียงทรัพย์สินเสียหาย ซึ่งไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย

วันเดียวกัน รายงานข่าวจากกองทัพบกแจ้งว่า เกิดเหตุกระสุนปืนใหญ่ตกจริง บริเวณรอยต่อระหว่างสนามฝึกซ้อมของทหารกับบ้านเรือน ซึ่งสร้างอยู่ใกล้เขตสนามซ้อม โดยกระสุนปืนซ้อมไปโดนต้นไม้ ทำให้สะเก็ดระเบิดกระเด็นไปโดนบ้านเรือนประชาชนในบริเวณดังกล่าว แต่ไม่ได้รับความเสียหายมากนัก รวมทั้งไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทหารได้รับผิดชอบเข้าไปซ่อมแซมบ้านเรือนให้แล้ว


มอบตัวแล้ว โจรอีโต้ บุกเดี่ยวปล้นทอง 10 ถุง หลังโรงพัก กลางวันแสกๆ รับติดหนี้พนัน

จากกรณีที่คนร้ายสูงราว 160 ซม. แต่งกายมิดชิดด้วยเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว สวมหมวกกันน๊อกสีแดงปิดบังใบหน้า ถือมีดอีโต้บุกเข้าไปชิงทองคำ ภายในร้านขายโทรศัพท์มือถือและรับจำนำ “พูนสินโฟน” ติดกับร้านจำหน่าย โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย ถ.พิพัฒน์ เขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ห่างจากส ภ.เมืองบุรีรัมย์ เพียง 300 เมตร โดยคนร้ายได้ทองคำที่ลูกค้านำมาจำนำไว้ 10 ถุง โดยเหตุเกิดช่วงเทียงของวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา ตามที่เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 17 ม.ค. ที่สภ.เมืองบุรีรัมย์ นายพิสิฎฐ์ พ่อค้า หรือปิงปอง อายุ 29 ปี ชาวบ้านโคกสะอาด ต.สะแกซำ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เดินทางเข้ามอบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีญาติและผู้นำชุมชนพาเข้ามอบตัว หลังจากที่ถูกทางตำรวจกดดันอย่างหนัก

โดยพิสิฎฐ์ นำของกลางมามอบให้กับตำรวจ ประกอบด้วย สร้อยคอทองคำ น้ำหนัก 7.6 กรัม, สร้อยคอทองคำ น้ำหนัก 3.8 กรัม, แหวนทองคำ น้ำหนัก 0.9 กรัม, รถจยย. ยามาฮ่า สปาร์ค สี แดง-ดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ที่ใช้เป็นยานพาหนะในการก่อเหตุ, หมวกกันน็อก สีแดง แบบครึ่งใบ, ชุดที่สวมใส่ในวันก่อเหตุ, กระเป๋าสะพายข้าง สีน้ำตาล 1 ใบ และเงินสด 4,000 บาท ที่คนร้ายได้มาจากการนำทองไปขาย ส่วนมีดอีโต้ที่ใช้ในวันเกิดเหตุคนร้ายอ้างว่าได้โยนทิ้งสระน้ำข้างทางระหว่างหลบหนี

จากการสอบสวนนายพิสิฎฐ์ ให้การรับสารภาพว่า ก่อเหตุจริงเพราะติดหนี้การพนัน จึงต้องการหาเงินไปใช้หนี้พนัน โดยหลังก่อเหตุได้นำทองบางส่วนไปขายแล้ว ได้เงินมาประมาณ 30,000 บาท และนำไปใช้หนี้ ใช้จ่ายส่วนตัวจนเหลือเงิน4,000 บาท และทองบางส่วนเท่านั้น

ส่วนทองที่คนร้ายขโมยไปจากการตรวจสอบพบมีทั้งหมด 6 ชิ้น รวมน้ำหนักประมาณ 3 บาทเศษ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ลักทรัพย์ โดยมีอาวุธ และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิด หรือเพื่อพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ก่อนดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

เร่งล่าโจรบุกเดี่ยว จี้ชิงทอง หนัก 5บาท กลางตลาดดังภูเก็ต ตาวัย77เผยนาทีสู้

เมื่อเวลา 07.15 น. วันที่ 13 ม.ค. ร.ต.ท.ธปพน แพงพิมพ์โล้ รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.เมืองภูเก็ต รับแจ้งเหตุคนร้ายจี้ชิงสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองของประชาชน บริเวณหน้าร้านจำหน่าย โฟมกันรอย,โฟมกันกระแทก ปากซอยนิมิตร 1 ใกล้ตลาดเกษตร ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมสายตรวจ และชุดสืบสวน

ที่เกิดเหตุอยู่หน้าปากซอยกลางชุมชนและใกล้ตลาดสดที่มีคนเดินพลุกพล่าน พบ นายสถิตย์ พงศ์ธนาพาณิช อายุ 77 ปี ผู้เสียหาย ยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ข้างรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า วีออส สีบรอนซ์เงิน ทะเบียบ กท335 ภูเก็ต โดยประตูรถด้านคนขับเปิดอ้าอยู่ ที่พื้นถนนใกล้รถคันดังกล่าว พบไขควงด้ามสีฟ้า 1 อันและรองเท้าแตะแบบหนีบสีฟ้า 1 ข้าง

จากการสอบถาม นายสถิตย์ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้จอดรถเก๋งไว้ที่หน้าปากซอยตรงจุดเกิดเหตุ จากนั้น ได้เดินไปซื้อของที่ตลาดสดที่อยู่ใกล้เคียง ขณะเดินกลับมาถึงรถ ได้เปิดประตูรถด้านหลังคนขับ เพื่อเก็บของที่ซื้อมา พร้อมกับเปิดประตูฝั่งคนขับและปิดประตู จู่ ๆ มีชายฉกรรจ์ 1 คน แต่งกายชุดดำ เปิดประตูฝั่งคนนั่งพร้อมกับเข้ามานั่งที่เบาะ และพยายามจะล็อคคอตนพร้อมกับบังคับให้ถอดสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท พร้อมหลวงพ่อแช่มรุ่น 1 เลี่ยมทองหนัก 1 บาท จนมีการต่อสู้กันขึ้น

นายสถิตย์ กล่าวต่อว่า เมื่อตนสะบัดมือคนร้ายได้ จึงวิ่งมาเปิดประตูด้านที่คนร้ายนั่ง เพื่อกระชากตัวคนร้ายออกมาและพยายามจะจับตัว แต่ได้มีการกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันที่พื้นถนน โดยคนร้ายพยายามกระชากสร้อยคอทองคำ แต่ไม่ขาด ขณะเดียวกันตะขอสร้อยเกิดอ้า จากแรงกระชากของคนร้าย ทำให้สร้อยและพระตกลงที่พื้นถนน คนร้ายได้คว้าไป

นายสถิตย์ กล่าวอีกว่า โดยคนร้ายได้ใช้ไขควงแทงเข้าที่มือขวาของตน ก่อนวิ่งหนีไปขึ้นรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า คลิก จำสีและทะเบียบไม่ได้ ขับหลบหนีไปทางวงเวียนม้าน้ำ โดยได้สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท ราคาราว 1 แสนบาท พร้อมพระเครื่องหลวงพ่อแช่มรุ่น 1 เลี่ยมทองคำหนัก 1 บาท ประเมินค่าไม่ได้ไป

ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง เพื่อตรวจสอบรูปพรรณของคนร้ายและยานพาหนะที่ใช้ในการหลบหนี เพื่อติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป