ลูกเมียเพื่อนบ้านเหี้ยม มาร่วมงานศพนายช่างโยธา กราบขอโทษแทนทั้งน้ำตา

จากกรณี นายสุพรรณ อายุ 57 ปี เป็นนายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักก่อสร้างทาง กรมทางหลวงชนบท ถูกรถชนเสียชีวิตภายในซอยบ้านตัวเอง สภาพศพแขนขาหัก ตามร่างกายมีบาดแผลฉกรรจ์ บริเวณหน้าบ้านของผู้เสียชีวิตพบว่ากระถางต้นไม้ที่อยู่หน้าบ้านแตกกระจายเกลื่อน มีรอยครูดเป็นทางยาว พบว่าร่างผู้เสียชีวิตถูกชนแล้วร่างกระเด็นมาจากหน้าบ้านของผู้เสียชีวิตประมาณ 50 เมตร ใกล้กันพบชิ้นส่วนของรถยนต์เก๋งตกอยู่

จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่าก่อนเกิดเหตุผู้เสียชีวิตกำลังทำความสะอาดถนนและรดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน จากนั้นมี นายไพบูลย์ อายุ 56 ปี ซึ่งอยู่บ้านติดกันเดินออกมาหน้าบ้าน แล้วมีการพูดคุยกัน จากนั้นนายไพบูลย์ได้เข้าไปถอยรถยนต์เก๋งโตโยต้าสีเงินในบ้านที่อยู่ตรงข้ามกับบ้านของผู้เสียชีวิต ถอยหลังไปเกือบชนราวตากผ้า จากนั้นขับเดินหน้าไปรับเด็กชาย 2 คน ขึ้นรถแล้วถอยหลังอีกครั้ง ก่อนขับรถด้วยความเร็วข้ามพุ่งไปชนผู้เสียชีวิตอย่างแรง จากนั้นขับรถยนต์เก๋งหลบหนีไปด้านหลังโรงงานผลิต โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย

ล่าสุด (26 ม.ค.63) เวลา 16.00 น. ที่ศาลาธรรมสังเวช ศาลา 6 วัดเสนาสนาราม อ. พระนครศรีอยุธยา จ. พระนครศรีอยุธยา นางปานกมล อายุ 44 ปี พร้อมครอบครัว รับศพนายสุพรรณ ผู้เสียชีวิต จากนิติวิทยาศาสตร์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ จ.ปทุมธานี มาตั้งบำเพ็ญกุศลศพ มีญาติเพื่อนร่วมงาน มาร่วมแสดงความเสียใจ โดยทางญาติจะสวดอภิธรรม เป็นเวลา 3 วัน และจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพ ในวันที่ 29 มกราคม

โดยได้มี ภรรยาของนายไพบูลย์ พร้อมบุตรสาว เดินทางมาแสดงความเสียใจ รดน้ำศพ ตรงเข้าไปกราบขอโทษนางปานกมล และบุตรชาย ของผู้เสียชีวิต ด้วยความเศร้าโศก จากนั้นรีบเดินทางกลับทันทีไม่ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว

ซึ่งนางปานกมล ยืนยันว่า การตั้งราวตากผ้าอยู่ในพื้นที่ของหน้าบ้านของตัวเอง ตนเองตากผ้าก็มองดูแล้วว่าไม่ได้กีดขวางใคร ส่วนเรื่องประเด็นความขัดแย้ง ไม่รู้ว่าในการประชุมของคณะกรรมหมู่บ้าน มีปัญหาอะไร หรือมีการโต้เถียงกันในที่ประชุมมาก่อน  สามีเป็นคณะกรรมการของหมู่บ้านมาได้ประมาณ 2 ปี ลาออกได้ประมาณ 1 ปีแล้ว

ในเช้าวันเกิดเหตุสามี บอกว่าเมื่อคืนนอนหลับสบายดี แล้วบ่นรู้สึกปวดหลังอยากให้ลูกชายเหยียบหลังให้ เป็นคำพูดสุดท้ายที่ได้คุยกัน  แล้วจากนั้นแยกย้ายกันทำงานบ้าน สามีออกไปรดน้ำต้นไม้ จนมาถูกขับรถพุ่งชน เสียชีวิต ถึงขณะนี้อยากให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวให้ได้  สภาพจิตใจในขณะนี้ ยังไม่ให้อภัยผู้ต้องหา และไม่ขอมีการประนีประนอมในเรื่องของคดีให้กฎหมายดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ความคืบหน้าล่าสุด ที่ สภ.พระนครศรีอยุธยา ตลอดทั้งวัน  ผู้สื่อข่าวยังคงเฝ้าติดตามความคืบหน้าของคดี และมีกระแสข่าวว่านายไพบูลย์ ผู้ต้องหา จะเดินทางเข้ามามอบตัว 

โดยทาง พ.ต.อ ประเวศ  ศรีนาค ผกก.สภ. พระนครศรีอยุธยา ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน ติดตามจับกุมตัวนายไพบูลย์ ผู้ต้องหาตามหมายจับ ของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เลขที่ 17/63 ลงวันที่ 25 มกราคม 2563  ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  ตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดที่สถานีรถไฟ สถานีขนส่ง ท่ารถตู้ และที่คาดว่าคนร้ายจะหลบหนีไป  ติดตามไปที่บ้านญาติและบุคคลกับใกล้ชิดกับผู้ต้องหายังไม่พบตัว และไม่มีการติดต่อกลับมา และยังไม่มีการติดต่อขอมอบตัว    






ชาวสระบุรีผวา ทหารซ้อมยิง ลูกปืนใหญ่พุ่งใส่บ้านพังยับ ทัพบกยืดอกรับ

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. พ.ต.ท.ศุภชัย ศรีเสถียงวงศ์ สว.สอบสวน สภ.เมืองสระบุรี รับแจ้งจากนายวิระชัย ข้อดี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.กุดนกเปล้า อ.เมือง จ.สระบุรี ว่า มีกระสุนปืนใหญ่พลาดเป้าหมายพุ่งเข้าใส่บ้านเรือนประชาชน ที่บ้านพักในสวน(ไม่มีเลขที่) อยู่ด้านหลังโรงงานผลิต โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย ห่างถนนในหมู่บ้านโนนสภาราม-พระพุทธฉาย เล็กน้อย มีทรัพย์สินและบ้านพักได้รับความเสียหาย ขอให้มาสอบสวนด้วย จึงรีบรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียวปลูกอยู่กลางสวนมะม่วง มีชาวบ้านใกล้เคียงพากันมามุงดูเป็นจำนวนมาก เบื้องต้นพบวิถีกระสุนตกใส่โคนต้นประดู่ที่ปลูกอยู่ใกล้บ้านขาดสะบั้น เส้นผ่าศูนย์กลางราว 40 ซ.ม. หักพาดกับหลังคาบ้านพังยับเยิน ใกล้กันมีชิ้นส่วนของลูกปืนซึ่งเป็นวัตถุระเบิดฝังดินอยู่หลายชิ้น ทรัพย์สินสิ่งของในบ้านถูกแรงระเบิดแตกกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ นอกจากนี้ยังพบรถกระบะที่จอดอยู่ในโรงรถจอดรถได้รับความเสียหาย กระจกด้านหน้ามีรอยร้าว และบริเวณประตูด้านคนขับมีร่องรอยเป็นรู คาดว่าน่าจะเกิดจากสะเก็ดระเบิด

สอบสวนนายสายยล คำจันทร์ อายุ 63 ปี อาชีพทำงานบริษัทเอกชน อยู่ใน กทม.ย่านเขตคลองสามวา ให้การว่า ขณะกลับมาพักผ่อนที่บ้านดังกล่าว กำลังนอนเปิดดูโทรศัพท์มือถืออยู่ในเปลญวน ที่ผูกไว้หน้าบ้าน ได้ยินเสียงดังหวีดจากวัตถุบางอย่างแหวกอากาศมาด้วยความเร็วและแรง มากระทบเข้ากับต้นประดู่แล้วมีเสียงระเบิดดังตูมตามมา เมื่อสิ้นเสียงตนจึงลุกจากเปลญวนวิ่งมาดู พบกลุ่มควันตลบอบอวล เมื่อควันจางลงจึงทราบว่า ต้นประดู่ที่ตนปลูกไว้และบ้านพักได้รับความเสียหายอย่างหนักจึงแจ้งให้ ผู้ใหญ่บ้านทราบ เพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ

ด้านนายวิระชัย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2 ต.กุดนกเปล้า กล่าวว่า ลูกกระสุนปืนใหญ่ น่าจะมาจากหน่วยทหารใน จ.สระบุรี ที่ฝึกซ้อมเกิดอุบัติเหตุ แล้วยิงพลาดเป้าหลุดจากพิกัด ข้ามภูเขาที่เป็นแนวกำแพงขวางกั้นระยะจากจุดที่ฝึกซ้อมยิงกับบ้านที่เกิดเหตุประมาร 3 กฺิโลเมตรเศษ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่เดชะบุญมีเพียงทรัพย์สินเสียหาย ซึ่งไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย

วันเดียวกัน รายงานข่าวจากกองทัพบกแจ้งว่า เกิดเหตุกระสุนปืนใหญ่ตกจริง บริเวณรอยต่อระหว่างสนามฝึกซ้อมของทหารกับบ้านเรือน ซึ่งสร้างอยู่ใกล้เขตสนามซ้อม โดยกระสุนปืนซ้อมไปโดนต้นไม้ ทำให้สะเก็ดระเบิดกระเด็นไปโดนบ้านเรือนประชาชนในบริเวณดังกล่าว แต่ไม่ได้รับความเสียหายมากนัก รวมทั้งไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทหารได้รับผิดชอบเข้าไปซ่อมแซมบ้านเรือนให้แล้ว


มอบตัวแล้ว โจรอีโต้ บุกเดี่ยวปล้นทอง 10 ถุง หลังโรงพัก กลางวันแสกๆ รับติดหนี้พนัน

จากกรณีที่คนร้ายสูงราว 160 ซม. แต่งกายมิดชิดด้วยเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว สวมหมวกกันน๊อกสีแดงปิดบังใบหน้า ถือมีดอีโต้บุกเข้าไปชิงทองคำ ภายในร้านขายโทรศัพท์มือถือและรับจำนำ “พูนสินโฟน” ติดกับร้านจำหน่าย โฟมกันกระแทก,โฟมกันรอย ถ.พิพัฒน์ เขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ห่างจากส ภ.เมืองบุรีรัมย์ เพียง 300 เมตร โดยคนร้ายได้ทองคำที่ลูกค้านำมาจำนำไว้ 10 ถุง โดยเหตุเกิดช่วงเทียงของวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา ตามที่เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 17 ม.ค. ที่สภ.เมืองบุรีรัมย์ นายพิสิฎฐ์ พ่อค้า หรือปิงปอง อายุ 29 ปี ชาวบ้านโคกสะอาด ต.สะแกซำ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เดินทางเข้ามอบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีญาติและผู้นำชุมชนพาเข้ามอบตัว หลังจากที่ถูกทางตำรวจกดดันอย่างหนัก

โดยพิสิฎฐ์ นำของกลางมามอบให้กับตำรวจ ประกอบด้วย สร้อยคอทองคำ น้ำหนัก 7.6 กรัม, สร้อยคอทองคำ น้ำหนัก 3.8 กรัม, แหวนทองคำ น้ำหนัก 0.9 กรัม, รถจยย. ยามาฮ่า สปาร์ค สี แดง-ดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ที่ใช้เป็นยานพาหนะในการก่อเหตุ, หมวกกันน็อก สีแดง แบบครึ่งใบ, ชุดที่สวมใส่ในวันก่อเหตุ, กระเป๋าสะพายข้าง สีน้ำตาล 1 ใบ และเงินสด 4,000 บาท ที่คนร้ายได้มาจากการนำทองไปขาย ส่วนมีดอีโต้ที่ใช้ในวันเกิดเหตุคนร้ายอ้างว่าได้โยนทิ้งสระน้ำข้างทางระหว่างหลบหนี

จากการสอบสวนนายพิสิฎฐ์ ให้การรับสารภาพว่า ก่อเหตุจริงเพราะติดหนี้การพนัน จึงต้องการหาเงินไปใช้หนี้พนัน โดยหลังก่อเหตุได้นำทองบางส่วนไปขายแล้ว ได้เงินมาประมาณ 30,000 บาท และนำไปใช้หนี้ ใช้จ่ายส่วนตัวจนเหลือเงิน4,000 บาท และทองบางส่วนเท่านั้น

ส่วนทองที่คนร้ายขโมยไปจากการตรวจสอบพบมีทั้งหมด 6 ชิ้น รวมน้ำหนักประมาณ 3 บาทเศษ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ลักทรัพย์ โดยมีอาวุธ และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิด หรือเพื่อพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ก่อนดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

เร่งล่าโจรบุกเดี่ยว จี้ชิงทอง หนัก 5บาท กลางตลาดดังภูเก็ต ตาวัย77เผยนาทีสู้

เมื่อเวลา 07.15 น. วันที่ 13 ม.ค. ร.ต.ท.ธปพน แพงพิมพ์โล้ รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.เมืองภูเก็ต รับแจ้งเหตุคนร้ายจี้ชิงสร้อยคอทองคำพร้อมพระเลี่ยมทองของประชาชน บริเวณหน้าร้านจำหน่าย โฟมกันรอย,โฟมกันกระแทก ปากซอยนิมิตร 1 ใกล้ตลาดเกษตร ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมสายตรวจ และชุดสืบสวน

ที่เกิดเหตุอยู่หน้าปากซอยกลางชุมชนและใกล้ตลาดสดที่มีคนเดินพลุกพล่าน พบ นายสถิตย์ พงศ์ธนาพาณิช อายุ 77 ปี ผู้เสียหาย ยืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ข้างรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า วีออส สีบรอนซ์เงิน ทะเบียบ กท335 ภูเก็ต โดยประตูรถด้านคนขับเปิดอ้าอยู่ ที่พื้นถนนใกล้รถคันดังกล่าว พบไขควงด้ามสีฟ้า 1 อันและรองเท้าแตะแบบหนีบสีฟ้า 1 ข้าง

จากการสอบถาม นายสถิตย์ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้จอดรถเก๋งไว้ที่หน้าปากซอยตรงจุดเกิดเหตุ จากนั้น ได้เดินไปซื้อของที่ตลาดสดที่อยู่ใกล้เคียง ขณะเดินกลับมาถึงรถ ได้เปิดประตูรถด้านหลังคนขับ เพื่อเก็บของที่ซื้อมา พร้อมกับเปิดประตูฝั่งคนขับและปิดประตู จู่ ๆ มีชายฉกรรจ์ 1 คน แต่งกายชุดดำ เปิดประตูฝั่งคนนั่งพร้อมกับเข้ามานั่งที่เบาะ และพยายามจะล็อคคอตนพร้อมกับบังคับให้ถอดสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท พร้อมหลวงพ่อแช่มรุ่น 1 เลี่ยมทองหนัก 1 บาท จนมีการต่อสู้กันขึ้น

นายสถิตย์ กล่าวต่อว่า เมื่อตนสะบัดมือคนร้ายได้ จึงวิ่งมาเปิดประตูด้านที่คนร้ายนั่ง เพื่อกระชากตัวคนร้ายออกมาและพยายามจะจับตัว แต่ได้มีการกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันที่พื้นถนน โดยคนร้ายพยายามกระชากสร้อยคอทองคำ แต่ไม่ขาด ขณะเดียวกันตะขอสร้อยเกิดอ้า จากแรงกระชากของคนร้าย ทำให้สร้อยและพระตกลงที่พื้นถนน คนร้ายได้คว้าไป

นายสถิตย์ กล่าวอีกว่า โดยคนร้ายได้ใช้ไขควงแทงเข้าที่มือขวาของตน ก่อนวิ่งหนีไปขึ้นรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า คลิก จำสีและทะเบียบไม่ได้ ขับหลบหนีไปทางวงเวียนม้าน้ำ โดยได้สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท ราคาราว 1 แสนบาท พร้อมพระเครื่องหลวงพ่อแช่มรุ่น 1 เลี่ยมทองคำหนัก 1 บาท ประเมินค่าไม่ได้ไป

ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง เพื่อตรวจสอบรูปพรรณของคนร้ายและยานพาหนะที่ใช้ในการหลบหนี เพื่อติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



เพิ่งได้งานใหม่ กำลังไปเก็บเสื้อผ้า หนุ่ม 19 โดนยางรถพ่วงกระเด็นทับดับ เพื่อนเล่าลางสังหรณ์

วันที่ 8 พ.ค. ร.ต.ท.บุริศร์ พระคง รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองสุพรรณบุรี ได้รับแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุรถพ่วง 18 ล้อ เกิดล้อหลุดกระเด็นไปทับรถจยย. มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บริเวณบนสะพาน ถนนสายเลี่ยงเมือง หมู่ 9 ต.ทับตีเหล็ก อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยแพทย์เวร ร.พ.ศูนย์เจ้าพระยายมราช และเจ้าหน้าที่มูลนิธิเสมอกันกู้ภัยสุพรรณบุรี

ที่เกิดเหตุพบศพ นายไพฑูรย์ กาจหาญ อายุ 19 ปี ชาว ต.ดอนเจดีย์ อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี สภาพนอนคว่ำหน้าคอหักจมกองเลือด มีบาดแผลถลอกตามร่างกาย ใกล้กันพบรถจยย.ฮอนด้าคลิก สีชมพูขาว หมายเลขทะเบียน 7กฒ 4665 กทม. สภาพพังยับเยิน ล้อหน้าอยู่ในสภาพบิดเบี้ยว และพบล้อรถพ่วงขนาดใหญ่ตกอยู่ข้างกัน ส่วนคู่กรณีเป็นคนขับรถพ่วง ทราบชื่อคือ นายศิลา นิ่มนุช อายุ 54 ปี ได้ยืนรอมอบตัวกับตำรวจ โดยมีรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ทะเบียนตัวแม่ 83-0671 กาญจนบุรี ทะเบียนตัวพ่วง 83-0934 กาญจนบุรี จอดอยู่ในที่เกิดเหตุ สภาพล้อหลังด้านซ้ายของตัวแม่หลุดออก

จากการสอบสวน นายศิลา ให้การว่า ตนขับรถพ่วงคันดังกล่าวไปรับEPEโฟม และโฟมกันรอย ที่ อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา และจะนำไปส่งที่ ต.ทุ่งคอก อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี โดยมากับหลานสาวอายุ 8 ขวบ ก่อนเกิดเหตุระหว่างที่ขับรถขึ้นสะพาน ตนรู้สึกว่ารถเกิดอาการผิดปกติ จึงได้ขับช้าๆ เพื่อประคองจนถึงกลางสะพาน จากนั้นพบว่าล้อรถพ่วง ได้หลุดแซงไปด้านหน้า และกระแทกกับขอบสะพาน กระเด็นไปฝั่งตรงข้าม ตนจึงขับรถเข้าชิดขอบสะพาน และลงมาดูรถ ปรากฏว่าล้อด้านหลังซ้ายตัวแม่หลุดหายไป จากนั้นเดินไปดูฝั่งตรงข้าม พบ รถจยย.ล้มคว่ำและมีผู้เสียชีวิต ก่อนโทรแจ้งตำรวจมาตรวจสอบ ซึ่งตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ด้าน นายสุทธิรักษ์ แผนสมบูรณ์ เพื่อนผู้ตาย เล่าว่า ผู้ตายมีอาชีพขับรถไถดิน เป็นคนนิสัยดี ขยันทำงาน และเป็นที่รักของเพื่อนๆ ก่อนเกิดเหตุผู้ตายมาทำงานตามปกติ แต่ช่วงบ่ายได้ขอกลับบ้านพัก เพื่อจะมาเก็บเสื้อผ้า เนื่องจากผู้ตายเพิ่งได้งานใหม่ จึงต้องย้ายไปพักที่อื่น ซึ่งก่อนที่ผู้ตายจะเดินทางกลับ ตนยังมีลางสังหรณ์แปลกๆ ยังทักเลยว่า อย่าเพิ่งไปเก็บเสื้อผ้าเลย ค่อยไปเก็บวันหลัง จะรีบร้อนไปไหน จนมาทราบว่าเกิดเหตุสลดดังกล่าว ตนรู้สึกเสียใจมาก เพราะไม่คิดว่าจะมาเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นกับเพื่อนตน อย่างไรก็ดีตำรวจจะตรวจสอบหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดอีกครั้ง และดำเนินคดีกับคนขับรถพ่วงตามกฎหมายต่อไป

อากาศร้อนจัด หนุ่มซดน้ำไปอื้อ ก่อนดับคาห้องครัว เพื่อนตามหาเจอเป็นศพ คาดเกิด “ฮีทสโตรก”

วันที่ 11 เม.ย. ร.ต.อ.ภานุวัฒน์ ภูชื่นบาน รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งว่ามีชายเสียชีวิต ในบ้านเลขที่ 318/70 หมู่บ้านไทยสมุทร เขตเทศบาลนครอุดรธานี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมแพทย์เวร ร.พ.ศูนย์อุดรธานี และเจ้าหน้าที่มูลนิธิอุดรสว่างเมธาธรรม

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ในห้องครัวหลังบ้านพบศพ นายเดชชัย วังคะวิง อายุ 40 ปี เจ้าของร้านจำหน่าย EPEโฟม และโฟมกันรอยราคาถูก นอนตะแคงเสียชีวิต ที่หน้าบ้านพบขวดน้ำพลาสติกที่ผู้ตายดื่มก่อน และพบกล้วยน้ำหว้า 2 ลูกวางอยู่บนโต๊ะ จากการสอบสวน นายภิเษก จรรยาวาณิชกุ อายุ 55 ปี เพื่อนบ้านที่บ้านอยู่ติดกัน ให้การว่า รู้จักผู้ตายมา 10 ปีแล้ว ผู้ตายจะอยู่บ้านคนเดียว สุขภาพจะไม่ค่อยแข็งแรงเนื่องจากดื่มเหล้าหนัก

เช้านี้ผู้ตายได้มานั่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าบ้านตน จากนั้นตนก็พากลับไปส่งที่บ้าน แล้วเห็นนั่งดื่มน้ำคลายร้อนอยู่หน้าบ้าน หลังจากนั้นตนก็ได้ออกไปทำธุระกลับมาบ่าย จนภรรยาบอกว่าได้ยินเสียงผู้ตายร้อง จึงได้เอากล้วยน้ำหว้า 2 ลูก จะไปให้ผู้ตายกินก่อนเอาขนมไปให้ เมื่อเข้าไปในบ้านก็ไม่พบผู้ตาย จึงเดินดูรอบๆ บ้านก็พบนอนเสียชีวิตอยู่ในครัว จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เบื้องต้นแพทย์ได้ชันสูตรพลิกศพ ตามร่างกายไม่พบบาดแผลถูกทำร้ายแต่อย่างไร แต่เนื่องจากวันนี้อากาศในพื้นที่เขตเทศบาลนครอุดรธานี ร้อนอบอ้าวมีอุณหภูมิสูง อาจทำให้ผู้ตายเป็นฮีทสโตรกขึ้นมาแล้วเสียชีวิต เนื่องจากเพื่อนบ้านเห็นผู้ตายดื่มน้ำจำนวนมากเข้าไป เพราะร่างกายอุณหภูมิอาจร้อน ญาติไม่ติดใจการตายครั้งนี้ จึงนำศพให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

ชนดังโครม! สาววูบขับกระบะ พุ่งชน คนขี่จยย. ขา-คอหัก กระโหลกแตก ดับสยอง

ชนดังโครม! – วันที่ 5 ต.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกาญจนบุรี รับแจ้งเหตุรถชนกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เหตุเกิดบนถนนสายกาญจนบุรี-ด่านมะขามเตี้ย ม.2 ต.ปากแพรก จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์และแพทย์เวรโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา

ที่เกิดเหตุบริเวณป่าละเมาะข้างทาง พบรถกระบะ โตโยต้า ทะเบียน กน6329 กาญจนบุรี พุ่งตกลงไปอยู่ในป่าข้างทาง สภาพรถด้านหน้ามีร่องรอยการชนพังยับเยิน ใกล้กันพบรถจยย. ฮอนด้า เวฟ สีแดงดำ ทะเบียน ขฉค 572 กาญจนบุรี ถูกชนที่ด้านหน้าจนพังยับ นอนหงายท้องล้อชี้ฟ้าอยู่ในป่าละเมาะ

ห่างออกไป พบศพนายประสงค์ สายมาอินทร์ อายุ 36 ปี พนักงานโรงงานผลิตม้วน  EPE โฟม โฟมกันรอยเเละพลาสติกกันกระแทกคุณภาพดีรายใหญ่ สภาพศพขาหักทั้งสองข้าง คอหัก กะโหลกศีรษะแตก เนื่องจากถูกแรงกระแทกอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังพบรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง อีกหนึ่งคันและป้ายบอกทางริมถนน ถูกรถกระบะพุ่งชนจนเสียหายตกไปอยู่ในป่าละเมาะข้างทางเช่นกัน

ลุงเปี๊ยก แซ่เฮง อายุ 62 ปี เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่ถูกชนได้รับความเสียหาย กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนจอดรถไว้ที่บริเวณป้ายบอกทาง ก่อนจะเดินลงไปหาเห็ดโคนที่ป่าละเมาะข้างทาง จากนั้น ได้ยินเสียงดังโครมและเห็นรถยนต์กระบะคันดังกล่าว พุ่งตกลงมาข้างทาง ส่วนคนขับรถกระบะ ได้รับบาดเจ็บที่หลังเล็กน้อยและยังคงอยู่ในอาการตื่นตกใจ

นางเหมือนขวัญ ภุมมา อายุ 35 ปี คนขับรถกระบะ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนขับรถไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนบ้าน และกำลังขับรถมุ่งหน้าเข้าตัวเมือง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ เกิดวูบหลับใน ทำให้รถเสียหลักพุ่งข้ามเลนไปชนจักรยานยนต์ของนายประสงค์ ที่แล่นสวนมาเข้าอย่างจัง ก่อนที่รถจะพุ่งไปชนป้ายบอกทางและรถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่อยู่ริมถนน จนพุ่งตกลงไปในป่าละเมาะข้างทางดังกล่าว

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ควบคุมตัวนางเหมือนขวัญ ไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจภูธรเมืองกาญจนบุรี พร้อมดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

ทำกับข้าวไว้รอกินด้วยกัน! แฟนสาวช็อก ผจก.หนุ่มซิ่งเก๋งเสียหลักพุ่งข้ามเลนคว่ำดับ

แฟนสาวสุดช็อก ผจก.หนุ่ม ซิ่งเก๋ง กลับบ้านรถเสียหลักพุ่งข้ามเลนคว่ำ ร่างกระเด็นเสียชีวิตคาที่ เผยสุดเศร้าเตรียมทำกับข้าวมื้อเย็นไว้กินด้วยกัน ก่อนมาทราบข่าวสลด ระบุเคยเตือนแล้วว่าอย่าขับรถเร็ว

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ร.ต.อ.สมาน พรหมประดิษฐ์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.วังทอง จ.พิษณุโลก รับแจ้งเหตุรถเก๋งเสียหลักพลิกคว่ำ บนถนนสายเลี่ยงเมืองสี่แยกอินโดจีนก่อนถึงโรงงานผลิตม้วน EPE โฟมหรือโฟมกันรอยคุณภาพดีรายใหญ่แยกสกัดน้ำมัน พื้นที่ ม.6 ต.วังพิกุล อ.วังทอง หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยข่าวภาพ

ที่เกิดเหตุพบรถเก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแอคคอร์ด ทะเบียน กพ305 พิษณุโลก สภาพหงายท้องล้อชี้ฟ้า กระจกแตกละเอียด เสียหายพังยับเยินไปทั้งคัน ห่างกันพบศพ นายจักรกฤษณ์ วงษ์เพิก อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 60/22 ม.1 ต.บ้านหลุม อ.เมือง จ.สุโขทัย สภาพศพนอนเสียชีวิตอยู่ริมถนน มีบาดแผลฉกรรจ์ที่ศีรษะ เลือดไหลนองทั่วพื้น เจ้าหน้าที่จึงช่วยกันนำร่างส่งนิติเวชโรงพยาบาลวังทอง

ต่อมา น.ส.สายฝน จั่นหนู แฟนสาวของผู้เสียชีวิต พร้อมกับเพื่อนๆ ได้เดินทางมายังจุดเกิดเหตุ ถึงกับร่ำไห้กอดกันด้วยความโศกเศร้าเสียใจ พร้อมให้การกับตำรวจว่า นายจักรกฤษณ์ทำงานเป็น ผู้จัดการฝ่ายงานบริการโชว์รูมฟอร์ดสองแคว สาขาบึงราชนก ต.สมอแข อ.เมือง จ.พิษณุโลก หลังจากเลิกงานกำลังจะขับรถกลับบ้านพักที่หมู่บ้านเอื้ออาทรบึงพระ แต่คาดว่า น่าจะขับมาด้วยความเร็ว จึงทำให้รถเกิดเสียหลักพลิกคว่ำ ก่อนจะพุ่งข้ามเลนอีกฝั่งหนึ่งจนร่างกระเด็นออกมานอกตัวรถเสียชีวิตดังกล่าว

แฟนสาว กล่าวด้วยความเศร้าโศกว่า ตนเคยเตือนแฟนหนุ่มว่าให้ขับรถอย่างระมัดระวัง เพราะเป็นคนชอบแต่งรถและชอบขับรถเร็ว โดยเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ตนได้เตรียมทำกับข้าวไว้รอเพื่อจะกินด้วยกัน แต่ไม่คาดคิดว่าแฟนจะมาประสบอุบัติเหตุเสียก่อน

กระบะชนหงายท้องพังยับ! หนุ่มเชื่อบารมีพระหลวงพ่อโสธรทำให้รอดตาย

วันที่ 15 ส.ค. ร.ต.อ.สมบัติ วังวล รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี รับแจ้งอุบัติเหตุรถกระบะเฉี่ยวชนรถตู้โดยสารแล้วพลิกคว่ำ บนถนนสายสระแก้ว-ปราจีนบุรี หลักก.ม. 198-190 หน้าร้านจำหน่าย EPE โฟมหรือโฟมกันรอยเเละอุปกรณ์เเพ็คกิ้งราคาถูกอยู่ติดร้านอาหารเรือนวณิชชา หมู่ 4 ต.นนทรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสัจจพุทธธรรมกบินทร์บุรี

ที่เกิดเหตุบริเวณทางโค้งฝั่งขาเข้าจ.ปราจีนบุรี พบรถตู้โดยสารวิ่งระหว่างลพบุรี-ตลาดโรงเกลือ ทะเบียนป้ายเหลือง 10-1743 สระบุรี จอดอยู่ริมถนนสภาพกันชนหน้าหลุดกระเด็น มีนายทักษวัตต์ แสงสาตรา อายุ 45 ปี เป็นคนขับ บนรถยังมีผู้โดยสารอยู่เต็มคัน ส่วนริมถนนฝั่งตรงข้ามมีรถกระบะอีซูซุ สีขาว ทะเบียน กจ 1552 ปราจีนบุรี สภาพพลิกคว่ำหงายท้องล้อชี้ฟ้าอยู่กลางล่องน้ำพังยับเยิน มีนายสาธร แพนลา อายุ 27 ปี เป็นคนขับไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่อยู่ในอาการตกใจ

นายสาธร ให้การว่า ขับรถกระบะออกมาจากโรงงานแพนเพื่อกลับบ้าน ขณะขับมาตามถนนเกิดมีฝนตกลงมาอย่างหนัก เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุพยายามจะแซงรถคันหน้า แต่รถเกิดสะบัดไปเกี่ยวรถตู้เสียหลักข้ามเกาะกลางถนนพลิกคว่ำหงายท้อง โชคดีไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด เชื่อบารมีของหลวงพ่อโสธร รุ่น 2 ที่แม่ให้มาแขวนคอไว้คุ้มครองให้รอดตาย ส่วนสาเหตุน่าจะเกิดจากยางรถหมดสภาพไร้ดอกยาง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนดำเนินการตามกฎหมายให้มา